บล. เอเอสแอล แนะนำ “ถือเพื่อรับปันผล” TISCO ราคาเป้าหมายกลางปี 2569 ที่ 100 บาท
บล. เอเอสแอล แนะนำ “ถือเพื่อรับปันผล” TISCO ราคาเป้าหมายกลางปี 2569 ที่ 100 บาท
#ทันหุ้น #SET #TISCO บริษัท ทิสโก้ ไฟแนนเชียล กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TISCO รายงานกำไรสุทธิไตรมาส 3/2568 ที่ 1.73 พันล้านบาท (+5.3% QoQ, +1.0% YoY) ใกล้เคียงกับที่คาดการณ์ไว้ โดยได้รับแรงหนุนจาก รายได้อื่น ที่ปรับตัวเพิ่มขึ้นโดดเด่น (+17.0% QoQ, +98.2% YoY) จากการรับรู้กำไรจากเงินลงทุน
ขณะที่รายได้หลักยังคงเติบโต ช่วยชดเชยการเพิ่มขึ้นของค่าใช้จ่ายดำเนินงาน (OPEX) และค่าเผื่อหนี้สงสัยจะสูญ (Credit Cost) ทั้งนี้ งวด 9 เดือนแรกปี 2568 มีกำไรสุทธิอยู่ที่ 5.02 พันล้านบาท ลดลง -3.5% YoY
แนวโน้มไตรมาส 4/2568 คาดชะลอตัวลง QoQ ตามฤดูกาล แต่ปรับดีขึ้น YoY จากส่วนต่างดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ที่ดีขึ้น ส่งผลให้ทั้งปีเราประเมินกำไรสุทธิอยู่ที่ 6.69 พันล้านบาท (-3.1% YoY)
คงคำแนะนำ “ถือเพื่อรับปันผล” พร้อมปรับราคาเป้าหมายขึ้นเป็น 100 บาท โดดเด่นด้วยอัตราผลตอบแทนจากเงินปันผล (Dividend Yield) สูงกว่า 7% ต่อปี แต่มี Upside จำกัด
ผลประกอบการไตรมาส 3/2568: ใกล้เคียงคาดการณ์
รายได้ดอกเบี้ย เพิ่มขึ้น +3.0% QoQ, +1.3% YoY จากต้นทุนทางการเงินที่ลดลง โดยอัตราผลตอบแทนสินเชื่อ (Yield on loans) อยู่ที่ 7.51% ทรงตัวจากไตรมาสก่อน ขณะที่ต้นทุนเงินทุน (Cost of Fund) ลดลงกว่า 15 bps เหลือ 2.07% ส่งผลให้ส่วนต่างดอกเบี้ย (Spread) ขยายเป็น 5.45% และ NIM เพิ่มขึ้นเป็น 4.84% แม้มีผลกระทบจากโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” และการลดดอกเบี้ยนโยบาย แต่ได้รับอานิสงส์จากลูกหนี้รายใหญ่ชำระหนี้ก่อนกำหนด
สินเชื่อรวม ลดลง -2.2% QoQ, -0.8% YTD โดยมีเพียงสินเชื่อรายย่อยที่ยังขยายตัว +0.8% QoQ
สินเชื่อเช่าซื้อ (HP) โตดีในกลุ่มมอเตอร์ไซค์ (+5.8% QoQ, +15.0% YTD), รถยนต์มือสอง (+1.8% QoQ, +4.7% YTD) และรถใหม่ (+0.2% QoQ, -1.4% YTD)
อัตราการเจาะตลาดสินเชื่อรถยนต์ (Auto HP Penetration rate) ปรับขึ้นเป็น 6.0% แม้ยอดขายรถใหม่ทรงตัว โดยมาจากกลยุทธ์ขยายตลาดรถยนต์ Non-captive เช่น รถยนต์ไฟฟ้า (EV)
สินเชื่อ “สมหวัง เงินสั่งได้” ยังขยายตัว +2.0% QoQ, +5.3% YTD โดยเน้นเพิ่มปริมาณสินเชื่อมากกว่าการขยายสาขา (คงไว้ 808 สาขาเท่าเดิมจากปลายปี 2567)
สินเชื่อธุรกิจขนาดใหญ่ (Corporate) ลดลง -9.2% QoQ, -2.6% YTD จากการชำระหนี้ก่อนกำหนดและโอนทรัพย์ชำระหนี้ประมาณ 1.1 พันล้านบาท
สินเชื่อ SMEs ลดลง -2.4% QoQ, -5.4% YTD จากการชำระหนี้ของดีลเลอร์รถยนต์
โครงการ “คุณสู้ เราช่วย”
ลูกหนี้ที่ผ่านเกณฑ์เข้าร่วมทั้งสองเฟสมีมูลค่าหนี้รวม 18.5 พันล้านบาท คิดเป็น 8% ของสินเชื่อรวม โดยมีลูกหนี้ลงทะเบียนแล้ว 5.7 พันล้านบาท (31% ของลูกหนี้ที่มีสิทธิ์) และมีการปรับโครงสร้างหนี้สำเร็จแล้ว 4.6 พันล้านบาท แบ่งเป็นสินเชื่อจำนำทะเบียน 50%, สินเชื่อเช่าซื้อ 46% และสินเชื่อที่อยู่อาศัย 4%การตั้งสำรอง เพิ่มขึ้น +48.6% QoQ, +131.5% YoY คิดเป็น Credit Cost 1.4% โดยมีการตั้งสำรองพิเศษ (Management Overlay) เพื่อรองรับความไม่แน่นอนของลูกหนี้ภายใต้โครงการช่วยเหลือ
คุณภาพสินทรัพย์ ดีขึ้น โดย NPLs ลดลง -2.2% QoQ, -0.8% YTD และ NPLs Ratio อยู่ที่ 2.31% (จาก 2.41% ในไตรมาสก่อน) ขณะที่ Coverage Ratio เพิ่มขึ้นเป็น 171.2%
รายได้ค่าธรรมเนียมสุทธิ เพิ่มขึ้น +8.1% QoQ, +2.0% YoY จากธุรกิจนายหน้าประกันภัยที่เติบโตตามสินเชื่อใหม่ และรายได้จาก FIDF ในโครงการ “คุณสู้ เราช่วย” รวมถึงค่าธรรมเนียมจากลูกหนี้ชำระก่อนกำหนด (Prepayment Fee)
ส่วนธุรกิจจัดการกองทุนเติบโต +11% YoY จาก AUM ที่ขยายตัวและการออกกองทุนใหม่ ขณะที่ธุรกิจหลักทรัพย์เริ่มฟื้นตัว QoQ แต่ธุรกิจ IB ยังชะลอตัวรายได้อื่น เพิ่มขึ้นจากการรับรู้มูลค่าการลงทุนผ่าน FVTPL ตามภาวะตลาดที่ดีขึ้น
ค่าใช้จ่ายดำเนินงาน เพิ่มขึ้น +4.4% QoQ, -0.3% YoY จากค่าใช้จ่ายพนักงาน การตลาด และระบบ IT โดย OPEX/Revenue อยู่ที่ 43.4% ลดลงจาก 45.7% ในไตรมาสก่อน
แนวโน้ม 4Q68F และปี 2569F
คาดกำไรไตรมาส 4/2568 ใกล้เคียง 1.64 พันล้านบาท ชะลอตัว QoQ จากรายได้ลงทุนที่ลดลง แต่ดีขึ้น YoY จาก NIM ที่ฟื้นตัวตามต้นทุนเงินทุนลดลง
ทั้งปี 2568 ประเมินกำไรสุทธิ 6.69 พันล้านบาท (-3.1% YoY) ได้แรงหนุนจากการลดดอกเบี้ยนโยบายที่คาดว่าจะเกิดขึ้นอีก 1 ครั้งปลายปีนี้
ปี 2569 คาดผลประกอบการกลับมาขยายตัว
คำแนะนำการลงทุน
คงคำแนะนำ “ถือเพื่อรับปันผล” ราคาเป้าหมายกลางปี 2569 ที่ 100 บาท อิงค่า PBV ที่ 1.81 เท่า (ROE 15.5%, TG 3.0%) ใกล้เคียงค่าเฉลี่ยระยะยาว แม้ราคาปัจจุบันอยู่ในระดับเต็มมูลค่า (Fully Valued) ซื้อขายที่ PBV ราว 2 เท่า หรือใกล้ค่าเฉลี่ยระยะยาว +1.0 SD ซึ่งสูงกว่ากลุ่มธนาคารโดยเฉลี่ย (PBV -0.75 SD)
อย่างไรก็ตาม ตลาดยังคงให้ Premium กับ TISCO เนื่องจาก อัตราปันผลสูงกว่า 7% ต่อปี และ ROE อยู่ในระดับสูงของกลุ่มธนาคาร (รองจาก CREDIT)
กลยุทธ์การลงทุน:
เหมาะสำหรับนักลงทุนที่ต้องการถือเพื่อรับปันผลระยะกลาง มากกว่าการเก็งกำไรระยะสั้น
ความเสี่ยงที่ต้องติดตาม:
คุณภาพลูกหนี้อ่อนแอ
ภาวะเศรษฐกิจชะลอตัว
การเปลี่ยนแปลงกฎเกณฑ์ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.)