โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม

ศิลปวัฒนธรรม

อัพเดต 09 ก.ย 2568 เวลา 02.31 น. • เผยแพร่ 08 ก.ย 2568 เวลา 08.46 น.

สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม

สนธิสัญญาสำคัญ 2 ฉบับที่สยามทำกับต่างชาติเมื่อร้อยกว่าปีก่อน คือ สนธิสัญญาเบอร์นีย์และสนธิสัญญาเบาว์ริง ถือเป็นสนธิสัญญาที่เปลี่ยนโฉมเศรษฐกิจและสังคมไทยอย่างมาก

โอกาสครบรอบ 170 ปี ความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ ศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ (ISC) จึงจัดเสวนา “สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ พลิกโฉมสยามสู่ความทันสมัย?” ที่ โรงแรมแบงค็อก แมริออท เดอะสุรวงศ์ พาทุกคนไปสำรวจและทำความเข้าใจเกี่ยวกับสนธิสัญญาที่สยามทำกับอังกฤษในอดีต ว่าไม่เพียงสร้างความ “เสียเปรียบ” หรือปัญหามากมายตามที่เราเคยรับรู้กัน แต่ยังนำมาซึ่งความทันสมัย ที่ “พลิก” โฉมหน้าประเทศไทยให้เป็นอย่างที่เรารู้จักในทุกวันนี้ด้วย

เสวนา สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ พลิกโฉมสยามสู่ความทันสมัย?

ผู้เสวนาล้วนเป็นผู้ทรงคุณวุฒิ ได้แก่ ดร. เตช บุนนาค เลขาธิการสภากาชาดไทย และประธานกรรมการที่ปรึกษาศูนย์ศึกษาการต่างประเทศ รศ. ดร. ชัชพล ไชยพร รักษาการแทนผู้อำนวยการ สำนักงานเลขาธิการมหาเถรสมาคม (เคยดำรงตำแหน่งรองคณบดีและที่ปรึกษาคณะนิติศาสตร์ จุฬาฯ) และ ดร. พัชรวิรัล เจริญพัชรพร อาจารย์ประจำภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ดำเนินรายการโดย ดร. อนุสนธิ์ ชินวรรโณ ผู้อำนวยการ ISC

ประเด็นสำคัญที่ผู้เสวนาพูดคุยกันเมื่อ 5 กันยายน 2568 คือความรู้ด้านการต่างประเทศของไทยจากเอกสารสำคัญ ถือเป็นการสำรวจบริบทประวัติศาสตร์ กฎหมาย และการปรับตัวของสยามต่อการเข้ามาของอังกฤษในรูปแบบของการค้าและการทำสนธิสัญญา 2 ฉบับ คือ “สนธิสัญญาเบอร์นีย์” และ “สนธิสัญญาเบาว์ริง” ซึ่งถือเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญในความสัมพันธ์ไทย-อังกฤษ

ดร. เตช เผยว่า เมื่อก่อนตนศึกษาสนธิสัญญาทั้ง 2 ฉบับ โดยมุ่งที่ประเด็นทางการเมืองและการทูตเป็นหลัก จนละเลยประเด็นทางเศรษฐกิจและสังคมที่มีผลกระทบระยะยาวไม่แพ้กัน จึงต้องการให้เวทีเสวนานี้เป็นพื้นที่สำรวจและพูดคุยกันถึงข้อมูลดังกล่าว

วิทยากรทั้ง 3 ท่านอธิบายให้เห็นว่า สนธิสัญญาเบอร์นีย์ที่สยามบรรลุข้อตกลงกับอังกฤษเมื่อ ค.ศ. 1826 (พ.ศ. 2369) สมัยรัชกาลที่ 3 คือการ “กรุยทาง” สู่สนธิสัญญาเบาว์ริง ใน ค.ศ. 1855 (พ.ศ. 2398) สมัยรัชกาลที่ 4 จุดเด่นของสนธิสัญญาเบอร์นีย์คือการให้ความเคารพกันระหว่าง 2 ชาติ (สยามกับอังกฤษ) อย่างเท่าเทียมและชัดเจน ส่วนรายละเอียดเป็นเรื่องการจัดสรรอำนาจและอาณาเขตเหนือดินแดนคาบสมุทรมลายูของสยามกับอังกฤษ รวมถึงการยกเลิกภาษีปากเรือ อันเป็นจุดเริ่มต้นของระบบการค้าเสรีในไทยด้วย

ส่วนสนธิสัญญาเบาว์ริงที่ตามมาภายหลัง เกิดขึ้นท่ามกลางสถานการณ์ภูมิรัฐศาสตร์โลกที่เปลี่ยนแปลงไป เมื่ออังกฤษเอาชนะจีนได้ในสงครามฝิ่น ราชสำนักสยามจึงต้องปรับตัวโอนอ่อนไปตามความต้องการของอังกฤษที่ต้องการทำสนธิสัญญาฉบับใหม่ เพื่อผ่อนคลายความเข้มงวดทางการค้าของสยาม (ภายใต้การดูแลของกรมพระคลัง) เกิดเป็นข้อตกลงในสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่มีจุดมุ่งหมายหลักคือการยกเลิกการผูกขาดการค้าโดยรัฐ

สนธิสัญญาเบาว์ริงจึงมอบสิ่งที่อังกฤษต้องการมาตลอด แต่เบอร์นีย์ไม่สามารถบรรลุได้ คือ “การค้าเสรี”

เสวนา สนธิสัญญาสยาม-อังกฤษ พลิกโฉมสยามสู่ความทันสมัย?

ดร. พัชรวิรัล ชี้ว่า สนธิสัญญาเบาว์ริงเป็นที่มาของความ “ทันสมัย” ในหลากหลายมิติ เช่น การค้าข้าวอย่างเสรี ทำให้พื้นที่ไร่นาขยายตัว เพื่อผลิตข้าวส่งขายให้ดินแดนอาณานิคมของอังกฤษ รัฐหรือหน่วยราชการจึงขยายตัวตามไปด้วยเพื่อดูแลการขยายตัวดังกล่าว รวมถึงเมืองที่เติบโตจากการค้าก็ส่งเสริมให้มีการสร้างถนน เปลี่ยนโฉมหน้ากรุงเทพฯ จากเมืองน้ำ สัญจรตามแม่น้ำลำคลอง กลายเป็นเมืองบก

รศ. ดร. ชัชพล เล่าว่า การขยายตัวของผืนนาและจับจองพื้นที่ทำการเกษตร ยังทำให้รัฐต้องเข้ามาจัดการเรื่องระบบที่ดินอย่างจริงจัง คนไทยจึงเริ่มรู้จักสิทธิความเป็นเจ้าของที่ดิน จากแต่เดิมที่ทุกตารางนิ้วเป็นของพระเจ้าแผ่นดิน

ผลกระทบสำคัญประการหนึ่งจากสนธิสัญญาเบาว์ริง ที่จะส่งผลสืบเนื่องเป็นทอด ๆ ไปอีกหลายเรื่องคือภาวะ “เงินเกร่อ”

อ. ชัชพล เผยว่า ในอดีตระบบพระคลังให้ความสำคัญกับตัวสินค้าเป็นหลักมากกว่าสื่อกลางการแลกเปลี่ยนหรือ “เงินตรา” แต่สนธิสัญญาเบาว์ริงเชื่อมเศรษฐกิจสยามเข้ากับเศรษฐกิจโลก ทำให้เงินตราทวีความสำคัญขึ้น โดยเฉพาะในระบบลูกจ้างที่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงิน รัฐจึงต้องผลิตเงินเข้าไปในระบบเศรษฐกิจให้เพียงพอ

เมื่อมีเงินในระบบเยอะขึ้น ผลที่ตามมาคือทาสสามารถเก็บเงินมาไถ่ตัวเพื่อเป็นไทได้ง่ายขึ้น ประกอบกับความต้องการแรงงานในตลาดที่เพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ สิ่งเหล่านี้เป็นที่มาของการเลิกทาสในสมัยรัชกาลที่ 5 และเกิดระบบทหารกองประจำการ นอกจากนี้เราจะสังเกตเห็นว่า ช่วงรัชกาลที่ 5-6 มีการส่งเสริมการศึกษาอย่างจริงจัง นโยบายนี้ก็เป็นส่วนหนึ่งของการสร้างแรงงานที่มีความรู้และฝีมือเข้าสู่ระบบแรงงานนั่นเอง

ผู้เสวนาทั้ง 3 ท่านและผู้ฟังยังแลกเปลี่ยนกันเกี่ยวกับปัญหาจากสนธิสัญญาฉบับนี้ คือ การตรึงภาษีและการเสียสิทธิสภาพนอกอาณาเขต ซึ่งทำให้ระบบการคลังและการบังคับใช้กฎหมายในราชอาณาจักรตกอยู่ในสถานการณ์เสียเปรียบต่างชาติเป็นเวลานาน ก่อนการนำพาประเทศเข้าร่วมสงครามโลกครั้งที่ 1 ของรัชกาลที่ 6 จากพระราชปณิธานแอบแฝงคือการขอแก้ไขข้อตกลงเสียเปรียบดังกล่าว

อ. ชัชพล ให้มุมมองส่งท้ายว่า เราจึงไม่ควรตราหน้าว่าสนธิสัญญาเบอร์นีย์หรือเบาว์ริงเป็นพระเอกหรือนางร้าย ข้อตกลงเหล่านี้เป็นผลมาจากสภาพการณ์ในเวลานั้น หากถอยออกมาแล้วมองไปยังบริบทแวดล้อมจะเกิดบทเรียน เพราะที่สุดแล้วเรื่องราวลักษณะนี้มักวนกลับมาใหม่

อ่านเพิ่มเติม :

สำหรับผู้ชื่นชอบประวัติศาสตร์ ศิลปะ และวัฒนธรรม แง่มุมต่าง ๆ ทั้งอดีตและร่วมสมัย พลาดไม่ได้กับสิทธิพิเศษ เมื่อสมัครสมาชิกนิตยสารศิลปวัฒนธรรม 12 ฉบับ (1 ปี) ส่งความรู้ถึงบ้านแล้ววันนี้!! สมัครสมาชิกคลิกที่นี่

เผยแพร่ในระบบออนไลน์ครั้งแรกเมื่อ 8 กันยายน 2568

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สนธิสัญญาเบอร์นีย์-เบาว์ริง “พระเอก-นางร้าย” (?) ที่พลิกโฉมหน้าสยาม

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.silpa-mag.com

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...