โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไอที ธุรกิจ

Future Defense เทคโนโลยีเพื่อ ‘เสถียรภาพ’

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 06 ส.ค. 2568 เวลา 22.38 น. • เผยแพร่ 07 ส.ค. 2568 เวลา 06.35 น.

สถานการณ์โลกที่เต็มไปด้วยแรงเสียดทานทางภูมิรัฐศาสตร์ ได้ปลุกกระแสการลงทุนใน “เทคโนโลยีป้องกันประเทศ” (Defense Tech) ทั้งในเชิงงบประมาณ ความร่วมมือระหว่างประเทศ และการเร่งสร้างนวัตกรรมที่พร้อมใช้งานจริง

รายงานจากหลายแหล่งชี้ว่า งบกลาโหมทั่วโลกในปี 2025 พุ่งทะลุ 2.8 ล้านล้านดอลลาร์ ขณะที่ประเทศไทยเองเริ่มจัดสรรงบประมาณด้านความมั่นคงอย่างมีเป้าหมายมากขึ้น โดยมุ่งเน้นระบบไซเบอร์ การป้องกันเชิงรุก และศักยภาพการพัฒนาเทคโนโลยีภายในประเทศ

ทั้งหมดนี้คือ “พื้นที่ใหม่” สำหรับภาคเอกชนไทย ไม่ใช่แค่ในเรื่องจัดซื้อจัดจ้าง แต่ในบทบาทของผู้ร่วมสร้างระบบความมั่นคงร่วมกับภาครัฐและพันธมิตรระดับภูมิภาค

Defense Tech กำลังเปลี่ยนสถานะจาก “เทคโนโลยีเฉพาะทาง” ไปสู่ “เทคโนโลยีจำเป็น” ที่ทุกประเทศต้องพัฒนาไว้ล่วงหน้า ท่ามกลางความตึงเครียดที่ปะทุขึ้นเป็นระลอกทั่วโลก เราเห็นสหรัฐเร่งพัฒนาเอไอเชิงยุทธศาสตร์ อียูเทงบประมาณสู่ระบบป้องกันอัตโนมัติ ขณะที่จีนและรัสเซียเดินหน้าเทคโนโลยีสงครามใหม่แบบไร้รูปแบบ (Hybrid Warfare)

ในอีก 5 ปีข้างหน้า เราจะเห็นเทคโนโลยีป้องกันประเทศแทรกตัวอยู่ในแทบทุกอุตสาหกรรม: ตั้งแต่เกษตรกรรมอัจฉริยะที่ต้องปลอดภัยจากการโจมตีทางไซเบอร์, โลจิสติกส์ที่ใช้ระบบตรวจจับความเสี่ยงแบบเรียลไทม์, ไปจนถึงเมืองอัจฉริยะที่เชื่อมโยงกับโครงข่ายเฝ้าระวังระดับชาติ

เทคโนโลยีเหล่านี้จะไม่ใช่ “ของฟุ่มเฟือย” แต่คือ “โครงสร้างพื้นฐานใหม่” ของโลกยุคที่เสถียรภาพคือความไม่แน่นอน ประเทศใดเข้าใจและลงมือก่อน จะไม่เพียงมีอาวุธ แต่จะมีอนาคตที่กำหนดได้เอง

แม้ภูมิภาค ASEAN จะยังไม่มีผู้เล่นรายใหญ่ แต่เริ่มมีการปรับแผนงานด้าน Defense Tech อย่างมีนัยสำคัญ ฟิลิปปินส์เน้นป้องกันชายฝั่ง อินโดนีเซียเร่งสร้างอุตสาหกรรมในประเทศ ไทยเดินหน้าลงทุนเทคโนโลยีไซเบอร์และ dual-use

ขณะที่ทั้งภูมิภาคเพิ่ม R&D แต่ยังพึ่งพาการนำเข้าเป็นหลัก เราเห็นการร่วมมือระหว่างภาครัฐ มหาวิทยาลัย และภาคเอกชน ในการพัฒนาระบบ UAV, ระบบสื่อสารเข้ารหัส และระบบเฝ้าระวังเชิงรุกที่ตอบโจทย์สภาพพื้นที่ เช่น แนวพรมแดน ภูเขา หรือแหล่งชุมชนหนาแน่น

ไทยเองก็มีสถาบันที่วางรากฐานด้านนี้ไว้อย่างต่อเนื่อง เช่น สถาบันป้องกันประเทศ ที่เริ่มเปิดแนวร่วมกับสตาร์ตอัปไทย รวมถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของกลุ่มทุนเอกชนที่เริ่มมองเห็นโอกาสการเข้าสู่ Defense Tech เป็น “vertical ใหม่” ที่ควรบ่มเพาะควบคู่ไปกับ Climate Tech หรือ Health Tech

สะท้อนภาพอนาคตว่า “ความมั่นคง” อาจไม่ได้จำกัดอยู่แค่ในค่ายทหาร แต่อยู่ในระบบเทคโนโลยีที่พร้อมรับมือกับความไม่แน่นอนในทุกมิติ

สำหรับองค์กรเอกชนไทย โดยเฉพาะกลุ่มผู้ผลิตเทคโนโลยี หุ่นยนต์ ซอฟต์แวร์เอไอ หรือ IoT โอกาสในอุตสาหกรรม Defense Tech ไม่ได้จำกัดอยู่แค่การประมูลโครงการจากภาครัฐอีกต่อไป แต่ขยายไปถึงการพัฒนา เทคโนโลยีใช้งานแบบ dual-use ที่สามารถตอบโจทย์ทั้งพลเรือนและทหาร

เช่น ระบบวิเคราะห์ภาพจากโดรน, ระบบควบคุมความปลอดภัยในพื้นที่ระยะไกล, หรือระบบ logistic automation ที่สามารถนำมาใช้งานในสถานการณ์ฉุกเฉิน ส่วนภาครัฐเองควรมีบทบาทเพิ่มมากขึ้นในการ เปิดพื้นที่ทดลอง (defense sandbox) เพื่อให้ผู้ประกอบการสามารถพัฒนาและทดสอบเทคโนโลยีร่วมกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงและสร้างมาตรฐานรองรับ

Defense Tech ไม่ใช่เรื่องอาวุธอีกต่อไป แต่คือโครงสร้างพื้นฐานของความมั่นคงสมัยใหม่ ประเทศที่สามารถออกแบบและควบคุมระบบเทคโนโลยีได้เอง จะมีอำนาจต่อรองในเวทีโลกมากกว่าการพึ่งพาการนำเข้าจากต่างประเทศ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...