โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

สบน.ย้ำฐานะการเงินไทยแข็งแกร่ง เงินคงคลังทะลุ 5 แสนล้าน

Thairath Money

อัพเดต 21 ก.ย 2568 เวลา 10.58 น. • เผยแพร่ 22 ก.ย 2568 เวลา 00.00 น.
ภาพไฮไลต์

นายพชร อนันตศิลป์ ผู้อำนวยการสำนักงานหนี้สาธารณะ (สบน.) เปิดเผยว่า ขณะนี้สถานะการเงินการคลังของประเทศไทย ถือว่าแข็งแกร่ง มีเงินคงคลังทะลุ 500,000 ล้านบาท ถือเป็นวงเงินที่สูง เนื่องจากมีการบริหารจัดการอย่างมีประสิทธิภาพ ทำให้การกู้เงินเพื่อชดเชยการขาดดุลไม่เต็มวงเงินที่กำหนดไว้ ดังนั้นความกังวลว่ารัฐบาลจะไม่มีเงินจ่ายเงินเดือนข้าราชการ รวมถึงคู่สัญญากับภาครัฐนั้น ไม่เป็นความจริง เพราะรัฐบาลยังคงจัดเก็บรายได้ตามปกติ แม้รายได้จะไม่เป็นไปตามเป้าหมาย แต่เมื่อเทียบกับปีที่แล้ว ถือว่าเพิ่มขึ้นเล็กน้อย

ขณะที่เงินทุนสำรองระหว่างประเทศของไทย มีจำนวนมหาศาล ตามที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เคยประกาศไว้ มากกว่า 200,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ ดังนั้นภาคการเงินและการคลังของไทย ถือว่าแข็งแกร่ง ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน ที่จะเข้ามาลงทุนในประเทศไทย

อย่างไรก็ตาม สบน.มีหน้าที่บริหารหนี้สาธารณะไม่ให้สูงเกินความจำเป็น ซึ่งรัฐบาลได้กำหนดกรอบเพดานไว้ไม่เกิน 70% ของผลิตภัณฑ์มวลรวมในประเทศ (จีดีพี) เพื่อรักษาวินัยการเงินคลัง ตาม พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง พ.ศ.2561 ขณะเดียวกันมีหน้าที่เสนอแนะให้รัฐบาล เร่งจัดทำงบประมาณแบบขาดดุลน้อยลงเรื่อยๆ จนเข้าสู่งบประมาณสมดุลโดยเร็ว เพื่อมิให้เกิดปัญหาการใช้จ่ายเกินตัวติดต่อกันยาวนาน ซึ่ง สบน.ได้ทำหน้าที่ให้ข้อเสนอแนะรัฐบาลมาตลอด และต้องทำตลอดไป เพื่อบริหารงบประมาณแบบสมดุล และใช้เงินคงคลังอย่างมีประสิทธิภาพ

ฐานะการเงินไทยแข็งแกร่งมาก

อย่างไรก็ตาม แม้ฐานะการเงินการคลังไทยจะแข็งแกร่ง แต่ สบน.ยังคงจะเสนอแนะให้รัฐบาลกู้เงินจากต่างประเทศ เพื่อเป็นดัชนีอ้างอิงอัตราดอกเบี้ยให้กับภาคเอกชน ขณะเดียวกันเป็นการสร้างเครดิตให้กับประเทศไทยด้วย ส่วนวงเงินที่จะไปกู้เงินต่างประเทศนั้น สามารถกำหนดได้ตามความเหมาะสม ตามกลไกตลาด ซึ่งขณะนี้หลายประเทศก็จะใช้วิธีการกู้เงินต่างประเทศ เนื่องจากต้นทุนการเงินต่างประเทศกับในประเทศไม่แตกต่างกันมากนัก ดังนั้นเพื่อสร้างเครดิตและสร้างอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้กับเอกชนในประเทศ รัฐบาลควรพิจารณาการกู้เงินจากต่างประเทศด้วย โดยเน้นเงินกู้เพื่อเศรษฐกิจสีเขียวเป็นหลัก ซึ่งเป็นไปตามเทรนด์ของโลก และเกิดความคุ้มค่าทางเศรษฐกิจ

“ทุกครั้งที่มีการเสนอกู้เงินต่างประเทศทุกครั้ง มักจะมีเสียงด่า ไม่พอใจ แต่ผมยังคงต้องการเสนอแนะรัฐบาลพิจารณากู้เงินต่างประเทศเช่นเดิม แต่วงเงินไม่มาก เพื่อเป็นฐานอ้างอิงให้กับเอกชนที่ต้องกู้เงินต่างประเทศ เหมือนกับประเทศอื่นๆ เริ่มออกไปกู้เงินต่างประเทศ เพื่อสร้างเครดิตว่า ประเทศกำลังเปิดรับการลงทุนและขยายการลงทุน จึงกู้เงินจากต่างประเทศ เช่น อินโดนีเซีย เวียดนาม ฟิลิปปินส์ เป็นต้น ทั้งนี้การกู้เงินต่างประเทศ ไม่ได้ทำได้ในทันที เพราะมีกระบวนการในการดำเนินการไม่ต่ำกว่า 6-7 เดือน ดังนั้นจึงต้องศึกษาและเตรียมการรองรับ และคัดกรองโครงการที่จะใช้เงินกู้ต่างประเทศ โดยโครงการนั้นจะต้องดำเนินการตามแผนการ ห้ามล่าช้า เพราะถือเป็นเครดิตของประเทศ“

รอลุ้นจัดอันดับความน่าเชื่อถือ

ส่วนการจัดอันดับความน่าเชื่อถือของสถาบันต่างๆ นั้น เชื่อว่าอันดับความน่าเชื่อถือของประเทศไทย ยังคงสถานะเดิม คาดว่าจะไม่มีการเปลี่ยนแปลง เนื่องจาก พ.ร.บ. งบประมาณปี 69 ได้ผ่านการพิจารณาของสภาผู้แทนราษฎร (สส.) และวุฒิสภา (สว.) เป็นที่เรียบร้อยแล้ว จึงคลายความกังวลใจเรื่องงบประมาณ จากเดิมหลายสถาบันมีความกังวลว่างบประมาณ 2569 จะล่าช้า ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อการขับเคลื่อนเศรษฐกิจในประเทศอย่างแน่นอน

ขณะที่ปัจจัยอื่นๆ สถาบันการจัดอันดับรับรู้อยู่แล้ว ทั้งกรณีภาษีสหรัฐฯ ก็มีความชัดเจนแล้วว่า ประเทศไทยเสียภาษีในอัตรา 19% ปัญหาภูมิรัฐศาสตร์ในหลายพื้นที่ รวมถึงปัญหาชายแดนไทย-กัมพูชาด้วย รวมถึงแผนการลงทุนต่างๆ เริ่มมีความชัดเจนการเดินหน้าการลงทุน ทั้งการขยายสนามบินสุวรรณภูมิ สนามบินในต่างจังหวัด โครงการท่าเรือแหลมฉบังส่วนขยาย และอีกหลายโครงการ ทำให้สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ มีความมั่นใจว่า ประเทศไทยยังคงมีการลงทุนต่อเนื่อง และมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ปัจจุบันสถานะหนี้ของประเทศไทย ณ เดือน ก.ค. 68 อยู่ที่ 12.12 ล้านล้านบาท คิดเป็น 64.49% ของจีดีพี โดยได้ประมาณการไว้ที่ 18.80 ล้านล้านบาท ซึ่งหนี้สาธารณะส่วนใหญ่เป็นหนี้ในประเทศ มีเพียง 1% เท่านั้นที่เป็นเงินกู้ต่างประเทศ โดยมูลหนี้ดังกล่าวไม่รวมหนี้รัฐวิสาหกิจ และสถาบันการเงินของรัฐ ดังนั้นหากจะมีการพิจารณากู้เงินต่างประเทศในจังหวะเวลาที่เหมาะสม น่าจะช่วยเป็นอัตราดอกเบี้ยอ้างอิงให้ภาคเอกชน และสร้างเครดิตการกู้ยืมเงินให้กับประเทศไทยได้

ฝากสานต่อG-Token 5,000 ล้าน

นายพชร กล่าวว่า สำหรับภารกิจที่จะฝากไว้ก่อนที่จะไปรับตำแหน่งปลัดกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (ดีอี) นั้น คือการเปิดจำหน่ายพันธบัตรดิจิทัลรัฐบาล หรือ G-Token วงเงิน 5,000 ล้านบาท แต่ละรายซื้อได้สูงสุด 5 ล้านบาท ซึ่งคาดว่าจะเปิดให้จำหน่ายในเร็ว ๆ นี้ ซึ่งการออกพันธบัตร G-Token นั้น เพื่อช่วยขับเคลื่อนนโยบายเศรษฐกิจดิจิทัลของรัฐบาล ซึ่งผู้ซื้อ G-Token จะได้รับผลตอบแทนเช่นเดียวกับพันธบัตรรัฐบาลทั่วไป มีความมั่นคง เพราะอยู่ภายใต้การกำกับของคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.)

ทั้งนี้ตามแผนงานเดิม จะเปิดขายในไตรมาส 4 ของปีนี้ แต่เนื่องจากมีการเปลี่ยนแปลงรัฐบาล และจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ได้แต่หวังว่า รัฐบาลภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกุล นายกรัฐมนตรีและรมว.มหาดไทย และนายเอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรมว.คลัง จะสานต่อนโยบาย การออกพันธบัตร G-Token เพราะถือเป็นนโยบายที่ช่วยสนับสนุนส่งเสริมการขับเคลื่อนสู่เศรษฐกิจดิจิทัลของประเทศ

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : สบน.ย้ำฐานะการเงินไทยแข็งแกร่ง เงินคงคลังทะลุ 5 แสนล้าน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...