โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

HR TECH 2023 AI พลิกโฉมมนุษย์ทำงานในองค์กร

ประชาชาติธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2566 เวลา 14.28 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2566 เวลา 14.28 น.
จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา-ดร.ชนนิกานต์ จิรา-ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต

ปิดฉากลงเรียบร้อยแล้วสำหรับงาน Thailand HR Tech Conference 2023 ตลอด 2 วัน ของสมาคมการจัดการงานบุคคลแห่งประเทศไทย (PMAT) ที่มีผู้เข้าร่วมงานกว่า 12,000 คน จาก 2,800 องค์กร โดยมีผู้ร่วมฟังสัมมนากว่า 100 หัวข้อ ที่เจาะลึกถึงพลังแห่งการเปลี่ยนแปลงของ HR TECH ในยุคดิจิทัล จากผู้เชี่ยวชาญที่มีชื่อเสียง ทั้งผู้บริหาร ผู้คนในแวดวง HR และผู้เชี่ยวชาญหลากหลายสาขาอาชีพ ที่มาแบ่งปันมุมมองต่ออนาคตของการทำงานยุคใหม่

ดังตัวอย่างไฮไลต์ของงานคือ Al and the Future of Work : Opportunities and Challenges for Business Leaders ซึ่งมี “จิรายุส ทรัพย์ศรีโสภา” ผู้ก่อตั้งและประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท บิทคับ แคปปิตอล กรุ๊ป โฮลดิ้งส์ จำกัด มาร่วมพูดคุย

นอกจากนั้น ยังมีหัวข้อ Building Future Ready Organizations : Talent Enablement in the Age of Digital Disruption โดย “ดร.ชนนิกานต์ จิรา” ผู้อำนวยการ True Digital Academy,

และหัวข้อ The Digital Economy : What it is and why it is the future of business โดย “ดร.รัฐศาสตร์ กรสูต” รองผู้อำนวยการ/Chief Operation Officer กลุ่มงานส่งเสริมการประยุกต์ใช้ดิจิทัล สำนักงานส่งเสริมเศรษฐกิจดิจิตอล (DEPA) ร่วมแลกเปลี่ยนมุมมอง

Al กับอนาคตการทำงาน

“จิรายุส” กล่าวว่า เราทุกคนกำลังเข้าสู่ยุคอินเทอร์เน็ต 3.0 ซึ่งมีการเปลี่ยนแปลงโครงสร้างพื้นฐานทั้งหมดจากยุค 2.0 โดยในยุคนี้อินเทอร์เน็ตจะลงมาจากท้องฟ้าผ่านการใช้ดาวเทียม และจะพบกับการใช้งาน AI ที่ช่วยเพิ่มทักษะทางเทคนิคให้กับทุกคนในระดับเท่าเทียมกัน Bitkub เกิดขึ้นในยุค block chain มีบทบาทสำคัญในการให้คุณค่าแก่สังคม

เพราะทำให้คนสามารถเข้าถึงคุณค่าต่าง ๆ ในรูปแบบดิจิทัล และสามารถส่งถึงกันทั่วโลกโดยไม่มีข้อจำกัดและกฎเกณฑ์ทางการเงิน เช่นเดียวกับที่มีในโลกแบบดั้งเดิม แต่เมื่อพูดถึง AI ถือเป็นเครื่องมือที่มีความสามารถอย่างหลากหลาย ไม่เพียงแค่คำนวณตัวเลขเท่านั้น แต่ยังสามารถทำงานอื่น ๆ เช่น วาดภาพและทำกราฟิกได้ด้วย

“AI ได้รับการฝังเข้าไปในแอปพลิเคชั่นต่าง ๆ ซึ่งสร้างผลกระทบที่ใหญ่มาก และเป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างมนุษย์กับเครื่องจักร เพื่อให้งานทำได้มากขึ้น ดังนั้น เราสามารถเพิ่มผลิตภัณฑ์ขององค์กรได้โดยใช้เทคโนโลยีเข้ามาเพิ่มประสิทธิภาพ ซึ่งเป็นแนวคิดที่คล้ายกับวิสัยทัศน์ของไมโครซอฟท์ที่ต้องการให้องค์กรทำมากขึ้นด้วยทรัพยากรน้อยลง (do more with less)

เช่น หากบริษัทมีพนักงาน 50 คน สามารถทำงานเทียบเท่ากับมีพนักงาน 10,000 คน โดยใช้ความสามารถร่วมกันระหว่างมนุษย์ และ AI เหมือนเช่นมนุษย์และเครื่องจักรที่เคยทำงานร่วมกันมาตั้งแต่ยุคการปฏิวัติอุตสาหกรรม แต่ในยุคใหม่คือเครื่องจักรระบบอัตโนมัติในชั้นของงานที่เรียกว่า white collar”

ดังนั้น ในอนาคตจะมีสิ่งที่เปลี่ยนแปลงคือ การใช้ทรัพยากรทางด้านสมองมากขึ้น รวมถึงเทคโนโลยีอื่น ๆ เช่น บล็อกเชน พิมพ์สามมิติ อินเทอร์เน็ตเพื่อสร้างปัญญาประดิษฐ์ ฉะนั้น บริษัทที่ไม่ใช้ AI ในที่สุดจะแพ้บริษัทที่ใช้ AI และที่สำคัญควรระมัดระวังด้านประเด็นที่ไม่ดีของ AI ด้วย

สร้างบุคลากรรองรับอนาคต

“ดร.ชนนิกานต์” กล่าวว่า สิ่งที่ทำให้องค์กรที่มีความพร้อมในอนาคต คือการมีโครงสร้างองค์กรเหมาะสม วัฒนธรรมองค์กรที่สนับสนุนการเปลี่ยนแปลง การกระจายอำนาจให้คนตัดสินใจอย่างรวดเร็ว การใช้ข้อมูลในการดำเนินงาน และการพัฒนาความสามารถบุคลากร คนในองค์กรมีค่ามากกว่าเงินทุน

ดังนั้น การพัฒนาคนให้พร้อมรับมือกับอนาคตจึงเป็นเรื่องสำคัญในระดับชาติ คนเก่งเป็นผู้ที่มีความคิดริเริ่ม และสร้างสรรค์ อย่างไรก็ตาม องค์กรไม่ควรจัดการและบริหารคนเก่งเพียงแค่ระดับหัวกะทิ แต่ควรหาวิธีที่จะสร้างทีมที่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพ และขยายโอกาสให้คนเก่ง เพื่อคนเก่งจะได้ไม่ต้องทำงานอย่างโดดเดี่ยว

ซึ่งเรื่องต่าง ๆ เหล่านี้ต่างเกี่ยวข้องกับ “ทัศนคติ” 6 ประการที่เข้ามาช่วยพัฒนา “คน” สำหรับความพร้อมในอนาคตคือ

หนึ่ง agility มีความยืดหยุ่นในการปรับตัวตามสภาวะและการเปลี่ยนแปลงที่เกิดขึ้นในการทำงานและในสังคม

สอง data-driven การใช้ข้อมูลในการตัดสินใจ และการดำเนินงาน ควรเรียนรู้ และเพิ่มทักษะในการเข้าถึง และวิเคราะห์ข้อมูล เพื่อเป็นพื้นฐานในการตัดสินใจที่มีเหตุผล และเป็นไปตามข้อมูลที่เป็นหลัก

สาม experiment thinking การคิดเชิงทดลอง การมีความคิดเปิดกว้าง และกล้าที่จะเรียนรู้จากผลลัพธ์ของการทดลองในการดำเนินการและแก้ไขปัญหา

สี่ learning ability ความสามารถในการเรียนรู้ มีความกระตือรือร้นในการเรียนรู้ และพัฒนาตนเอง เราควรเป็นผู้รับผิดชอบในการอัพเดตความรู้ และทักษะใหม่ ๆ เพื่อที่จะทำงานได้เป็นอย่างดีในอนาคต

ห้า inclusiveness ความเป็นกลาง การเปิดโอกาส และการรับฟังทุกคนในการแก้ไขปัญหา และการทำงานร่วมกัน

หก curiosity การมีความกระตือรือร้นสืบสานความรู้และค้นคว้าในเรื่องต่าง ๆ

“นอกจากนี้ World Economic Forum ระบุว่า ในอีก 5 ปีข้างหน้าจะเกิดการเปลี่ยนแปลงทักษะอย่างรวดเร็ว โดย 44% ของคนทำงาน จะต้องเปลี่ยนแปลงทักษะเพื่อการทำงาน ดังนั้น จึงต้อง reskill และสิ่งที่สำคัญเพิ่มขึ้น ได้แก่ การรู้เทคโนโลยี การใช้ปัญญาประดิษฐ์ และข้อมูลขนาดใหญ่ การคิดอย่างวิเคราะห์ และคิดสร้างสรรค์ เพื่อเตรียมตัวเราให้พร้อมสำหรับอนาคต”

ปรับตัวสู่เศรษฐกิจดิจิทัล

“ดร.รัฐศาสตร์” กล่าวว่า ปัจจัยสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาดิจิทัลที่สำคัญในปัจจุบัน ได้แก่ หนึ่ง การเข้าถึงดิจิทัล (digital access) ไม่ใช่เพียงแค่การเชื่อมต่อกับอินเทอร์เน็ตเท่านั้น แต่หมายถึงระบบที่ทั้งหมดสามารถเข้าถึงทางออนไลน์ ในการสร้างสภาพแวดล้อมที่เป็นฐานสำคัญในการพัฒนาดิจิทัล

สอง การเชื่อมต่อดิจิทัล (digital connectivity) ข้อมูลสามารถเชื่อมต่อกับอุปกรณ์ต่าง ๆ ที่ใช้ในการทำงานอย่างรวดเร็วและมีประสิทธิภาพ สาม ข้อมูล (data) เป็นสิ่งสำคัญในการทำงานดิจิทัล เพื่อให้มีข้อมูลที่เป็นพื้นฐานสำหรับการตัดสินใจ และการวิเคราะห์เชิงลึก สี่ การอัตโนมัติดิจิทัล (digital automation) เป็นกระบวนการทำงานที่ถูกโปรแกรมให้ทำงานอัตโนมัติ การอัตโนมัติดิจิทัลช่วยลดความเชื่อมั่นที่มาจากมนุษย์ และลดความผิดพลาดในกระบวนการ

ห้า การเปลี่ยนผ่านไปสู่ความเป็นดิจิทัล (digital transformation) อันเป็นหัวใจของการพัฒนาเศรษฐกิจดิจิทัล โดยผลวิจัยจากภาคอุตสาหกรรมต่าง ๆ ในประเทศไทยเปรียบเทียบไทยกับรถตุ๊กตุ๊กที่มีเครื่องยนต์ขับเคลื่อน 3 ล้อ แบ่งอุตสาหกรรมออกเป็น 3 รุ่น คือ 1.0 เริ่มใช้อีเมล์และมีเว็บไซต์ ต่อมา 2.0 เริ่มมีระบบ POS, 3.0 ระบบการบริหารจัดการสินค้าคงคลังที่ใช้ข้อมูล และ 4.0 การใช้ดิจิทัลเต็มรูปแบบ

“ภาพรวมของ digital transformation ของอุตสาหกรรมการผลิตขนาดเล็กในประเทศไทย มีความก้าวหน้าอยู่ในระดับ 1.0 เนื่องจากอุตสาหกรรมขนาดใหญ่และขนาดกลางใช้ดิจิทัลในการทำงานประมาณ 30-40% ซึ่งในอีก 5 ปีข้างหน้า เราคาดว่าสถานการณ์ในธุรกิจขนาดเล็กจะยังคงคล้าย ๆ แบบเดิมทั่วไป คือทำงานแบบดั้งเดิม

แต่ใช้เทคโนโลยีขับเคลื่อนเพิ่มขึ้นที่ประมาณ 2% ส่วนกลุ่มธุรกิจขนาดกลางจะมีความเคลื่อนไหวมากขึ้น และใช้เทคโนโลยีดิจิทัลมากขึ้นในระดับ 2.0 ถึง 4.0 ขณะที่กลุ่มธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพ และเงินทุนมากกว่า 23% จะทำงานบนแพลตฟอร์มดิจิทัลทั้งหมด”

ทั้งนี้ ในกลุ่มท่องเที่ยวและอุตสาหกรรมหลัก ซึ่งรวมถึงการขนส่ง การจองห้องพัก และกิจกรรมท่องเที่ยว จะเป็นกลุ่มกิจการที่ใช้ดิจิทัลเกือบ 100% ภายในอีก 5 ปี ส่วนอุตสาหกรรมอื่น ๆ จะเริ่มปรับตัวตามมา เช่น ร้านอาหารและสปา ดังนั้น คนที่ทำงานในธุรกิจขนาดกลางและขนาดเล็กจะเริ่มพึ่งพาเทคโนโลยีมากขึ้น

ที่สำคัญ ในอีก 5 ปีข้างหน้าควรจัดกำลังคนทำงานในลักษณะเป็น developer based โดยแบ่งเป็น digital based อย่างน้อย 1 ใน 4 ของจำนวนคนในองค์กร เพื่อสร้างแพลตฟอร์ม สร้างข้อมูลต่าง ๆ ในการทำงาน ขณะที่คนทำงานหน้างานอาจลดลงจาก 60 คน เหลือ 46 คน ซึ่งเป็นความท้าทายของ HR เพราะคนทำงานด้านดิจิทัลหายาก จึงต้อง engage, retain, reskill, upskill”

นับว่าโลกของการใช้ดิจิทัลกำลังขับเคลื่อนประเทศ และข้อมูลเป็นสิ่งสำคัญ ดังนั้น HR ควรเป็นทีมหลักในการขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงในองค์กรทั้งระบบ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...