โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

KBank พาแก้โจทย์ยาก เปิดแนวทาง จัดการทรัพย์สิน-ธุรกิจครอบครัว ส่งต่อความมั่งคั่งสู่รุ่นต่อไป

The Better

อัพเดต 27 ก.ย 2568 เวลา 10.18 น. • เผยแพร่ 27 ก.ย 2568 เวลา 10.00 น. • THE BETTER
KBank Private Banking ชี้! แนวทางการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัว พร้อมแนะแผนบริหารทรัพย์สินเบื้องต้น เพื่อสร้างความมั่งคั่งในธุรกิจครอบครัวไทย

ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (SET) ร่วมกับพันธมิตรทางธุรกิจ ร่วมจัดงานสัมมนาครั้งยิ่งใหญ่ต่อเนื่องเป็นปีที่ 3 ในงาน “The 3rd SET Annual Conference on Family Business: Transforming Family Business” เพื่อสร้างองค์ความรู้และขยายโอกาสการลงทุนให้กับธุรกิจครอบครัวในประเทศไทย โดยภายในงานครั้งนี้นอกจากได้พบกับ Dr. Matt Allen กูรูระดับโลกด้านการปั้น Next Gen และทายาทครอบครัว “เซ็นทรัล-ไทยประกันชีวิต” ผู้เข้าร่วมยังได้รับสิทธิพิเศษ Workshop ร่วมกับผู้เชี่ยวชาญจาก 4 องค์กรชั้นนำ

โดยทาง KBank Private Banking มองว่าการบริหารจัดการทรัพย์สินครอบครัวเป็นเรื่องที่ซับซ้อนกว่าที่คิด โดยเฉพาะอย่างยิ่งในยุคที่มีความเสี่ยงทั้งจากภายในและภายนอก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงของกฎหมายและภาษีที่มีแนวโน้มการจัดเก็บจากบุคคลที่มีสินทรัพย์สูงมากขึ้น หรือความขัดแย้งภายในครอบครัวจากแนวความคิดและวิธีการทำงานที่แตกต่างกัน ดังนั้น หากปราศจากการวางแผนเรื่อง “โครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน” ที่เหมาะสมแล้ว การส่งต่อความมั่งคั่งจากรุ่นสู่รุ่นอาจสะดุดได้”

KBank Private Banking จึงร่วมพาแก้โจทย์ยากในหัวข้อ “ส่งต่อความมั่งคั่งอย่างยั่งยืน : แผนการจัดการสินทรัพย์ครอบครัวสู่การส่งต่อฉบับสมบูรณ์” เพื่อเปิดแนวทางจัดโครงสร้างทรัพย์สินครอบครัว วิธีการบริหารทรัพย์สินครอบครัวทุกประเภท เช่น หุ้นของบริษัทครอบครัว อสังหาริมทรัพย์ และการลงทุน พร้อมคำแนะนำในการเตรียมการเบื้องต้น

คุณพีระพัฒน์ เหรียญประยูร Managing Director – Wealth Planning and Non–Capital Market Head, Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เปิดเผยว่า ธุรกิจครอบครัวไทยส่วนใหญ่มีอัตราการอยู่รอดถึงรุ่นที่ 3 และ 4 ค่อนข้างต่ำ โดยมีเพียงประมาณ 4% เท่านั้นที่สามารถสืบทอดมาได้สำเร็จ สาเหตุหลักมาจาก "ศึกภายใน" เช่น ความขัดแย้งของสมาชิกในครอบครัว การขาดการวางแผนส่งต่อธุรกิจที่ชัดเจน และการบริหารจัดการที่ยังไม่เป็นระบบเหมือนองค์กรทั่วไป

เพื่อรับมือบความท้าทายดังกล่าว KBank Private Banking มองว่าสิ่งสำคัญสำหรับการกำกับดูแลครอบครัว ควบคู่กับการกำกับธุรกิจ มี 3 ส่วนสำคัญ ดังนี้

1) การสร้างกติกาของครอบครัวและการสืบทอดธุรกิจอย่างเป็นระบบ (Family Continuity Planning) ด้วยการจัดทำ “ธรรมนูญครอบครัว” เพื่อกำหนดสิทธิ หน้าที่ และกระบวนการตัดสินใจร่วมกันที่ชัดเจน ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญในการลดความขัดแย้ง

2) การจัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สินของครอบครัว (Asset Holding Structures) างแผนปรับโครงสร้างการถือครองสินทรัพย์และธุรกิจ ทั้งในและต่างประเทศให้สอดคล้องกับเป้าหมายของครอบครัวและลดภาระด้านภาษี โดยอาจใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น บริษัทโฮลดิ้ง หรือทรัสต์

3) การวางแผนการส่งต่อทรัพย์สินจากรุ่นสู่รุ่น (Inheritance and Wealth Transfer) เน้นการสื่อสารและการมีส่วนร่วมของทายาทรุ่นต่อไปอย่างเป็นระบบ มีการถ่ายทอดความรู้ เพื่อให้การส่งต่อความมั่งคั่งเป็นไปอย่างราบรื่นและยุติธรรม

รวมถึงการถือครองอสังหาริมทรัพย์อสังหาริมทรัพย์ ทาง KBank Private Banking มองว่ามี 3 ปัจจัยหลัก ได้แก่ 1) จำนวนประชากร ซึ่งปัจจุบันลดลงต่อเนื่องนับตั้งแต่ปี 2563 2) หนี้ครัวเรือน ที่ยังอยู่ในระดับสูง และ 3) ภาษีที่ดินและสิ่งปลูกสร้าง ซึ่งเป็นการเก็บภาษีต่อเนื่องเป็นปีที่ 7 โดยภายในปี 2569 ที่ดินรกร้างจะเริ่มเก็บภาษีที่ดินสูงขึ้นอีก 0.3% พร้อมจ่อปรับราคาประเมินที่ดินในปี 2570-2573

การจัดประเภทอสังหาริมทรัพย์ตามวัตถุประสงค์จึงมีความสำคัญมาก เพื่อให้ที่ดินและอสังหาฯ เกิดประโยชน์สูงสุด พร้อมวางแผนการเสียภาษีให้เหมาะสม โดยประเภทอสังหาริมทรัพย์แบ่งตามวัตถุประสงค์หลัก 3 ข้อ คือ 1) เพื่อใช้ประโยชน์ให้เช่า หรือใช้ในธุรกิจ ซึ่งควรมองภาพระยะยาวว่าเป็นที่ดินที่จะเก็บยาวหรือขายไปในอนาคต เพื่อวางรูปแบบการถือครองที่เหมาะสม และควรวางแผนภาษีเงินได้การให้เช่า 2) เพื่อขาย ควรวางแผนโครงสร้างการถือครองก่อนซื้อ ไม่ควรซื้อในชื่อร่วม รวมถึงควรวางแผนภาษีการขาย และเลือกแนวทางที่เหมาะสม และ 3) เพื่อส่งต่อ ควรคำนึงถึงต้นทุนการถือครอง และกำหนดนโยบายการถือทรัพย์สินเพื่อเลือกวิธีการส่งต่อที่เหมาะสม

คุณอธิศรี โพธิสุธา Assistant Head of Wealth Planning, Family Wealth Planning Services ใน Private Banking Group ธนาคารกสิกรไทย เดินหน้าตอกย้ำความเป็นผู้นำด้านการบริหารทรัพย์สินครอบครัว แนะนำแผนเตรียมการบริหารทรัพย์สินครอบครัวเบื้องต้น เพื่อส่งต่อความมั่งคั่งธุรกิจครอบครัว แบ่งเป็น 7 แนวทาง คือ 1) แยกทรัพย์สินธุรกิจ & ส่วนตัว 2) รักษาความสัมพันธ์ระหว่างสมาชิกครอบครัว 3) ทำทะเบียนทรัพย์สิน 4) วางแผนการส่งต่อ 5) กำหนดกติกาการจัดทรัพย์สิน 6) วางระบบบัญชีและวางแผนภาษี และ 7) จัดโครงสร้างการถือครองทรัพย์สิน

ทั้งนี้ธุรกิจครอบครัวที่จดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ณ สิ้นเดือนมิถุนายน 2568 มากถึง 646 บริษัท คิดเป็น 76% หรือ 3 ใน 4 ของบริษัทจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ทั้งหมดจำนวน 850 บริษัท การสร้างองค์ความรู้การบริหารจัดการทรัพย์สินธุรกิจครอบครัว จึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพื่อให้ธุรกิจครอบครัวไทยสามารถบริหาร จัดการธุรกิจและส่งต่อความมั่งคั่งไปยังคนรุ่นหลังได้อย่างสมบูรณ์แบบ รวมถึงยังเป็นรากฐานที่ช่วยสร้างเติบโตของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยอย่างยั่งยืนได้ในอนาคต

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...