ผู้ค้าทอง ชี้เก็บภาษีทองคำ เสี่ยงธุรกิจสีเทาเฟื่องฟู ยันบาทแข็งเป็นเทรนด์โลกไม่ใช่เพราะทอง
ผู้ค้าทอง ยันเก็บ ภาษีซื้อขายทองคำ จะสร้างผลเสียต่อตลาดในระยะยาว เกิดธุรกิจสีเทาซ้ำรอยอดีตชี้แนวโน้ม De-Dollarization ทำให้เงินบาทแข็งค่าเป็นเทรนด์ของโลก อย่าโทษทองคำ
15 ก.ย.2568 นางสาวฐิภา นววัฒนทรัพย์ ประธานบริหารกลุ่มบริษัท วายแอลจี กรุ๊ป จำกัด (YLG GROUP) กล่าวภายหลังการหารือกับ ธปท. ในวันนี้ว่า สาเหตุที่ธปท.ได้เรียกผู้ประกอบการค้าทองมาหารือ เป็นผลจาก มองว่า ทองคำเป็นสินทรัพย์หนึ่งที่ทำให้ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้น โดยยืนยันว่า เงินบาทที่แข็งค่าขึ้นมานั้นไม่ได้เกี่ยวกับการซื้อขายทองคำอย่างแน่นอน และขอให้ธปท.กลับไปพิจารณาว่าใช่จริงหรือไม่
กรณีที่มีข่าวว่าจะให้เก็บภาษีซื้อขายทองคำแท่งนั้น ธปท.ระบุว่ายังเป็นเพียงแนวคิดเท่านั้น แต่อย่างไรก็ตาม มองว่า หากดำเนินการจริง ไทยจะเหมือนการถอยหลังเข้าคลองอย่างแน่นอน และจะทำให้ตลาดทองคำมีปริมาณลดลง รวมถึงอาจทำให้เกิดธุรกิจสีเทาเกิดขึ้นด้วย
“โดยในอดีตไทยเคยมีการเก็บภาษีนำเข้าทองคำ และพบว่าการซื้อขายทองคำจะอยู่ใต้โต๊ะ และทางสมาคมทองคำเห็นปัญหานี้ โดยพบว่า มีการลักลอบนำทองคำเข้ามา และการซื้อขายไม่ได้มีการรีพอร์ตด้วย”
ดังนั้น สิ่งที่สมาคมค้าทองคำดำเนินการคือ การยกเว้นภาษี และทำงานร่วมกับสรรพากร สำนักงานป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน (สำนักงาน ปปง.) ในช่วงที่ผ่านมา และรณรงค์ให้ผู้ประกอบการทำรีพอร์ตยอดซื้อขายขึ้นมาให้อยู่บนโต๊ะ เพื่อให้การทำงานมีความโปร่งใส ดังนั้นหากมีการเก็บภาษีตรงนี้ขึ้นมา จะทำให้มูลค่าตลาดลดลงไป และจากที่เป็น ฮับใหญ่ของทองคำจะเป็นการทุบตลาดพังด้วย
“ในวันนี้มีการคุยในประเด็นภาษีทองคำเช่นเดียวกัน โดยธปท.ระบุว่ากำลังหารือกันอยู่ เพราะว่า บาทแข็งค่าจึงพยายามหาวิธีว่าจะทำอย่างไรไม่ให้บาทแข็งค่า แต่เชื่อว่าการเก็บภาษีทองนั้น จะทำให้ วอลุ่มหายไป และคงจะไม่ใช้ธุรกิจบนโต๊ะแต่จะกลายเป็นสีเทาขึ้นมา จากที่ทุกคนโชว์บนโต๊ะและเชื่อว่ามาตรการนี้ไม่ใช่การแก้ไขปัญหาการแข็งค่าของเงินบาทด้วย”
อย่างไรก็ตาม กระแสค่าเงินดอลลาร์ที่มีอิทธิผลลดลง หรือ De-Dollarization มาอย่างแน่นอน และบาทอย่างไรก็ต้องแข็ง และเราไม่ได้แข็งคนเดียวในภูมิก็แข็งค่าด้วย มันเป็นเทรนที่เลี่ยงไม่ได้ ไม่ได้เป็นเพราะทองคำ
นางสาวฐิภา กล่าวว่า ธปท.อยากให้ผู้ประกอบการซื้อขายทองเป็น การเทรดทองคำออนไลน์โดยใช้ บัญชี e-FCD หรือเป็นดอลลาร์ให้มากขึ้น ซึ่งทางผู้ประกอบการระบุว่า หากจะให้ดำเนินการดังกล่าวนั้นอยากให้หารือกับธนาคารพาณิชย์ด้วย เนื่องจากปัจจุบันมีการเรียกเก็บค่าคอมมิชชั่นในระดับสูง ซึ่งไม่ใช่มาตรฐานของโลก ซึ่งของเมืองไทยนั้นคิดเป็นเปอร์เซ็นต์