โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

6 หนในกรงขัง กว่า 2 ทศวรรษ เส้นทางการต่อสู้ของ เอกชัย หงส์กังวาน

iLaw

อัพเดต 11 ต.ค. 2568 เวลา 06.36 น. • เผยแพร่ 11 ต.ค. 2568 เวลา 06.28 น. • iLaw

เอกชัย หงส์กังวาน จากคนเรียนบริหารธุรกิจ ทำอาชีพหวยบนดิน จนเมื่อเกิดรัฐประหาร 19 กันยายน 2549 ก็ได้รับผลกระทบจนต้องเลิกขายหวยไป เขาเป็นหนึ่งในนักเคลื่อนไหวที่เผชิญกับคดีการเมืองมากที่สุดคนหนึ่ง ถูกดำเนินคดีถึง 30 คดี ลอบทำร้ายถึง 6 ครั้ง เผารถยนต์ 2 ครั้ง รวมทั้งยังถูกเจ้าหน้าที่รัฐบุกไปคุกคามถึงบ้านนับครั้งไม่ถ้วน

แม้เอกชัยจะผ่านการต่อสู้ทางการเมืองและถูกลิดรอนสิทธิหลากหลายรูปแบบ แต่สิ่งหนึ่งที่สะท้อนชัดคือ ชีวิตของเขาผูกพันกับเรือนจำอยู่ตลอด เอกชัยเคยเข้าไปอยู่หลังลูกกรงมาแล้วถึง 6 ครั้ง ในคดีอาญามาตรา 110, 112 และ พระราชบัญญัติว่าด้วยการกระทำความผิดเกี่ยวกับคอมพิวเตอร์ (พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ)

เอกชัยเข้าออกเรือนจำมาแล้ว 6 ครั้ง บ้างจากการถูกพิพากษาจำคุก บ้างจากการถูกฝากขังโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว เหตุแห่งคดีของเอกชัยเป็นที่จดจำและสะท้อนภาพลักษณ์ของกระบวนการยุติธรรมที่ชวนให้เกิดคำถาม

ไอลอว์ชวนย้อนอ่านเหตุการณ์ทั้ง 6 ครั้งที่เอกชัยต้องถูกคุมขัง แต่ละครั้งเกิดจากคดีอะไร และเรื่องราวเหล่านี้ บอกเล่าสภาพการเมืองไทยในช่วงเวลานั้นไว้อย่างไรบ้าง

การเข้าเรือนจำครั้งแรกของเอกชัย กับคดี 112 กรณีขายซีดี

11 มีนาคม 2554 เอกชัยถูกจับกุมตัวที่ท้องสนามหลวงในข้อกล่าวหาจำหน่ายซีดีสารคดีของสำนักข่าว ABC ของประเทศออสเตรเลีย ที่มีเนื้อหาเกี่ยวกับสถาบันพระมหากษัตริย์ไทย และแจกจ่ายเอกสารที่พิมพ์จากเว็บไซต์วิกิลีกส์ เขาถูกตั้งข้อหาว่ากระทำผิดมาตรา 112 ว่าด้วยการหมิ่นประมาทกษัตริย์ และ พ.ร.บ. ภาพยนตร์และวีดิทัศน์ ในข้อหาขายซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาต

ต่อมา 17 มีนาคม 2554 ทนายยุทธการ โสภัณนา จากสำนักกฎหมายราษฎรประสงค์ พาพ่อของเอกชัยวัย 82 ปีมายื่นคำร้องขอประกันตัวโดยใช้หลักทรัพย์เป็นโฉนดที่ดิน แต่เนื่องจากมูลค่ายังไม่เพียงพอกับหลักทรัพย์ประกันตัวที่ศาลตั้งไว้ที่ 500,000 บาท พ่อและแม่ของเอกชัยต้องหยิบยืมญาติพี่น้องมาอีกประมาณ 30,000 บาท จึงจะครบตามวงเงินประกันที่ศาลตั้งไว้ และได้ประกันตัวในวันที่ 18 มีนาคม 2554

เข้าเรือนจำครั้งที่ 2 กรณีขายซีดี ไม่ได้ประกันตัวชั้นอุทธรณ์

หลังจากได้รับสิทธิประกันตัวในวันที่ 18 มีนาคม 2554 พนักงานอัยการ สำนักอัยการสูงสุด ยื่นฟ้องคดี ใช้เวลาสืบพยานกว่าครึ่งปี ตั้งแต่ 17 กรกฎาคม 2555 - 22 กุมภาพันธ์ 2556 ก่อนศาลนัดฟังคำพิพากษาในวันที่ 28 มีนาคม 2556

ในคดีนี้ เอกชัยต่อสู้ว่า เจตนาในการเผยแพร่เนื้อหา ก็เพื่อให้คนไทยทราบว่า ต่างชาติมองประเทศไทยอย่างไร และเนื้อหานั้นก็ไม่ได้สร้างความเสื่อมเสีย

คำพิพากษาระบุว่า พยานโจทก์เห็นข้อความในซีดีและวิกิลีกส์ ซึ่งใช้ถ้อยคำไม่เหมาะสม ดูหมิ่นและเสียดสีองค์รัชทายาท รวมถึงกล่าวถึงสมเด็จพระนางเจ้าสิริกิติ์ในลักษณะที่เชื่อมโยงกับพลเอกเปรม ติณสูลานนท์ องคมนตรี ในช่วงเวลา 2549 จนเข้าลักษณะหมิ่นประมาทและทำให้เสียพระเกียรติ

ศาลชั้นต้นพิพากษาลงโทษจำคุก 5 ปี และปรับ 100,000 บาท ฐานขายซีดีโดยไม่ได้รับอนุญาต ก่อนลดโทษ 1 ใน 3 เพราะให้การเป็นประโยชน์ เหลือโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน เพราะเชื่อว่าเนื้อหาในซีดีเป็นการหมิ่นประมาทกษัตริย์ และปรับ 66,666.66 บาท ฐานไม่มีใบอนุญาตขายซีดี ศาลชั้นต้นไม่มีคำสั่งว่าจะให้เอกชัยประกันตัวหรือไม่ ให้ส่งเรื่องไปยังศาลอุทธรณ์พิจารณา

หลังคำพิพากษาของศาลชั้นต้น ให้มีโทษจำคุก 3 ปี 4 เดือน ทนายความของเอกชัยยื่นอุทธรณ์คดี เพื่อขอให้กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้นและยกฟ้องจำเลย ประเด็นสำคัญในคำอุทธรณ์ส่วนหนึ่งระบุว่า ข้อความในสารคดีและวิกิลีกส์ ไม่มีส่วนไหนที่ทำให้เสื่อมเสียพระเกียรติ ที่พยานโจทก์ให้การก็เป็นเพียงความเห็น ไม่ใช่ข้อเท็จจริง

ควบคู่ไปกับการยื่นอุทธรณ์ ทนายยังคงยื่นเรื่องประกันตัวต่อศาลอุทธรณโดยให้เหตุผลว่า พ่อแม่ของจำเลยมีอายุที่มาก สุขภาพไม่แข็งแรง ต้องมีคนดูแล แต่ทั้งศาลอุทธรณ์และศาลฎีกาปฏิเสธคำร้องขอประกันตัวจำเลย โดยให้เหตุผลว่า เป็นคดีร้ายแรง เกรงจำเลยจะหลบหนี

ต่อมา ศาลอุทธรณ์พิพากษาคดีในวันที่ 8 พฤษภาคม 2557 พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น โดยไม่มีการอ่านบทพิเคราะห์ให้จำเลยฟัง ศาลแจ้งว่ามีสืบพยานในคดีอื่นต่อ จะให้จำเลยดูบทพิเคราะห์ได้ในภายหลัง

เมื่อมาถึงขั้นศาลฎีกา วันที่ 9 ตุลาคม 2558 ศาลฎีกาเบิกตัวเอกชัยไปฟังคำพิพากษาเพียงลำพัง โดยที่ทนายและญาติไม่ทราบข่าว ต่างทราบเรื่องอีกครั้งเมื่อศาลให้ลดโทษเหลือจำคุก 2 ปี 8 เดือน จากเดิม 3 ปี 4 เดือน เพราะจำเลยให้การเป็นประโยชน์

เอกชัยได้รับการปล่อยตัว ในวันที่ 15 พฤศจิกายน 2558 หลังถูกจำคุกกว่า 2 ปี 8 เดือน เอกชัยกล่าวแสดงความดีใจอย่างตื่นเต้นต่อผู้ที่มารอรับว่า ไม่ได้ออกมาเดินถนนข้างนอกกว่า 2 ปีแล้ว จากนี้ไปคงต้องกลับมาสะสางภาระอีกหลายเรื่อง และไม่รู้ว่าขณะที่ตนอยู่ข้างในสถานการณ์เมืองไทย เปลี่ยนไปมากน้อยแค่ไหน

มาตรา 110 คดีแรกของไทย เอกชัยถูกคุมขังครั้งที่ 3 เป็นเวลา 18 วัน

ในวันที่ 14 ตุลาคม 2563 มีการชุมนุมใหญ่ของกลุ่มราษฎร 2563 บริเวณอนุเสาวรีย์ประชาธิปไตย เพื่อข้อเรียกร้อง 3 ข้อ คือ ให้พล. อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา ลาออกจากตำแหน่งนายกรัฐมนตรี ให้พิจารณาร่างรัฐธรรมนูญฉบับประชาชน และปฏิรูปสถาบันกษัตริย์

ขณะที่กลุ่มผู้ชุมนุมกลุ่มหลักเคลื่อนขบวนจากบริเวณอนุสาวรีย์ประชาธิปไตยไปยังทำเนียบรัฐบาล บริเวณถนนพิษณุโลก มีกลุ่มผู้ชุมนุมอีกส่วนหนึ่งรวมตัวกันหน้าทำเนียบรัฐบาล ระหว่างนั้น ขบวนเสด็จของสมเด็จพระนางเจ้าสุทิดาฯ พระบรมราชินีและสมเด็จพระเจ้าลูกยาเธอ เจ้าฟ้าทีปังกรรัศมีโชติฯ ผ่านเข้ามาในที่ชุมนุมโดยที่ไม่มีใครทราบมาก่อนล่วงหน้า ทำให้เกิดความวุ่นวายขึ้น มีการผลักและดันกันจนเจ้าหน้าที่ตำรวจต้องเข้ามากั้นแนวระหว่างผู้ชุมนุมและรถขบวนเสด็จ

หลังเหตุการณ์ดังกล่าว พลตำรวจเอก บุญโชติ เลี้ยงบำรุง พนักงานสอบสวนกองบัญชาการตำรวจนครบาล 1 และทีมพนักงานสอบสวนจาก สน.ดุสิต แจ้งข้อกล่าวหาเอกชัยและจำเลยอีก 4 คน

มูลเหตุคดีระบุว่า เอกชัยในฐานะผู้ชุมนุม ได้ยืนปะปนกับประชาชนที่มารอรับเสด็จที่จุดสกัดกั้นเพื่อถวายความปลอดภัยแก่ขบวนเสด็จ เมื่อมีขบวนเสด็จผ่านบริเวณที่มีผู้คนยืนปะปนกัน เอกชัยและบุญเกื้อหนุนได้ปลุกระดมยุยงให้ผู้ชุมนุมคนอื่นๆ ขวางขบวนสเด็จ รวมถึงโห่ร้องและชู 3 นิ้วใส่ขบวนเสด็จ จึงดำเนินคดีกับทั้งสองคน ในความผิดฐาน “ร่วมกันพยายามกระทําการประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี รวมถึงผู้สนับสนุนการกระทําความผิดดังกล่าว”

ต่อมา 16 ตุลาคม 2563 เอกชัยและบุญเกื้อหนุนถูกหมายจับ ตามด้วยสุรนาถ โดยเอกชัยและสุรนาถถูกจับกุมขณะเดินทางเข้ามอบตัวและไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ทั้งสองถูกคุมขังอยู่ในเรือนจำเป็นเวลา 18 และ 13 วัน ตามลำดับ จนกระทั่งศาลมีคำสั่งยกคำร้องฝากขังของพนักงานสอบสวนเมื่อวันที่ 2 พ.ย. 63

ภายหลังมีรายงานว่า ประชาชนอีก 2 รายถูกเจ้าหน้าที่ตำรวจออกหมายเรียกผู้ต้องหาให้ไปรับทราบข้อกล่าวหาในคดีเดียวกัน ทั้งสองเดินทางไปรับทราบข้อหาตามหมาย แต่ไม่ได้ถูกควบคุมตัวไว้

ยื่นประกันระหว่างสู้คดี พ.ร.บ. คอมฯ 6 ครั้ง ถึงได้สิทธิประกันตัว หลังถูกคุมขัง 5 เดือน

ในอีกคดี เอกชัยถูกดำเนินคดีข้อหาเผยแพร่ข้อความลามกอนาจาร พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ฯ มาตรา 14 (4) จากที่เขาโพสต์เฟซบุ๊ก ในวันที่ 23 เมษายน 2560 เรื่องเพศสัมพันธ์ในเรือนจำชาย เขาโพสต์เป็นซีรีส์ 14 ตอน ในหัวข้อ “ชีวิตในเรือนจำครั้งแรกของผม” เล่าเรื่องราวที่เอกชัยเคยประสบมาตลอด 2 ปี 8 เดือน

เอกชัยรับทราบข้อกล่าวหาในวันที่ 8 มีนาคม 2561 ที่สน. ทุ่งสองห้อง และให้การปฏิเสธในชั้นสอบสวน ต่อมา อัยการมีความเห็นสั่งฟ้องคดีเมื่อ 23 เมษายน 2562 การดำเนินคดีในช่วงเวลาดังกล่าว เป็นช่วงเดียวกันกับที่เอกชัยทำกิจกรรมไล่ตรวจสอบการทุจริตของ พลเอกประวิตร วงษ์สุวรรณ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายความมั่นคงขณะนั้น เกี่ยวกับการใส่นาฬิกาหรูและแหวนเพชร ซึ่งไม่ได้เป็นทรัพย์สินที่ปรากฎอยู่ในบัญชีทรัพย์สินที่ต้องยื่นต่อคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการทุจริตแห่งชาติ (ป.ป.ช.)

เมื่อ 28 เมษายน 2564 ศาลอาญามีคำพิพากษาให้จำคุกเอกชัย 1 ปี ศาลพิเคราะห์ว่า ข้อความที่โพสต์เฟซบุ๊กมีลักษณะเข้าข่ายอนาจารจริง แม้จะอ้างว่าเขียนข้อความเพื่อสะท้อนปัญหาในเรือนจำ ก็สามารถใช้ข้อความในลักษณะอื่นที่ไม่เข้าข่ายอนาจารได้ การกระทำของเอกชัยจึงถือเป็นความผิด ให้จำคุกโดยไม่รอลงอาญา

ต่อมา 19 เมษายน 2565 ศาลอุทธรณ์พิพากษายืนตามศาลชั้นต้น ส่งผลให้เอกชัยถูกคุมขังในเรือนจำตั้งแต่ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาโดยไม่ได้รับการประกันตัวในระหว่างฎีกาเรื่อยมา เป็นระยะเวลากว่า 154 วัน ซึ่งภายหลังเขา ได้รับการประกันตัวในการยื่นประกันครั้งที่ 6 เมื่อวันที่ 19 ก.ย. 2565 หลังถูกคุมขังในเรือนจำมาแล้ว 5 เดือน

คดี พ.ร.บ. คอมฯ จากโพสต์ “ชีวิตในเรือนจำครั้งแรกของผม” สู่การถูกจองจำครั้งที่ 5

6 กรกฎาคม 2566 เอกชัยพร้อมเพื่อน เดินทางมาฟังคำพิพากษาศาลฎีกา มีใจความสรุปว่า เอกชัยมีเจตนากระทำความผิดจริง เนื่องจากเนื้อหาที่โพสต์กล่าวถึงการมีเพศสัมพันธ์อย่างโจ่งแจ้ง ผิดวิสัยวิญญูชนผู้รู้ผิดชอบตามปกติพึงปฏิบัติ และโพสต์ข้อความดังกล่าวสู่ระบบคอมพิวเตอร์ ตั้งค่าเป็นสาธารณะทำให้ประชาชนเข้าถึงได้ แสดงให้เห็นว่า เอกชัยมีเจตนาทำผิดจริง จึงพิพากษายืนตามศาลอุทธรณ์ ลงโทษจำคุก 1 ปี ไม่รอลงอาญา โดยก่อนหน้านี้ เอกชัยโดนคุมขังระหว่างฎีกามาแล้ว 154 วัน ทำให้เขาเหลือโทษจำคุกอีกราว 7 เดือน

อิสระที่ถูกลิดรอนไปอีกครั้ง เมื่อศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาคดี 110 เนื่องจากเป็นคนมี ‘ส่วนสูง’

28 มิถุนายน 2566 ศาลอาญารัชดานัดฟังคำพิพากษาในคดีมาตรา 110 ประทุษร้ายต่อเสรีภาพของพระราชินี และข้อหามั่วสุมกันโดยใช้กำลังประทุษร้ายทำให้เกิดการวุ่นวายในบ้านเมืองฯ ตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 215 ของนักกิจกรรมและประชาชนรวม 5 คน ได้แก่ เอกชัย หงส์กังวาน, “ฟรานซิส” บุญเกื้อหนุน เป้าทอง, “ตัน” สุรนาถ แป้นประเสริฐ , “ชำนาญ” (นามสมมติ) และ “ภาคิน” (นามสมมติ)

ศาลพิเคราะห์ว่า ในวันเกิดเหตุ 14 ตุลาคม 2563 ไม่มีการประกาศว่าจะมีขบวนเสด็จผ่านเส้นทางใดบ้าง และโดยปกติ ข้อมูลของขบวนเสด็จจะเป็นความลับ ระหว่างเกิดเหตุก็ไม่พบหลักฐานว่าเจ้าหน้าที่ประกาศให้ผู้ชุมนุมได้ทราบ อีกทั้งตลอดเส้นทางที่ขบวนเสด็จใช้ ก็ไม่พบธงประจำตำแหน่งหรือสัญลักษณ์อื่นๆ ของการเป็นเส้นทางขบวนเสด็จ ผู้ชุมนุมจึงไม่อาจรู้ได้ว่าขบวนเสด็จจะเคลื่อนผ่าน

เมื่อรถพระที่นั่งของพระราชินีเคลื่อนมาถึงหน้าทำเนียบรัฐบาลที่มีผู้ชุมนุมยืนรวมกลุ่มกันอยู่ เหตุการณ์ก็ยังปกติ ไม่พบว่ามีผู้ใดเข้าขัดขวางขบวนเสด็จ จนกระทั่งเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชน ตั้งแนวกำลังเข้าชักล้อมรถพระที่นั่ง ทำให้ผู้ชุมนุมเข้าใจว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจพยายามจะสลายการชุมนุม ผู้ชุมนุมจึงประท้วงด้วยการแสดงออกชู 3 นิ้ว และตะโกนโวยวาย ซึ่งไม่ใช่การประท้วงต่อขบวนเสด็จของพระราชินีแต่อย่างใด

ศาลเห็นว่า เหตุการณ์ข้างต้นนั้น เกิดขึ้นจากการที่ทุกฝ่ายเข้าใจคลาดเคลื่อนกัน ส่วนความผิดตามมาตรา 215 ศาลเห็นว่าเจ้าหน้าที่ตำรวจได้จอดรถตู้กีดขวางถนนเพื่อกั้นไม่ให้ผู้ชุมนุมเข้าไปในพื้นที่ทำเนียบรัฐบาลอยู่แล้ว ฉะนั้น เมื่อตำรวจเป็นผู้กีดขวางทางสาธารณะและการจราจรเสียเอง จำเลยทั้งห้าจึงไม่มีความผิดฐานกีดขวางทางสาธารณะและกีดขวางการจราจร ให้ยกฟ้องทุกข้อหา

4 กันยายน 2566 เรือโทสายันต์ สุโขพืช พนักงานอัยการผู้เชี่ยวชาญพิเศษ สำนักงานอัยการพิเศษฝ่ายคดีศาลสูง 1 ได้เป็นผู้เรียงอุทธรณ์คดีนี้ โดยขอให้ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษาของศาลชั้นต้น โดยคัดค้านคำพิพากษาของศาลชั้นต้น4 ประเด็น ที่มีสาระสำคัญระบุว่า จำเลยทั้งหมดอาจรู้ข่าวขบวนเสด็จอยู่แล้ว และจำเลยมีส่วนสูงที่สามารถมองเห็นได้ว่ามีขบวนเสด็จเคลื่อนผ่าน

5 กันยายน 2568 ศาลอุทธรณ์กลับคำพิพากษา เห็นว่าการกระทำของทั้ง 5 ผิดกฎหมายหลายบท ลงโทษบทที่หนักที่สุดตามประมวลกฎหมายอาญา มาตรา 110 จำคุกคนละ 16 ปี ส่วนเอกชัย อัยการขอให้เพิ่มโทษตามคำขออัยการโจทก์ 1 ปี 3 เดือน รวมจำคุกเอกชัย 21 ปี 4 เดือน โดยไม่รอการลงโทษ

ศาลพิเคราะห์ว่า มีพยานโจทก์ที่จำเอกชัยได้ และจำได้ว่าเอกชัยพูดว่า ขบวนเสด็จ ชู 3 นิ้ว และมีผู้ชุมนุมอีกหลายคนพูดตามว่า ชูสามนิ้ว รวมถึงมีการเบิกกความว่าเอกชัยสูง 180-190 ซม. สามารถมองผ่านข้ามศีรษะของเจ้าหน้าที่ควบคุมฝูงชนมองเห็นขบวนเสด็จได้ จึงเชื่อได้ว่าจำเลยทั้งหมดทราบว่ามีขบวนเสด็จของสมเด็จพระราชินีผ่าน และศาลอุทธรณ์เปิดคลิปหลักฐาน เห็นว่าเอกชัยเดินประกบกับบุญเกื้อหนุน ที่ยืนประชันหน้ากับตำรวจและถือโทรโข่ง เห็นว่าทั้งสองมีเจตนาขัดขวางขบวดเสด็จอย่างชัดเจน ยากที่จะปฏิเสธ

ในคดีนี้ ศาลฎีกามีคำสั่งไม่อนุญาตให้ประกันตัวจำเลยทั้ง 5 ลงวันที่ 6 กันยายน 2568 ให้เหตุผลว่า หากปล่อยชั่วคราว มีเหตุอันควรเชื่อได้ว่าจำเลยจะหลบหนี จึงไม่อนุญาตให้ประกันตัว

กว่า 2 ทศวรรษที่ผ่านมา ชีวิตของเอกชัย หงส์กังวานถูกขีดเส้นด้วยคดีการเมืองและการถูกจองจำ เขาผ่านการถูกดำเนินคดีกว่า 30 คดี ถูกทำร้ายหลายครั้ง และต้องเข้าออกคุกถึง 6 ครั้ง เมื่อมองลึกลงไปถึงคดีมากมายที่เขาเผชิญ โดยเฉพาะ 3 คดีสำคัญที่ทำให้ถูกจองจำโดยไม่ได้รับสิทธิประกันตัว ต่างก็เชื่อมโยงกับสถานการณ์การเมืองของแต่ละห้วงเวลา ตั้งแต่ยุคหลังรัฐประหาร 2549 จนถึงการเคลื่อนไหวของคนรุ่นใหม่ที่ยกระดับข้อเรียกร้องไปยิ่งขึ้นเรื่อยๆ เส้นทางของเอกชัยจึงไม่ได้เป็นเพียงบันทึกชีวิตของคนหนึ่งคน แต่คือกระจกสะท้อนเส้นทางการเมืองไทยที่ตั้งคำถามใหญ่ต่อเสรีภาพ ความยุติธรรม และความหวังต่อการเปลี่ยนแปลงเพื่ออนาคตของประชาชนทุกคน

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...