สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม
สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม
สนธิสัญญาสำคัญ 2 ฉบับที่สยามทำกับต่างชาติเมื่อร้อยกว่าปีก่อน คือ สนธิสัญญาเบอร์นีย์และสนธิสัญญาเบาว์ริง ถือเป็นสนธิสัญญาที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมาก
โอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) จึงจัดเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ พลิกโฉมสยามสู่ความทันสมัย?” ที่ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะสุรวงศ์ พาทุกคนไปสำรวจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสนธิสัญญาที่สยามทำกับอังกฤษในอดีต ว่าไม่เพียงสร้างความ “เสียเปรียบ” หรือปัญหามากมายตามที่เราเคยรับรู้กัน แต่ยังนำมาซึ่งความทันสมัย ที่ “พลิก” โฉมหน้าประเทศไทยให้เป็นอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้ด้วย
ผู้เสวนาล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร. เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และประธานกรรมการที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ รศ. ดร. ชัชพล ไชยพร รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม (เคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีและที่ปรึกษาคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ) และ ดร. พัชรวิรัล เจริญพัชรพร อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ดร. อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC
ประเด็นสำคัญที่ผู้เสวนาพูดคุยกันเมื่อ 5 กันยายน 2568 คือความรู้ด้านการต่างประเทศของไทยจากเอกสารสำคัญ ถือเป็นการสำรวจบริบทประวัติศาสตร์ กฎหมาย และการปรับตัวของสยามต่อการเข้ามาของอังกฤษในรูปแบบของการค้าและการทำสนธิสัญญา 2 ฉบับ คือ “สนธิสัญญาเบอร์นีย์” และ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ
ดร. เตช เผยว่า เมื่อก่อนตนศึกษาสนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับ โดยมุ่งที่ประเด็นทางการเมืองและการทูตเป็นหลัก จนละเลยประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบระยะยาวไม่แพ้กัน จึงต้องการให้เวทีเสวนานี้เป็นพื้นที่สำรวจและพูดคุยกันถึงข้อมูลดังกล่าว
วิทยากรทั้ง 3 ท่านอธิบายให้เห็นว่า สนธิสัญญาเบอร์นีย์ที่สยามบรรลุข้อตกลงกับอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1826 (พ.ศ. 2369) สมัยรัชกาลที่ 3 คือการ “กรุยทาง” สู่สนธิสัญญาเบาว์ริง ใน ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) สมัยรัชกาลที่ 4 จุดเด่นของสนธิสัญญาเบอร์นีย์คือการให้ความเคารพกันระหว่าง 2 ชาติ (สยามกับอังกฤษ) อย่างเท่าเทียมและชัดเจน ส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องการจัดสรรอำนาจและอาณาเขตเหนือดินแดนคาบสมุทรมลายูของสยามกับอังกฤษ รวมถึงการยกเลิกภาษีปากเรือ อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการค้าเสรีในไทยด้วย
ส่วนสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ตามมาภายหลัง เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่ออังกฤษเอาชนะจีนได้ในสงครามฝิ่น ราชสำนักสยามจึงต้องปรับตัวโอนอ่อนไปตามความต้องการของอังกฤษที่ต้องการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ เพื่อผ่อนคลายความเข้มงวดทางการค้าของสยาม (ภายใต้การดูแลของกรมพระคลัง) เกิดเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่มีจุดมุ่งหมายหลักคือการยกเลิกการผูกขาดการค้าโดยรัฐ
สนธิสัญญาเบาว์ริงจึงมอบสิ่งที่อังกฤษต้องการมาตลอด แต่เบอร์นีย์ไม่สามารถบรรลุได้ คือ “การค้าเสรี”
ดร. พัชรวิรัล ชี้ว่า สนธิสัญญาเบาว์ริงเป็นที่มาของความ “ทันสมัย” ในหลากหลายมิติ เช่น การค้าข้าวอย่างเสรี ทำให้พื้นที่ไร่นาขยายตัว เพื่อผลิตข้าวส่งขายให้ดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ รัฐหรือหน่วยราชการจึงขยายตัวตามไปด้วยเพื่อดูแลการขยายตัวดังกล่าว รวมถึงเมืองที่เติบโตจากการค้าก็ส่งเสริมให้มีการสร้างถนน เปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพฯ จากเมืองน้ำ สัญจรตามแม่น้ำลำคลอง กลายเป็นเมืองบก
รศ. ดร. ชัชพล เล่าว่า การขยายตัวของผืนนาและจับจองพื้นที่ทำการเกษตร ยังทำให้รัฐต้องเข้ามาจัดการเรื่องระบบที่ดินอย่างจริงจัง คนไทยจึงเริ่มรู้จักสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน จากแต่เดิมที่ทุกตารางนิ้วเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน
ผลกระทบสำคัญประการหนึ่งจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่จะส่งผลสืบเนื่องเป็นทอด ๆ ไปอีกหลายเรื่องคือภาวะ “เงินเกร่อ”
อ. ชัชพล เผยว่า ในอดีตระบบพระคลังให้ความสำคัญกับตัวสินค้าเป็นหลักมากกว่าสื่อกลางการแลกเปลี่ยนหรือ “เงินตรา” แต่สนธิสัญญาเบาว์ริงเชื่อมเศรษฐกิจสยามเข้ากับเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินตราทวีความสำคัญขึ้น โดยเฉพาะในระบบลูกจ้างที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน รัฐจึงต้องผลิตเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจให้เพียงพอ
เมื่อมีเงินในระบบเยอะขึ้น ผลที่ตามมาคือทาสสามารถเก็บเงินมาไถ่ตัวเพื่อเป็นไทได้ง่ายขึ้น ประกอบกับความต้องการแรงงานในตลาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 และเกิดระบบทหารกองประจำการ นอกจากนี้เราจะสังเกตเห็นว่า ช่วงรัชกาลที่ 5-6 มีการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง นโยบายนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงงานที่มีความรู้และฝีมือเข้าสู่ระบบแรงงานนั่นเอง
ผู้เสวนาทั้ง 3 ท่านและผู้ฟังยังแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับปัญหาจากสนธิสัญญาฉบับนี้ คือ การตรึงภาษีและการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งทำให้ระบบการคลังและการบังคับใช้กฎหมายในราชอาณาจักรตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบต่างชาติเป็นเวลานาน ก่อนการนำพาประเทศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของรัชกาลที่ 6 จากพระราชปณิธานแอบแฝงคือการขอแก้ไขข้อตกลงเสียเปรียบดังกล่าว
อ. ชัชพล ให้มุมมองส่งท้ายว่า เราจึงไม่ควรตราหน้าว่าสนธิสัญญาเบอร์นีย์หรือเบาว์ริงเป็นพระเอกหรือนางร้าย ข้อตกลงเหล่านี้เป็นผลมาจากสภาพการณ์ในเวลานั้น หากถอยออกมาแล้วมองไปยังบริบทแวดล้อมจะเกิดบทเรียน เพราะที่สุดแล้วเรื่องราวลักษณะนี้มักวนกลับมาใหม่
อ่านเพิ่มเติม :
- เปิดความต่างสนธิสัญญาเบอร์นีย์ และ สนธิสัญญาเบาว์ริง
- “สิทธิสภาพนอกอาณาเขต” ในไทยที่เกิดจากสนธิสัญญากับฝรั่ง ใช้เวลาถึง 68 ปี จึงสิ้นสุด
- สนธิสัญญาเบอร์นีย์ สัญญาพระราชไมตรี-พานิชย์ฉบับแรกไทยทำกับตะวันตกสมัยรัตนโกสินทร์
สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่
เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 กันยายน 2568
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com