จับตาสต๊อกข้าวใกล้ล้นประเทศ ราคาดิ่ง-โรงสีขยับขอพบ ‘ศุภจี’
ส่งออกข้าวไทยไตรมาสสุดท้าย 4/2568 ยังมืดมน ต้องลุ้นต่อจะถึงเป้า 7.5 ล้านตันหรือไม่ เหตุไม่มีคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่ สูญเสียตลาดอินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์-COFCO จีนก็ยังไม่ซื้อ G to G แถมถูกอินเดียทุ่มขายข้าว กระทบราคาข้าวเปลือก สต๊อกโรงสีข้าว-ผู้ส่งออกใกล้ล้นทะลัก มีแต่ซื้อเข้าเก็บ ระบายออกไม่ได้
เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนก็จะสิ้นสุดปี 2568 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าที่จะผลักดันการส่งออกข้าวในปีนี้ให้ได้ 7.5 ล้านตัน จากช่วง 9 เดือนครึ่ง (ม.ค.-15 ก.ย.) ที่สามารถส่งออกข้าวไปได้แล้ว 5.7 ล้านตัน หรือเหลืออีก 1.8 ล้านตัน ที่จะต้องส่งออกให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 600,000 ตัน ท่ามกลางตลาดส่งออกข้าวที่ซบเซาในช่วงปลายปี ประกอบกับมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายกำลังจับตาดูว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเข้ามาแทรกแซงราคาข้าวเปลือกที่มีราคาตกต่ำลงต่อจากนี้ไปอย่างไร
ไม่มีขายข้าวบิ๊กลอต
แหล่งข่าวในวงการค้าข้าวเปิดเผยว่า หากไทยสามารถส่งออกข้าวต่อจากนี้ไปได้เดือนละ 600,000 ตัน ถือว่า “เก่งมาก” โดยมีความเป็นไปได้ว่าปริมาณการส่งออกข้าวที่เพิ่มขึ้นจะมาจากออร์เดอร์ข้าวหอมมะลิ ในช่วงปลายปี แต่การส่งออกข้าวขาวจะลดลง
ขณะที่ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าการส่งออกข้าวของไทยจะถึงเป้าหมายตามที่ตั้งไว้หรือไม่นั้น จะประกอบไปด้วย 1) การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลอินเดีย คาดการณ์อยู่ระหว่าง 6-7 ล้านตัน โดยข้าวจำนวนนี้จะขายให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์และเอทานอล รวมไปถึงการให้กับประชาชนในประเทศ แต่แน่นอนว่าจะต้องมีข้าวส่วนหนึ่งหมุนเวียนออกมาขายในตลาดโลกด้วย ส่งผลให้ราคาข้าวขาวจากไทยและปากีสถานลดลงอย่างมาก
2) รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศห้ามนำเข้าข้าวเป็นระยะเวลา 60 วัน (1 ก.ย.-30 ต.ค. 2568) เนื่องจากราคาข้าวเปลือกในประเทศตกต่ำ แต่เชื่อว่าประมาณกลางเดือนตุลาคม ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์จะเริ่มมีความเคลื่อนไหว หันกลับมานำเข้าข้าวตามจำนวนโควตาที่รัฐบาลจัดสรรอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ทราบปริมาณข้าวที่จะนำเข้าแน่นอนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยที่ผ่านมาก่อนการออกประกาศห้ามนำเข้าข้าว ฟิลิปปินส์มีการนำเข้าข้าวจากเวียดนามมากที่สุด (ประมาณ 2,090,000 ตัน)
3) การสูญเสียตลาดข้าวในประเทศอินโดนีเซีย ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียแทบจะไม่มีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเลย ส่งผลให้ไทยเสียตลาดข้าวส่วนนี้ไปแล้ว ประมาณ 4 ล้านตัน (นำเข้าเฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน) เนื่องจากผลผลิตข้าวอินโดนีเซียมีเพียงพอต่อการบริโภค
4) การซื้อข้าวของจีน ตาม MOU ซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่เหลืออยู่อีกประมาณ 280,000 ตัน จากจำนวนทั้งหมด 1 ล้านตัน ซึ่งมีความพยายามจากกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะเดินทางไปเจรจากับ COFCO ในปลายเดือนกันยายนนี้ อย่างน้อยหากจีนยอมซื้อข้าวก็จะช่วยพยุงราคาไม่ให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงต่อไปตกต่ำลงมาอีก
5) การแสวงหาตลาดข้าวใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอิหร่าน มีความต้องการที่จะซื้อข้าวไทย แต่ติดปัญหาเทอมการจ่ายเงิน ขณะที่ตลาดข้าวอิรักที่ผ่านมาในช่วง 7 เดือน ปรากฏรัฐบาลอิรักซื้อข้าวจากผู้ส่งออกไทยผ่านโบรกเกอร์ค้าข้าว ซึ่งเป็นตัวกลางในการชำระเงินค่าข้าวไปแล้วถึง 630,000 ตัน หรือคิดเป็น 14.65% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลต่อไปก็คือ สต๊อกข้าวภายในประเทศของไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่สามารถระบายข้าวออกขายไปต่างประเทศได้ “ตรงนี้จะเป็นตัวกดดันราคาข้าวเปลือกภายในต่อไป” ประกอบกับชาวนาหันมาปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ “Double Crop” ในช่วงปลายปีนี้
“ตอนนี้มีการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำมีเพียงพอทั้งในเขื่อนและน้ำฝน ชาวนาบางส่วนก็เร่งปลูกข้าวนาปรังเพื่อชดเชยข้าวนาปีที่ถูกน้ำท่วมรอบที่แล้ว และมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จนบางพื้นที่มีการปลูกข้าวนาปรังกันถึง 2 รอบ ที่สำคัญก็คือจะมีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน 11-12 ไปเก็บเกี่ยวเอาช่วงต้นปีหน้า ก็จะกลายเป็นปลูกข้าวนาปรังควบนาปี ดังนั้นสต๊อกข้าวภายในประเทศก็จะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป จนอาจเกิดปรากฏการณ์สต๊อกข้าวล้นเกิน ถ้ายังไม่สามารถระบายข้าวออกไปต่างประเทศได้มากกว่านี้ ราคาข้าวเปลือกก็จะตกต่ำลงแน่นอน เพราะโรงสี-ผู้ส่งออกไม่รับซื้อข้าว”
ทั้งนี้ ประมาณการผลผลิตข้าวนาปรังปี 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ที่ 8,587,349 ตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31.21% (6,544,570 ตัน) ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกปี 2568 อยู่ที่ 13,137,166 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 30.62% จากปี 2567 ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 10,057,534 ไร่
สต๊อกข้าวกำลังล้นประเทศ
นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย ล่าสุด ณ วันที่ 15 กันยายน 2568 มีปริมาณ 5.7 ล้านตัน โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวเชื่อว่า 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 การส่งออกข้าวของไทยน่าจะได้เฉลี่ยอยู่ที่ 700,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะทำให้การส่งออกข้าวไทยทั้งปีได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7.5 ล้านตัน แต่ทั้งนี้มีโอกาสที่การส่งออกข้าวไทยจะตกลงมาอยู่อันดับที่ 3 ของโลก ขณะที่อันดับ 1 คือ อินเดีย
ซึ่งทั้งปีคาดว่าอินเดียจะส่งออกข้าวได้ 23-24 ล้านตัน โดยล่าสุดส่งออกอยู่ที่ 16-17 ล้านตัน และประเทศเวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ทั้งปีคาดว่าจะส่งออกได้ 8.5 ล้านตัน ล่าสุดส่งออกอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน
การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ แม้จะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน แต่ก็ยังต้องแข่งขันกับอินเดีย และเวียดนาม “มันลำบากขึ้น” สาเหตุเป็นเพราะราคาข้าวไทยกับเวียดนาม “มีความใกล้เคียงกัน” โดยข้าวขาวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 370-375 เหรียญสหรัฐ/ตัน, เวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 370 เหรียญ/ตัน, อินเดียเฉลี่ยอยู่ที่ 360 เหรียญ/ตัน ส่วนปากีสถานเฉลี่ยอยู่ที่ 355 เหรียญ/ตัน ซึ่งราคาใกล้เคียงกันมาก ทำให้ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะเลือกซื้อข้าวได้ ขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิของไทยยังคงแข่งขันได้ เนื่องจากตลาดส่งออกสำคัญคือ สหรัฐ ปัจจุบันไทยต้องเสียภาษีตอบโต้ 19% ซึ่งใกล้เคียงกับคู่แข่งจึงไม่น่ากังวลนัก
“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งก่อนหน้าอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมาอยู่ที่ 31.78 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้การส่งออกของไทยแข่งขันยากขึ้น กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างมากในการส่งออก ซึ่งก็คาดหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสที่จะทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีหน้าแข่งขันยากขึ้นไปอีก
ส่วนทิศทางคำสั่งซื้อข้าวในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ สมาคมมองว่าไม่น่าจะมีคำสั่งซื้อใหม่ ๆ หรือลอตใหญ่เข้ามาแน่นอน แต่ก็คงพอจะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาบ้าง โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้าย เพราะเป็นช่วงที่ผู้นำเข้าเร่งการนำเข้าเพื่อรองรับเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงที่ขายดีของทุกปี แต่ข้าวไทยก็ยังต้องแข่งขันกับตลาดข้าวของเวียดนามและอินเดีย ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกัน” นายชูเกียรติกล่าว
ทั้งนี้ คำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่จะไม่มีเข้ามาเลย โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งปีที่แล้วนำเข้าข้าวประมาณ 1.5 ล้านตัน และ 2 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียนำเข้าข้าวต่อปีเฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน “แต่ปีนี้ไม่มีการนำเข้า” เนื่องจากรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศประกอบกับผลผลิตข้าวดี ทำให้สต๊อกข้าวมีเพียงพอต่อความต้องการจึงส่งผลต่อการนำเข้าปีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่า ฟิลิปปินส์อาจจะแบนการนำเข้าข้าวออกไปอีก 1 เดือน เพื่อรักษาราคาข้าวภายในประเทศ ส่วนจะมีการนำเข้าในช่วงปลายปี 2568 หรือไม่ ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์
และยังต้องติดตามการส่งออกข้าวของอินเดียด้วย โดยมีรายงานว่า อินเดียจะระบายข้าวขาว 5% ในสต๊อกของรัฐบาล เพื่อรองรับข้าวใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดและข้าวที่ระบายเป็นข้าวเก่า โดยคาดว่าจะขายไปทำเอทานอล ขายสู่ตลาดในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ เช่น แอฟริกา คาดว่าราคาข้าวขาวอินเดียจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 320 เหรียญ/ตัน “ซึ่งราคาถูกมาก” มีโอกาสที่จะแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวจากไทยเพิ่มเติม และยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผู้นำเข้าข้าวตอนนี้มีการชะลอคำสั่งซื้อเพื่อดูทิศทางของราคาข้าวในตลาดโลก
ส่วนตลาดอื่น ๆ เช่น อิรัก ก็ยังพอมีคำสั่งซื้อเข้ามาบ้าง ส่วนตลาดจีน ส่วนใหญ่การซื้อขายผ่านเอกชนเป็นหลัก โดยราคาข้าวไทยแข่งขันได้ ยังทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามาบ้าง แต่ข้าวภายใต้กรอบ G to G ไทย-จีน ซึ่งยังคงเหลือส่งมอบ 280,000 ตันนั้น ก็ยังไม่มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มเติม แม้ว่าราคาข้าวไทยในตอนนี้จะถูก ซึ่งในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่ของการเจรจาของรัฐบาล
อย่างไรก็ดี สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีการผลต่อการแข่งขันและการส่งออกข้าวไทยในโค้งสุดท้าย และในปี 2569 ด้วย และยังมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมก็คือ “สต๊อกข้าว” ในมือผู้ส่งออกและโรงสี ในตอนนี้ถือว่า “เยอะมาก” ตั้งแต่ข้าวราคาลดลงก็มีการซื้อเข้ามาเก็บสต๊อก ขณะที่การส่งออกลอตใหญ่ไม่มี คาดว่าจะมีผลกระทบต่อราคาข้าว ประกอบกับข้าวฤดูนาปี ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกข้าวไทยในอนาคตแน่นอน
โรงสีเตรียมเข้าพบ “ศุภจี”
ด้านนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การรับซื้อข้าวของโรงสีปัจจุบันยังคงรับซื้อข้าวจากชาวนาอย่างต่อเนื่อง หรือ “ซื้อมา-ขายไป” แม้จะพบว่าตอนนี้การส่งออกข้าวของไทยยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะ “ข้าวขาว” ส่วนข้าวหอมมะลิยังคงแข่งขันและส่งออกได้ ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าตอนนี้ราคาลดต่ำลง 50% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งราคาอยู่ที่ 6,300-6,400 บาท/ตัน จากก่อนหน้าอยู่ที่ 12,400 บาท/ตัน ทำให้ตอนนี้ราคาข้าวสารเจ้าอยู่ที่ 12 บาท/กิโลกรัม
“โดยปกติเมื่อราคาข้าวลดลงต่ำลง ผู้ประกอบการโรงสีก็จะมีรายได้บางส่วนเพื่อพยุงราคาในการรับซื้อข้าวจากชาวนา คือ การขายปลายข้าวและรำข้าว ให้กับโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจะรับซื้อปลายข้าวเฉลี่ย 11 บาท/กิโลกรัม รำข้าวเฉลี่ย 10 บาท/กิโลกรัม โดยจะทำให้ผู้ประกอบการโรงสียังคงมีเงินทุนหมุนเวียน แต่ปัจจุบันจากการที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีตอบโต้ไทยที่อัตรา 19% และจะมีการเปิดให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐ ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ชะลอการรับซื้อปลายข้าวและรำข้าวออกไป และยังพอมีสต๊อกผลิตอาหารสัตว์ได้ประมาณ 4-5 เดือน
และเมื่อโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่รับซื้อปลายข้าว-รำข้าวจากโรงสี ซึ่งก็มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงสี ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงสีก็ต้องรับภาระการขาดทุน แต่ก็ยังคงให้ความเชื่อมั่นกับชาวนาว่าโรงสีจะยังคงรับซื้อข้าวอย่างเต็มที่ และจากปัจจัยที่เกิดขึ้น ทางสมาคมโรงสีข้าวไทยเตรียมที่จะเข้าพบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกที่กำลังตกต่ำต่อไป” นายบรรจงกล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตาสต๊อกข้าวใกล้ล้นประเทศ ราคาดิ่ง-โรงสีขยับขอพบ ‘ศุภจี’
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net