“TISCOAGF” ลุย ‘หุ้นไทย’ ในสไตล์ ‘Aggressive Allocation’…เพิ่มความยืดหยุ่นในการลงทุน !!!
Wealthy Thai
อัพเดต 07 ส.ค. 2566 เวลา 15.37 น. • เผยแพร่ 22 ต.ค. 2564 เวลา 16.22 น. • กฤษฎิ์ รัตนธีระธาดาอาจจะมีนักลงทุนหลายคนที่คิดว่าการลงทุนแบบ “Asset Allocation” หรือ กระจายลงทุนในหลากหลายสินทรัพย์นั้น จะไม่สามารถให้ผลตอบแทนที่หวือหวาได้นัก
แต่ความจริงในปัจจุบันบริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) ของไทย ได้มีการแบ่งประเภทย่อยผลิตภัณฑ์กองทุนผสมออกมาถึง 4 ประเภทเพื่อตอบโจทย์สไตล์ของผู้ลงทุนที่แตกต่างกันออกไป ตั้งแต่เสี่ยงต่ำไปจนถึงเสี่ยงสูง ซึ่งผลตอบแทนคาดหวัง (Expected Return) ก็มากน้อยแตกต่างกันไปด้วย
ซึ่งประเภทที่เรียกได้ว่าเป็น “สายบู๊” ของกองทุนผสมก็คงต้องยกให้กองทุนผสมแบบ “Aggressive Allocation” ที่จะลงทุนในหลักทรัพย์และทรัพย์สินตลอดจนการหาดอกผลโดยวิธีอื่น โดยมีไว้“ตราสารทุน (หุ้น)” ได้ตั้งแต่ 0-100% ของ NAV
เพื่อให้ผู้อ่านและนักลงทุนเห็นภาพที่ชัดเจนมากขึ้น ทาง ‘Wealthy Thai’ ก็จึงขอโอกาสนี้ในการหยิบยกบางกองทุนจาก “บลจ.ทิสโก้” ที่มีดีกรีการจัดอันดับได้ “มอร์นิ่งสตาร์ 5 ดาว” มาแชร์ในครั้งนี้
“TISCOAGF” โชว์ผลตอบแทนสุดสวย 20 ปีกว่า เฉลี่ยทำได้ 12.12% ต่อปี
เป็นที่ทราบกันดีว่าการลงทุนใน “หุ้น” นั้นเป็นทางเลือกการลงทุนที่สร้าง “ผลตอบแทนที่ดีกว่า” โดยเปรียบเทียบกับสินทรัพย์ประเภทอื่นๆ ในระยะยาว แต่ก็ต้องเผชิญกับ “ความผันผวน” ที่สูงกว่าในระยะสั้น ซึ่งเป็นหนึ่งในธรรมชาติของสินทรัพย์ประเภทนี้
นักลงทุนหลายคนก็ปรารถนาจะได้ผลตอบแทนที่ดีจาก “หุ้น” แต่ก็หวั่นใจกับความผันผวนในระยะสั้นของหุ้นด้วยเช่นกัน จะไปเลือก “กองหุ้น” เลย นโยบายการลงทุนกำหนดให้ต้องลงทุนในหุ้นเฉลี่ยไม่น้อยกว่า 80% ของ NAV
เรียกว่าหุ้นจะขึ้นหรือลงดิ่งเหว “กองหุ้น” ก็ยังต้องรักษาสัดส่วนการลงทุนเฉลี่ยเอาไว้ให้ได้ตามเกณฑ์ ความผันผวนและความเสี่ยงของการลงทุนในหุ้นก็เข้ามาแบบเต็มตัว
“เพื่อเพิ่มทางเลือกให้กับนักลงทุนที่ปรารถนาจะได้ผลตอบแทนจากการลงทุนใน ‘หุ้น’ แต่มีความยืดหยุ่นมากกว่าในการบริหารความเสี่ยงในระยะสั้น ‘Aggressive Allocation’ จึงเข้ามาเป็นทางเลือกที่ตอบโจทย์ได้เป็นอย่างดี”
โดยปกติแล้วกองทุนประเภทนี้จะลงทุนใน “หุ้น” เฉลี่ยมากกว่า 80% ของ NAV ไม่ต่างจาก “กองหุ้น” ทั่วไปแต่ประการใด แต่ในจังหวะที่ตลาดผันผวนหรือลงแรง “Aggressive Allocation” สามารถลดน้ำหนักการลงทุนในหุ้นลงได้เพื่อลดผลกระทบจากหุ้นที่ปรับตัวลง โดยสามารถลดลงได้จนเหลือ 0% เลยทีเดียว นี่จึงเป็นอีกทางเลือกที่น่าจะตอบโจทย์นักลงทุนที่มองหาผลจอบแทนจากหุ้นได้เป็นอย่างดี
โดยกองทุนดังกล่าวมีชื่อว่า “กองทุนเปิด ทิสโก้ แอ็กเกรสซีฟ โกรท ฟันด์” หรือ“TISCOAGF” ซึ่งต้องเท้าความก่อนว่ากองทุนนี้ถูกจัดขึ้นตั้งแต่วันที่ 22 กุมภาพันธ์ 2544 จนถึงปัจจุบัน (ณ วันที่ 15 ตุลาคม 2564) มีมูลค่าสินทรัพย์สุทธิอยู่ที่ 242,482,553 บาทและมีมูลค่าหน่วยลงทุนอยู่ที่ 106.98 บาทต่อหน่วย
“และอีกหนึ่งสิ่งที่ผู้ลงทุนจะต้องเข้าใจนั้นกองทุนผสมแบบ ‘Aggressive Allocation’ แม้ว่าจะลงทุนหุ้นได้ตั้งแต่ 0-100% แต่ก็จะเป็นเพียงแค่หุ้นในประเทศเท่านั้น แตกต่างจาก ‘Foreign Investment Allocation’ ที่จะสามารถลงทุนในหุ้นต่างประเทศได้เพิ่มเติมภายใต้เงื่อนไขเดียวกันหรือลงทุนหุ้นทั้งในประเทศและต่างประเทศได้ตั้งแต่ 0-100%”
กลับมาที่ ‘กอง TISCOAGF’อย่างที่บอกไว้ข้างต้นว่ากองทุนนี้เป็นกองทุนผสม นโยบายลงทุนก็จะกระจายเงินลงทุนในตราสารแห่งทุน ตราสารแห่งหนี้ และหรือเงินฝากตราสารกึ่งหนี้กึ่งทุน ใบสำคัญแสดงสิทธิอนุพันธ์ ตลอดจนหลักทรัพย์หรือทรัพย์สินอื่นหรือการหาดอกผลโดยวิธีอื่นอย่างใดอย่างหนึ่งหรือหลายอย่าง ซึ่งสัดส่วนการลงทุนตามนโยบายดังกล่าวจะขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของบริษัทจัดการตามความเหมาะสมกับสภาวการณ์ในแต่ละขณะ และอยู่ภายใต้กลยุทธ์ในการบริหารจัดการลงทุนที่จะมุ่งหวังให้ผลประกอบการสูงกว่าดัชนีชี้วัดหรือแบบ active managementนั่นเอง
พูดมาถึงตรงนี้นักลงทุนก็อาจจะสงสัยว่าหน้าตาพอร์ตการลงทุนของ ‘กอง TISCOAGF’จะเป็นเช่นไรทางเราจึงได้รวบรวมข้อมูล ณ วันที่ 1 สิงหาคม 2564 มีสัดส่วนการลงทุนในสินทรัพย์ต่างๆ ประกอบไปด้วย
-หุ้น/ตราสารทุนในประเทศ 74.21%
-เงินฝากธนาคาร 18.24%
-สินทรัพย์อื่น/หนี้สิน 7.54%
ข้อมูล ณ วันที่ 30 กันยายน 2564 พบว่ากลุ่มอุตสาหกรรมที่ลงทุนมากสุด 5 อันดับแรก ได้แก่
-พาณิชย์ 16.07%
-การแพทย์ 11.24%
-อาหารและเครื่องดื่ม 10.10%
-เทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสาร 10.04%
-ธนาคาร 9.02%
“ส่วนในแง่ของผลการดำเนินงานของ ‘กอง TISCOAGF’ ก็ถือว่าทำได้ค่อนข้างดี โดยตั้งแต่จัดตั้งกองทุน (ข้อมูล ณ วันที่ 30 ก.ย. 64) ผลการดำเนินงานอยู่ที่ 12.12% ต่อปี แต่อย่างไรก็ดีในช่วงเวลา 5 ปี กองทุนเคยมีผลขาดทุนสูงถึง -24.91%”
สำหรับผู้อ่านที่สนใจการลงทุนใน ‘กอง TISCOAGF’ ซึ่งกองทุนจะมีเงื่อนไขการลงทุนขั้นต่ำในครั้งแรกและครั้งถัดไปอยู่ที่ 1,000บาท ในส่วนการขายคืนนั้นกองทุนไม่ได้กำหนดมูลค่าขั้นต่ำแต่จะต้องมียอดคงเหลือขั้นต่ำ 100 หน่วย โดยมีระยะเวลาการรับเงินค่าขายคืนอยู่ที่ 5วันทำการนับตั้งแต่วันทำการถัดจากวันทำการขายคืนหน่วยลงทุน
ทั้งนี้ช่องทางการซื้อขายกองทุนผู้อ่านหรือผู้ลงทุนสามารถทำได้ผ่านช่องทางออฟไลน์อย่าง ธนาคารทิสโก้ จำกัด (มหาชน) และตัวแทนสนับสนุนการซื้อขายหน่วยลงทุนอื่น ๆ หรือในช่องทางออนไลน์อย่างเปิดบัญชีกองทุนรวมผ่านโมบายแอพพลิเคชั่น TISCO My Funds
“กองทุนผสม เมื่อนักลงทุนได้ยินชื่อนี้ก็เป็นอันจะต้องเมินหน้าหนี เพราะแม้ว่าระดับความเสี่ยงจะไม่สูงมากแต่นั่นก็หมายความว่าผลตอบแทนก็อาจจะไม่หวือหวาเท่ากับกองทุนอื่นประเภทอื่นๆ มากนัก หากแต่ว่ากองทุนผสมอย่าง ‘Aggressive Allocation’ก็เป็นเครื่องพิสูจน์ให้เห็นว่ากองทุนผสมเองก็สร้างความหวือหวาในแง่ของผลตอบแทนได้ไม่แพ้กองทุนหุ้นเช่นเดียวกัน”