โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

จับตาสต๊อกข้าวใกล้ล้นประเทศ ราคาดิ่ง-โรงสีขยับขอพบ ‘ศุภจี’

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 24 ก.ย 2568 เวลา 12.17 น. • เผยแพร่ 24 ก.ย 2568 เวลา 12.11 น.

ส่งออกข้าวไทยไตรมาสสุดท้าย 4/2568 ยังมืดมน ต้องลุ้นต่อจะถึงเป้า 7.5 ล้านตันหรือไม่ เหตุไม่มีคำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่ สูญเสียตลาดอินโดนีเซีย-ฟิลิปปินส์-COFCO จีนก็ยังไม่ซื้อ G to G แถมถูกอินเดียทุ่มขายข้าว กระทบราคาข้าวเปลือก สต๊อกโรงสีข้าว-ผู้ส่งออกใกล้ล้นทะลัก มีแต่ซื้อเข้าเก็บ ระบายออกไม่ได้

เหลือเวลาอีกเพียง 3 เดือนก็จะสิ้นสุดปี 2568 ขณะที่กระทรวงพาณิชย์ ได้ตั้งเป้าที่จะผลักดันการส่งออกข้าวในปีนี้ให้ได้ 7.5 ล้านตัน จากช่วง 9 เดือนครึ่ง (ม.ค.-15 ก.ย.) ที่สามารถส่งออกข้าวไปได้แล้ว 5.7 ล้านตัน หรือเหลืออีก 1.8 ล้านตัน ที่จะต้องส่งออกให้ได้เดือนละไม่ต่ำกว่า 600,000 ตัน ท่ามกลางตลาดส่งออกข้าวที่ซบเซาในช่วงปลายปี ประกอบกับมีการเปลี่ยนรัฐบาลใหม่ที่ทุกฝ่ายกำลังจับตาดูว่า รัฐบาลจะมีมาตรการเข้ามาแทรกแซงราคาข้าวเปลือกที่มีราคาตกต่ำลงต่อจากนี้ไปอย่างไร

ไม่มีขายข้าวบิ๊กลอต

แหล่งข่าวในวงการค้าข้าวเปิดเผยว่า หากไทยสามารถส่งออกข้าวต่อจากนี้ไปได้เดือนละ 600,000 ตัน ถือว่า “เก่งมาก” โดยมีความเป็นไปได้ว่าปริมาณการส่งออกข้าวที่เพิ่มขึ้นจะมาจากออร์เดอร์ข้าวหอมมะลิ ในช่วงปลายปี แต่การส่งออกข้าวขาวจะลดลง

ขณะที่ปัจจัยที่เป็นตัวกำหนดว่าการส่งออกข้าวของไทยจะถึงเป้าหมายตามที่ตั้งไว้หรือไม่นั้น จะประกอบไปด้วย 1) การระบายข้าวในสต๊อกของรัฐบาลอินเดีย คาดการณ์อยู่ระหว่าง 6-7 ล้านตัน โดยข้าวจำนวนนี้จะขายให้กับผู้ผลิตอาหารสัตว์และเอทานอล รวมไปถึงการให้กับประชาชนในประเทศ แต่แน่นอนว่าจะต้องมีข้าวส่วนหนึ่งหมุนเวียนออกมาขายในตลาดโลกด้วย ส่งผลให้ราคาข้าวขาวจากไทยและปากีสถานลดลงอย่างมาก

2) รัฐบาลฟิลิปปินส์ประกาศห้ามนำเข้าข้าวเป็นระยะเวลา 60 วัน (1 ก.ย.-30 ต.ค. 2568) เนื่องจากราคาข้าวเปลือกในประเทศตกต่ำ แต่เชื่อว่าประมาณกลางเดือนตุลาคม ผู้นำเข้าข้าวฟิลิปปินส์จะเริ่มมีความเคลื่อนไหว หันกลับมานำเข้าข้าวตามจำนวนโควตาที่รัฐบาลจัดสรรอีกครั้งหนึ่ง เพียงแต่ยังไม่ทราบปริมาณข้าวที่จะนำเข้าแน่นอนในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้ โดยที่ผ่านมาก่อนการออกประกาศห้ามนำเข้าข้าว ฟิลิปปินส์มีการนำเข้าข้าวจากเวียดนามมากที่สุด (ประมาณ 2,090,000 ตัน)

3) การสูญเสียตลาดข้าวในประเทศอินโดนีเซีย ในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา รัฐบาลอินโดนีเซียแทบจะไม่มีการนำเข้าข้าวจากต่างประเทศเลย ส่งผลให้ไทยเสียตลาดข้าวส่วนนี้ไปแล้ว ประมาณ 4 ล้านตัน (นำเข้าเฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน) เนื่องจากผลผลิตข้าวอินโดนีเซียมีเพียงพอต่อการบริโภค

4) การซื้อข้าวของจีน ตาม MOU ซื้อขายข้าวแบบรัฐต่อรัฐ (G to G) ที่เหลืออยู่อีกประมาณ 280,000 ตัน จากจำนวนทั้งหมด 1 ล้านตัน ซึ่งมีความพยายามจากกรมการค้าต่างประเทศ ที่จะเดินทางไปเจรจากับ COFCO ในปลายเดือนกันยายนนี้ อย่างน้อยหากจีนยอมซื้อข้าวก็จะช่วยพยุงราคาไม่ให้ราคาข้าวเปลือกในประเทศช่วงต่อไปตกต่ำลงมาอีก

5) การแสวงหาตลาดข้าวใหม่ ๆ โดยเฉพาะอย่างยิ่งตลาดอิหร่าน มีความต้องการที่จะซื้อข้าวไทย แต่ติดปัญหาเทอมการจ่ายเงิน ขณะที่ตลาดข้าวอิรักที่ผ่านมาในช่วง 7 เดือน ปรากฏรัฐบาลอิรักซื้อข้าวจากผู้ส่งออกไทยผ่านโบรกเกอร์ค้าข้าว ซึ่งเป็นตัวกลางในการชำระเงินค่าข้าวไปแล้วถึง 630,000 ตัน หรือคิดเป็น 14.65% ของการส่งออกข้าวไทยทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่น่ากังวลต่อไปก็คือ สต๊อกข้าวภายในประเทศของไทยจะเพิ่มขึ้น เนื่องจากไม่สามารถระบายข้าวออกขายไปต่างประเทศได้ “ตรงนี้จะเป็นตัวกดดันราคาข้าวเปลือกภายในต่อไป” ประกอบกับชาวนาหันมาปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากขึ้น จะเกิดปรากฏการณ์ “Double Crop” ในช่วงปลายปีนี้

“ตอนนี้มีการปลูกข้าวนาปรังเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปริมาณน้ำมีเพียงพอทั้งในเขื่อนและน้ำฝน ชาวนาบางส่วนก็เร่งปลูกข้าวนาปรังเพื่อชดเชยข้าวนาปีที่ถูกน้ำท่วมรอบที่แล้ว และมาตรการช่วยเหลือไร่ละ 1,000 บาท ไม่เกิน 10 ไร่ของรัฐบาลชุดที่ผ่านมา จนบางพื้นที่มีการปลูกข้าวนาปรังกันถึง 2 รอบ ที่สำคัญก็คือจะมีการปลูกข้าวเพิ่มขึ้นในช่วงเดือน 11-12 ไปเก็บเกี่ยวเอาช่วงต้นปีหน้า ก็จะกลายเป็นปลูกข้าวนาปรังควบนาปี ดังนั้นสต๊อกข้าวภายในประเทศก็จะเพิ่มสูงขึ้นต่อไป จนอาจเกิดปรากฏการณ์สต๊อกข้าวล้นเกิน ถ้ายังไม่สามารถระบายข้าวออกไปต่างประเทศได้มากกว่านี้ ราคาข้าวเปลือกก็จะตกต่ำลงแน่นอน เพราะโรงสี-ผู้ส่งออกไม่รับซื้อข้าว”

ทั้งนี้ ประมาณการผลผลิตข้าวนาปรังปี 2568 ของกระทรวงเกษตรและสหกรณ์ อยู่ที่ 8,587,349 ตัน หรือเพิ่มขึ้นจากปีก่อน 31.21% (6,544,570 ตัน) ขณะที่พื้นที่เพาะปลูกปี 2568 อยู่ที่ 13,137,166 ไร่ หรือเพิ่มขึ้น 30.62% จากปี 2567 ที่มีพื้นที่ปลูกข้าวนาปรัง 10,057,534 ไร่

สต๊อกข้าวกำลังล้นประเทศ

นายชูเกียรติ โอภาสวงศ์ นายกกิตติมศักดิ์สมาคมผู้ส่งออกข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตัวเลขการส่งออกข้าวของไทย ล่าสุด ณ วันที่ 15 กันยายน 2568 มีปริมาณ 5.7 ล้านตัน โดยสมาคมผู้ส่งออกข้าวเชื่อว่า 3 เดือนสุดท้ายของปี 2568 การส่งออกข้าวของไทยน่าจะได้เฉลี่ยอยู่ที่ 700,000 ตันต่อเดือน ซึ่งจะทำให้การส่งออกข้าวไทยทั้งปีได้ตามเป้าหมายที่กำหนดไว้ 7.5 ล้านตัน แต่ทั้งนี้มีโอกาสที่การส่งออกข้าวไทยจะตกลงมาอยู่อันดับที่ 3 ของโลก ขณะที่อันดับ 1 คือ อินเดีย

ซึ่งทั้งปีคาดว่าอินเดียจะส่งออกข้าวได้ 23-24 ล้านตัน โดยล่าสุดส่งออกอยู่ที่ 16-17 ล้านตัน และประเทศเวียดนามเป็นผู้ส่งออกข้าวอันดับ 2 ทั้งปีคาดว่าจะส่งออกได้ 8.5 ล้านตัน ล่าสุดส่งออกอยู่ที่ 6.5 ล้านตัน

การส่งออกข้าวไทยในปีนี้ แม้จะส่งออกได้ตามเป้าหมาย 7.5 ล้านตัน แต่ก็ยังต้องแข่งขันกับอินเดีย และเวียดนาม “มันลำบากขึ้น” สาเหตุเป็นเพราะราคาข้าวไทยกับเวียดนาม “มีความใกล้เคียงกัน” โดยข้าวขาวไทยเฉลี่ยอยู่ที่ 370-375 เหรียญสหรัฐ/ตัน, เวียดนามเฉลี่ยอยู่ที่ 370 เหรียญ/ตัน, อินเดียเฉลี่ยอยู่ที่ 360 เหรียญ/ตัน ส่วนปากีสถานเฉลี่ยอยู่ที่ 355 เหรียญ/ตัน ซึ่งราคาใกล้เคียงกันมาก ทำให้ผู้นำเข้ามีโอกาสที่จะเลือกซื้อข้าวได้ ขณะที่ราคาข้าวหอมมะลิของไทยยังคงแข่งขันได้ เนื่องจากตลาดส่งออกสำคัญคือ สหรัฐ ปัจจุบันไทยต้องเสียภาษีตอบโต้ 19% ซึ่งใกล้เคียงกับคู่แข่งจึงไม่น่ากังวลนัก

“ค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น ซึ่งก่อนหน้าอยู่ที่ 32 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ปัจจุบันมาอยู่ที่ 31.78 บาทต่อเหรียญสหรัฐ ทำให้การส่งออกของไทยแข่งขันยากขึ้น กลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญอย่างมากในการส่งออก ซึ่งก็คาดหวังว่าหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้ามาดูแลเรื่องนี้อย่างเร่งด่วน เพราะมีโอกาสที่จะทำให้การส่งออกข้าวไทยในปีหน้าแข่งขันยากขึ้นไปอีก

ส่วนทิศทางคำสั่งซื้อข้าวในช่วง 3 เดือนสุดท้ายของปีนี้ สมาคมมองว่าไม่น่าจะมีคำสั่งซื้อใหม่ ๆ หรือลอตใหญ่เข้ามาแน่นอน แต่ก็คงพอจะมีคำสั่งซื้อใหม่เข้ามาบ้าง โดยเฉพาะในช่วง 2 เดือนสุดท้าย เพราะเป็นช่วงที่ผู้นำเข้าเร่งการนำเข้าเพื่อรองรับเทศกาลปีใหม่ เป็นช่วงที่ขายดีของทุกปี แต่ข้าวไทยก็ยังต้องแข่งขันกับตลาดข้าวของเวียดนามและอินเดีย ซึ่งมีราคาใกล้เคียงกัน” นายชูเกียรติกล่าว

ทั้งนี้ คำสั่งซื้อข้าวลอตใหญ่จะไม่มีเข้ามาเลย โดยเฉพาะอินโดนีเซีย ซึ่งปีที่แล้วนำเข้าข้าวประมาณ 1.5 ล้านตัน และ 2 ปีที่ผ่านมา อินโดนีเซียนำเข้าข้าวต่อปีเฉลี่ยปีละ 2 ล้านตัน “แต่ปีนี้ไม่มีการนำเข้า” เนื่องจากรักษาเสถียรภาพราคาภายในประเทศประกอบกับผลผลิตข้าวดี ทำให้สต๊อกข้าวมีเพียงพอต่อความต้องการจึงส่งผลต่อการนำเข้าปีนี้ด้วย นอกจากนี้ยังมีการรายงานว่า ฟิลิปปินส์อาจจะแบนการนำเข้าข้าวออกไปอีก 1 เดือน เพื่อรักษาราคาข้าวภายในประเทศ ส่วนจะมีการนำเข้าในช่วงปลายปี 2568 หรือไม่ ก็ยังต้องติดตามสถานการณ์

และยังต้องติดตามการส่งออกข้าวของอินเดียด้วย โดยมีรายงานว่า อินเดียจะระบายข้าวขาว 5% ในสต๊อกของรัฐบาล เพื่อรองรับข้าวใหม่ที่กำลังจะออกสู่ตลาดและข้าวที่ระบายเป็นข้าวเก่า โดยคาดว่าจะขายไปทำเอทานอล ขายสู่ตลาดในประเทศและส่งออกไปต่างประเทศ เช่น แอฟริกา คาดว่าราคาข้าวขาวอินเดียจะเฉลี่ยอยู่ที่ประมาณ 320 เหรียญ/ตัน “ซึ่งราคาถูกมาก” มีโอกาสที่จะแย่งส่วนแบ่งตลาดข้าวจากไทยเพิ่มเติม และยิ่งเป็นปัจจัยสำคัญทำให้ผู้นำเข้าข้าวตอนนี้มีการชะลอคำสั่งซื้อเพื่อดูทิศทางของราคาข้าวในตลาดโลก

ส่วนตลาดอื่น ๆ เช่น อิรัก ก็ยังพอมีคำสั่งซื้อเข้ามาบ้าง ส่วนตลาดจีน ส่วนใหญ่การซื้อขายผ่านเอกชนเป็นหลัก โดยราคาข้าวไทยแข่งขันได้ ยังทำให้มีคำสั่งซื้อเข้ามาบ้าง แต่ข้าวภายใต้กรอบ G to G ไทย-จีน ซึ่งยังคงเหลือส่งมอบ 280,000 ตันนั้น ก็ยังไม่มีแนวโน้มการนำเข้าเพิ่มเติม แม้ว่าราคาข้าวไทยในตอนนี้จะถูก ซึ่งในส่วนนี้ก็ขึ้นอยู่ของการเจรจาของรัฐบาล

อย่างไรก็ดี สถานการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ล้วนเป็นปัจจัยเสี่ยงและปัจจัยที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด เพราะมีการผลต่อการแข่งขันและการส่งออกข้าวไทยในโค้งสุดท้าย และในปี 2569 ด้วย และยังมีปัจจัยเสี่ยงเพิ่มเติมก็คือ “สต๊อกข้าว” ในมือผู้ส่งออกและโรงสี ในตอนนี้ถือว่า “เยอะมาก” ตั้งแต่ข้าวราคาลดลงก็มีการซื้อเข้ามาเก็บสต๊อก ขณะที่การส่งออกลอตใหญ่ไม่มี คาดว่าจะมีผลกระทบต่อราคาข้าว ประกอบกับข้าวฤดูนาปี ปีนี้คาดว่าจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะมีผลต่อการส่งออกข้าวไทยในอนาคตแน่นอน

โรงสีเตรียมเข้าพบ “ศุภจี”

ด้านนายบรรจง ตั้งจิตรวัฒนากุล นายกสมาคมโรงสีข้าวไทย กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า การรับซื้อข้าวของโรงสีปัจจุบันยังคงรับซื้อข้าวจากชาวนาอย่างต่อเนื่อง หรือ “ซื้อมา-ขายไป” แม้จะพบว่าตอนนี้การส่งออกข้าวของไทยยังคงชะลอตัว โดยเฉพาะ “ข้าวขาว” ส่วนข้าวหอมมะลิยังคงแข่งขันและส่งออกได้ ขณะที่ราคาข้าวเปลือกเจ้าตอนนี้ราคาลดต่ำลง 50% เมื่อเทียบช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งราคาอยู่ที่ 6,300-6,400 บาท/ตัน จากก่อนหน้าอยู่ที่ 12,400 บาท/ตัน ทำให้ตอนนี้ราคาข้าวสารเจ้าอยู่ที่ 12 บาท/กิโลกรัม

“โดยปกติเมื่อราคาข้าวลดลงต่ำลง ผู้ประกอบการโรงสีก็จะมีรายได้บางส่วนเพื่อพยุงราคาในการรับซื้อข้าวจากชาวนา คือ การขายปลายข้าวและรำข้าว ให้กับโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ ซึ่งจะรับซื้อปลายข้าวเฉลี่ย 11 บาท/กิโลกรัม รำข้าวเฉลี่ย 10 บาท/กิโลกรัม โดยจะทำให้ผู้ประกอบการโรงสียังคงมีเงินทุนหมุนเวียน แต่ปัจจุบันจากการที่สหรัฐเรียกเก็บภาษีตอบโต้ไทยที่อัตรา 19% และจะมีการเปิดให้นำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐ ทำให้ผู้ผลิตอาหารสัตว์ชะลอการรับซื้อปลายข้าวและรำข้าวออกไป และยังพอมีสต๊อกผลิตอาหารสัตว์ได้ประมาณ 4-5 เดือน

และเมื่อโรงงานผู้ผลิตอาหารสัตว์ไม่รับซื้อปลายข้าว-รำข้าวจากโรงสี ซึ่งก็มีผลกระทบต่อผู้ประกอบการโรงสี ส่งผลให้ผู้ประกอบการโรงสีก็ต้องรับภาระการขาดทุน แต่ก็ยังคงให้ความเชื่อมั่นกับชาวนาว่าโรงสีจะยังคงรับซื้อข้าวอย่างเต็มที่ และจากปัจจัยที่เกิดขึ้น ทางสมาคมโรงสีข้าวไทยเตรียมที่จะเข้าพบ นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อหารือและหาแนวทางแก้ไขปัญหาราคาข้าวเปลือกที่กำลังตกต่ำต่อไป” นายบรรจงกล่าว

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : จับตาสต๊อกข้าวใกล้ล้นประเทศ ราคาดิ่ง-โรงสีขยับขอพบ ‘ศุภจี’

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...