โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ยานยนต์

รีวิว! Honda CR-V 2023 สองพ่อบ้านสายพรีเมียม..ไม่รู้จะเลือกใคร

Car2day

อัพเดต 13 ม.ค. 2567 เวลา 16.27 น. • เผยแพร่ 24 ต.ค. 2566 เวลา 09.00 น. • Car2Day

นับเป็นรถเอสยูวีรุ่นบุกเบิกของค่าย Honda ครองใจสาวกมานานกว่า 20 ปี ขายไทยตั้งแต่เจเนอเรชันแรกสะสมยอดขายไปกว่า 2 แสนคัน หนีไม่พ้น Honda CR-V

Honda

ครั้งนี้เป็นเจเนอเรชันที่ 6 ในรหัสตัวถัง RS เปลี่ยนแปลงทั้งคันลบภาพจำเดิมๆของ Honda CR-V ออกไปเปิดตัวในไทยครั้งแรกที่งาน Bangkok Motor Show 2023 สร้างยอดจองมหาศาลและ Car2Day ไม่พลาดโอกาสจับ CR-V เจนนี้มาทำความรู้จักและ ขอขอบคุณ ฮอนด้า ออโตโมบิล (ประเทศไทย) ส่งรถ Honda CR-V ทั้งสองรุ่นให้ทีมงาน Car2Day ได้รู้จักตัวตนของเอสยูวีสายพรีเมียมรุ่นท็อปสุดสองขุมพลังมาแบทเทิ้ลกันทั้งรุ่นไฮบริด e:HEV RS ขับเคลื่อนสี่ล้อ และรุ่นเบนซินเทอร์โบ EL ขับเคลื่อนสี่ล้อ 7 ที่นั่ง

Design & Exterior

Honda

Honda CR-V รุ่น EL 4WD 7 ที่นั่ง หล่อและหรูตั้งแต่กระจังหน้าดีไซน์พิมพ์นิยมแบบ Piano Black กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยว ปรับไฟฟ้าพร้อมพับเก็บอัตโนมัติ ไฟหน้าและไฟส่องสว่างสำหรับการขับขี่ในเวลากลางวันแบบ LED และไฟเลี้ยวด้านหน้าแบบ LED Sequential ไฟตัดหมอกคู่หน้าแบบ LED ไฟท้ายแบบ LED หลังคาซันรูฟไฟฟ้าแบบพาโนรามา (Panoramic Sunroof) เปิดมุมมองใหม่ที่พรีเมียมยิ่งขึ้นกับ สะดวกสบายยิ่งขึ้นด้วย ฝากระโปรงท้ายเปิด-ปิดด้วยระบบไฟฟ้าแบบแฮนด์ฟรี พร้อมระบบปิดอัตโนมัติเมื่อกุญแจรีโมทอยู่ห่างจากตัวรถ (Hands-Free Power Tailgate with Walk Away Close) เสาอากาศครีบฉลาม ปลอกท่อไอเสียสเตนเลสคู่ ล้ออัลลอยดีไซน์สปอร์ตขนาด 18 นิ้ว พร้อมยาง 235/60R18 สีเงินทั้งวง ล้อมกรอบด้วยคิ้วขอบล้อสีดำด้านทั้งสี่ด้าน

Honda

ทางด้านรุ่น RS e:HEV 5 ที่นั่งยกระดับความสปอร์ตพรีเมียมจากรุ่น EL 4WD อีกขั้นด้วยดีไซน์สุดเอกซ์คลูซีฟรอบคัน เสริมเอกลักษณ์เฉพาะรุ่น ด้วยสัญลักษณ์ RS บนกระจังหน้า กระจกมองข้างพร้อมไฟเลี้ยวสีดำ Piano Black กันชนหน้าและหลังสีเดียวกับตัวรถ ชายกันกระแทกด้านข้างสีเดียวกับตัวรถ คิ้วตกแต่งประตูข้างสีดำ Gloss Black ไฟตัดหมอกหลังแบบ LED สปอยเลอร์หลังสีเดียวกับตัวรถและสีดำ Piano Black เสาอากาศครีบฉลามสีดำ Piano Black ล้ออัลลอย 19 นิ้ว แบบสปอร์ต พร้อมยาง 235/55R19 ล้อมด้วยคิ้วขอบล้อสีเดียวกับตัวรถ

มิติตัวรถใหญ่ขึ้นและเท่กันทั้งสองรุ่นตั้งแต่ความยาว 4,691 มิลลิเมตร ความกว้าง 1,866 มิลลิเมตร ความสูง 1,691 มิลลิเมตร ฐานล้อ 2,700 มิลลิเมตร ความสูงใต้ท้องรถ 208 มิลลิเมตร ความจุถังน้ำมัน 57 ลิตร แต่น้ำหนักรถทั้งสองรุ่นต่างกันเริ่มที่รุ่น EL 4WD 7 ที่นั่งหนัก 1,749 กิโลกรัม และ 1,815 กิโลกรัม สำหรับรุ่น RS e:HEV 5 ที่นั่ง

Interior & Convenience

Honda

ภายในห้องโดยสารทั้งสองรุ่นกว้างขวางเติมเต็มประสบการณ์ที่ดีตลอดเส้นทางด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียมผสานแนวคิดระหว่างการใช้วัสดุคุณภาพสูงและความอเนกประสงค์ครบครันด้วยอุปกรณ์อำนวยความสะดวกสบายระดับพรีเมียมอาทิ ไฟสร้างบรรยากาศในห้องโดยสาร (Ambient Light) ที่ได้รับการติดตั้งในหลายตำแหน่ง อาทิ ถาดคอนโซลกลาง แผงประตูหน้าและหลัง และที่วางแก้ว ไฟอ่านหนังสือด้านหลัง LED แบบสัมผัส หน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย Android Auto รองรับระบบสั่งการด้วยเสียง Siri และ Android Auto มาตรวัดพร้อมหน้าจอแสดงข้อมูลการขับขี่แบบ TFT ขนาด 10.2 นิ้ว อุปกรณ์ชาร์จไฟแบบไร้สาย (Wireless Charger) ช่องเชื่อมต่อ USB 4 ตำแหน่ง (USB Type-C 3 ตำแหน่ง ได้แก่ ด้านหน้า 1 ตำแหน่ง และด้านหลัง 2 ตำแหน่ง)

Honda

เชื่อมต่อไลฟ์สไตล์แบบสมาร์ตกับหลากหลายเทคโนโลยีอันล้ำสมัยเพื่อความสบายทั้งหมดนั้นจะอยู่ในรุ่น e:HEV RS 4WD 5 ที่นั่งทั้ง ระบบแสดงข้อมูลบนกระจกหน้า (Head-up Display: HUD) เครื่องเสียง BOSE พร้อมลำโพง 12 ตำแหน่ง เครื่องเสียงหน้าจอสัมผัสแบบ Advanced Touch ขนาด 9 นิ้ว รองรับ Apple CarPlay แบบไร้สาย Android Auto พร้อมระบบนำทางเนวิเกเตอร์ ในตัวจอ ควบคุมประตูแบบอัจฉริยะ พร้อม Honda Smart Key Card ระบบฟอกอากาศภายในห้องโดยสาร Plasmacluster ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา แบบ i-Dual Zone ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลัง พร้อมชุดตกแต่งภายในลายอะลูมิเนียมปัดเงาและสีดำ Piano Black เบาะหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้านหุ้มหนังสีดำตกแต่งด้วยด้ายสีแดง แป้นเหยียบคันเร่งและเบรกแบบสปอร์ต

Honda

เบาะนั่งทั้งหมดหุ้มด้วยวัสดุกึ่งหนังแท้สีดำคู่หน้าทั้งสองรุ่นปรับด้วยระบบไฟฟ้าด้านคนขับปรับไฟฟ้า 8 ทิศทางพร้อมปุ่มดันหลังปรับไฟฟ้า 4 ทิศทางพร้อมบันทึกตำแหน่งเบาะนั่งของผู้ขับขี่ (Driver Memory Seat) และคนนั่งปรับไฟฟ้า 4 ทิศทาง ตอบโจทย์ทุกไลฟ์สไตล์ด้วยเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง ในรุ่น e:HEV RS 4WD และ 7 ที่นั่งในรุ่น EL 4WD สามารถปรับเปลี่ยนเพื่อรองรับการใช้งานที่หลากหลายพร้อมพื้นที่สัมภาระท้ายที่กว้างขวางเบาะนั่งด้านหลัง (Rear Seat Sliding) เลื่อนและแยกพับแบบ 60:40 รุ่นเบาะโดยสารแบบ 5 ที่นั่ง เบาะด้านหลังทั้ง 2 ด้าน สามารถปรับพับลงแนวราบได้เรียบ (Utility Mode) ช่วยเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลัง (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว

Honda

รุ่น EL 4WD 7 ที่นั่งปรับพับเบาะด้านหลังแถวที่ 3 เพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้ายในขณะที่ผู้โดยสารแถว 2 สามารถนั่งได้อย่างสะดวกสบาย หรือปรับพับเบาะทั้งแถวที่ 2 และ 3 ลงแนวราบ (Utility Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่สัมภาระด้านท้าย และสามารถปรับพับเบาะด้านหน้าและด้านหลังทั้งแถวที่ 2 และ 3 (Long Mode) เพื่อเพิ่มพื้นที่เก็บของในแนวยาว ได้ลำโพง 8 ตำแหน่ง ระบบปรับอากาศอัตโนมัติแบบปรับอุณหภูมิแยกอิสระซ้าย/ขวา ช่องปรับอากาศสำหรับผู้โดยสารตอนหลังตอนที่2 และตอนที่ 3 ชุดตกแต่งภายในลายไม้และสีดำ Piano Black เบาะหนังสีดำ พวงมาลัยมัลติฟังก์ชันสามก้านหุ้มหนังสีดำและแป้นเหยียบคันเร่งและเบรกสีดำทั่วไป

Power & Transmission

Honda

ขับเคลื่อนสู่ทุกจุดหมายด้วยสองทางเลือกสองความแรงตอบโจทย์ทุกการขับขี่จากเครื่องยนต์เบนซินสองรูปแบบเริ่มที่เบนซิน e:HEV 2.0 ลิตร รหัส LFAS1 Direct Injection Atkinson-Cycle DOHC 4 สูบ 16 วาล์ว ให้กำลัง 148 แรงม้าที่ 6,100 รอบต่อนาที แรงบิด 183 นิวตันเมตรที่ 4,500 รอบต่อนาที ในภาคเครื่องยนต์พร้อมมอเตอร์ไฟฟ้า 2 ตัว ได้แก่ มอเตอร์ที่ทำหน้าที่สร้างกระแสไฟฟ้า (Motor Generator) มอเตอร์ที่ทำหน้าที่ขับเคลื่อนล้อ (Motor Drive) ให้กำลัง 184 แรงม้าที่ 5,000-8,000 รอบต่อนาที แรงบิด 335 นิวตันเมตรที่ 0-2,000 รอบต่อนาที เมื่อทำงานร่วมกันจะได้พลังแรงสุด 207 แรงม้า

ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เพียง 113 กรัมต่อกิโลเมตร และรองรับน้ำมันสูงสุด E20 มาพร้อมสวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ที่ผู้ขับขี่สามารถเลือกปรับโหมดการขับขี่ตามสไตล์ได้อย่างง่ายดาย ได้แก่ โหมดการขับขี่แบบสปอร์ต (Sport Mode) โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และโหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode) คู่กับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (E-CVT) ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD

Honda

และเบนซินเทอร์โบล้วน Di VTEC TURBO 1.5 ลิตร รหัส L15BE ให้กำลังสูงถึง 190 แรงม้าที่ 6,000 รอบต่อนาที แรงบิด 240 นิวตันเมตรที่ 1,700-5,000 รอบต่อนาที มาพร้อมสวิตซ์โหมดการขับขี่ (Drive Mode Switch) ได้แก่โหมดการขับขี่แบบปกติ (Normal Mode) และโหมดการขับขี่แบบประหยัด (Econ Mode) คู่กับเกียร์อัตโนมัติอัตราทดแปรผันต่อเนื่องไฟฟ้า (CVT) ขับเคลื่อน 4 ล้อ AWD และรองรับน้ำมันสูงสุด E85

Handling & Ride

Honda

การที่ Honda CR-V เจนใหม่มาไทยเปลี่ยนรูปแบบตลาดเน้นเบนซิน VTEC Turbo กับไฮบริด e:HEV และไม่ไปต่อกับเครื่องยนต์ดีเซล 1.6 ลิตร i-DTEC และเบนซิน 2.4 ลิตร i-VTEC เป็นมิติใหม่ของวงการยานยนต์ไทยเป็นทางเลือกที่ดีในยุครถไฟฟ้าเข้ามาเพิ่มส่วนแบ่งตลาดและเป็นแบบฝึกหักสำหรับมือใหม่ที่ยังไม่พร้อมใช้รถไฟฟ้าล้วนเมื่อมาขับรุ่นไฮบริด ที่น้ำหนักมากกว่ารุ่นเทอร์โบถึง 66 กิโลกรัมถึงจะมาแค่รุ่น 5 ที่นั่ง ให้ความปราดเปรียวขับสนุก กดคันเร่งแซงได้ทันใจ ผลจากแรงบิด 305 นิวตันเมตร แรงม้ารวมสูงสุด 207 ม้า และอัตราส่วนการอัด 13.9:1 จากการทำงานทั้งเครื่องยนต์ ทำงานผสานกันบวกระบบขับเคลื่อนฟูลไฮบริด e:HEV

ระบบเกียร์เป็น E-CVT เพิ่มความมันส์ในการขับขี่เป็นทวีคูณให้อัตราเร่งมาแบบรวดเร็วตั้งแต่ความเร็วไปถึงความเร็วสูงด้วยระบบปรับเปลี่ยนโหมดการทำงาน ใน 3 โหมด ได้แก่ โหมดขับขี่ด้วยมอเตอร์ไฟฟ้า (EV Drive Mode) โหมดขับขี่ด้วยระบบไฮบริด (Hybrid Drive Mode) และโหมดขับขี่ด้วยเครื่องยนต์ (Engine Drive Mode) ในด้านความประหยัดน้ำมันจากสูตร Save Mode ที่ได้ลองขับทั้งในเมืองและชานเมืองกรุงเทพฯ ให้อัตราสิ้นเปลืองถึง 17.89 กิโลเมตรต่อลิตร (ผลจากมาตรวัดทำได้ 18.7 กิโลเมตรต่อลิตร และอัตราการสิ้นเปลืองจากโรงงาน 20.8 กิโลเมตรต่อลิตร) ไม่เลวเลยทีเดียว เป็นรถที่เซ็ตมาดีให้ความประหยัดเกินหน้าเกินตารุ่นเทอร์โบแต่ความแรงรุ่นไฮบริดสูสีกัน

Honda

รุ่นเทอร์โบ 1.5 ลิตร ไม่ได้ขี้ริ้วขี้เหร่แต่อย่างใดสามารถแบกน้ำหนัก 1.7 ตัน ไปถึงจุดหมายตามที่ปรารถนาไว้จากความดีความชอบของอัตราส่วนการอัด 10.3:1 แรงม้าที่แตะเกือบ 200 แรงบิดระดับพอเพียง 240 ด้วยรอบที่ต่ำและกว้างตั้งแต่ 1,700-5,000 รอบต่อนาที การทำงานคล่องตัวรวดเร็วไม่แพ้เครื่องไฮบริด 2 ลิตร เครื่องยนต์ทำงานราบเรียบนิ่งนุ่มนวล แซงรถได้สบายๆไม่ลากรอบ ลุ้นกันจนตัวโก่งในการขับขี่ในเมือง นอกเมืองเร่งทันใจพอสมควร ต้องเรียนรู้กันสักนิดในการกดและจังหวะความเร็วในแต่ละช่วงรับรองความหฤหรรษ์จะบังเกิด แม้อัตราสิ้นเปลืองตามที่โรงงานเคลมไว้ 14.3 กิโลเมตรต่อลิตร แต่เอาเข้าจริงได้เพียง 10-12 กิโลเมตรต่อลิตร ถือว่าเป็นเป็นเรื่องปกติของเครื่องสันดาปล้วนติดหอย ระบบเกียร์ CVT ทำงานสัมพันธ์กับเครื่องไม่กระตุกแม้ตอนขับลงทางลาดชันยาวต่อเนื่องเกียร์จะอยู่ตำแหน่งเหมาะสมไว้เป็น Engine Brake หน่วงตอนลงมีแรงฉุดพอสมควรเพื่อเบาะภาระของเบรกและมีแป้นเหนี่ยวหลังพวงมาลัย Paddle Shift เป็นผู้ช่วยที่ดีในการขับลงเขาหรือเพิ่มกำลังไดด้อย่างดี

ช่วงล่างของ CR-V สองรุ่นนี้เป็นอิสระสี่ล้อด้านหน้าแม็กเฟอร์สันสตรัตด้านหลังมัลติลิงก์พร้อมเหล็กกันโคลงหน้าและหลังให้ตัวตตนที่แตกต่างกันเริ่มที่รุ่นไฮบริด 2.0 ลิตร เซ็ตช่วงล่างแบบนุ่มนวลและสปอร์ตมีการปรับค่าความแข็งของ สปริง โช้กอัพ และเหล็กกันโคลงผนวกกับล้อ 19 นิ้ว ยางหน้ากว้าง 235 มิลลิเมตร ซีรส์ยางต่ำเพียง 55 เกาะถนนได้ดีคมทุกโค้ง การเก็บเสียงเงียบมากเมื่อมอเตอร์และแบตเตอรี่ทำงานอย่างเดียวไร้เสียงเครื่องยนต์ ด้านรุ่นเทอร์โบ 1.5 ลิตร เน้นหนึบแอบนุ่มบ้าง เข้าโค้งดีไม่แพ้รุ่นไฮบริดแต่เจอถนนแบบมีคลื่นถี่ๆ ความยืดหยุ่นจะมามากกว่ารุ่นไฮบริด

พวงมาลัยพาวเวอร์ไฟฟ้าทั้งสองรุ่นแบบ DP-EPS ให้น้ำหนักดีไม่เบามาก เข้าโค้งคมในช่วงความเร็วสูงเข้าโค้ง ในขณะขับขี่ความเร็วๆทั่วไปในเมืองเบาพอดีไม่หนืดไม่หนักให้ความคล่องตัวเสมือนขับรถ City Car ไปได้ทุกซอกทุกมุม ระบบเบรกเป็นดิสก์เบรกสี่ล้อเบรกได้ทันใจน้ำหนักการกดแป้นแบรกสอดคล้องกับระดับการจับของตัวเบรกหยุดจากน้อยไปหามากอย่างตรงไปตรงมาไม่เบรกไหลและไม่ลึกเกินไปอีกหนึ่งเอกลักษณ์ของ CR-V นั่นคือระบบขับเคลื่อนสี่ล้อแบบ Real Time AWD with E-DPS แบ่งการขับเคลื่อนหลากรูปแบบเช่น 60:40 และ 50:50 รองรับการขับขี่หลายสภาพเส้นถนนเพิ่มแรงขับเคลื่อนล้อหลังในทุกความเร็วในส่วนขณะขับบนทางลาดชันให้ความเร็วดีขึ้นและควบคุมเข้าโค้งอย่างมั่นใจ

Safety & Feature

Honda

ความปลอดภัย Honda SENSING ให้ครบทุกรุ่นย่อยผสานการทำงานของกล้องด้านหน้าและเรดาร์ ในการตรวจจับรถยนต์ รถจักรยานยนต์ จักรยาน และคนเดินถนนได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมีฟังก์ชันการทำงานหลัก ๆ ดังนี้ ระบบเตือนการชนพร้อมระบบช่วยเบรก (Collision Mitigation Braking System: CMBS), ช่วยควบคุมรถให้อยู่ในช่องทางเดินรถ (Lane Keeping Assist System: LKAS) เตือนและช่วยควบคุมเมื่อรถออกนอกช่องทางเดินรถ (Road Departure Mitigation System with Lane Departure Warning : RDM with LDW) ควบคุมความเร็วอัตโนมัติแบบแปรผัน พร้อมระบบปรับความเร็วตามรถยนต์คันหน้าที่ความเร็วต่ำ (Adaptive Cruise Control with Low-Speed Follow: ACC with LSF) ปรับไฟสูงอัตโนมัติ (Auto High-Beam: AHB) และ เตือนเมื่อรถคันหน้าเคลื่อนที่ (Lead Car Departure Notification System: LCDN)

ออปชันพิเศษประจำรุ่น e:HEV RS 4WD กับระบบไฟหน้า LED อัจฉริยะ (Adaptive Driving Beam: ADB) ช่วยเพิ่มทัศนวิสัยในเวลากลางคืนและปรับองศาของแสงไฟเพื่อลดการรบกวนรถด้านหน้าและคนเดินถนน

พร้อมด้วยเทคโนโลยีความปลอดภัยพื้นฐานล้ำสมัยเพื่อการขับขี่ อาทิ ระบบกล้องมองภาพรอบทิศทาง (Multi-view Camera System: MVCS) เซนเซอร์กะระยะหน้า 4 จุด และ หลัง 4 จุด ควบคุมความเร็วขณะลงทางลาดชัน (Hill Descent Control: HDC) ไฟส่องสว่างด้านข้างอัตโนมัติขณะเลี้ยว (Active Cornering Light: ACL) แสดงภาพมุมอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน (Honda LaneWatch) ช่วยเตือนความเหนื่อยล้าขณะขับขี่ (Driver Attention Monitor) ควบคุมการเปลี่ยนเกียร์ที่พวงมาลัย (Paddle Shift) แต่ว่าไม่มีระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน BSM Blind spot monitoring ช่วยเตือนขณะถอยรถยนต์ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) แม้กระทั่งเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติขณะถอย RCTB (Rear Cross Traffic Brake) ซึ่งรรถราคาระดับนี้เจ้าอื่นๆเขามีให้หมดแล้ว

Verdict

Honda

อาการรักพี่เสียดายน้องเกิดขึ้นแน่ๆถ้าภรรยาและลูกหลานชอบความกว้างขวางใหญ่โตนั่งสบายกว่าแถมได้ขุมพลังที่แรงพอดีๆไม่อยากวุ่นวายกับระบบพ่วงถ่านแต่ต้องแลกกับความสิ้นเปลืองที่มากกว่ารุ่นไฮบริด เทอร์โบ 1.5 ลิตรเป็นคำตอบ แต่ถ้าอยากประหยัดและไม่ยังไม่พร้อมที่จะใช้รถอีวี รุ่นไฮบริด 2.0 ลิตร เป็นคำตอบแม้ส่วนต่างทั้งสองรุ่น 80,000 บาทในรุ่นไฮบริด e:HEV RS 4WD 5 ที่นั่ง ราคา 1,729,000 บาทและรุ่น EL 4WD 7 ที่นั่ง ราคา 1,649,000 บาท

สิ่งที่อาจเป็นจุดด้อยของ Honda CR-V เจนนี้ที่เราไม่มีแต่เขามีกับออปชันความปลอดภัยบางรายการนั่นคือไม่มีระบบเตือนเมื่อมีรถในจุดอับสายตาขณะเปลี่ยนเลน Blind spot monitoring ช่วยเตือนขณะถอยรถยนต์ RCTA (Rear Cross Traffic Alert) พร้อมเบรกฉุกเฉินอัตโนมัติขณะถอย RCTB (Rear Cross Traffic Brake) ถึงจะเป็นเรื่องเล็กๆสำหรับค่ายนี้แต่อาจเป็นจุดด้อยที่คนซื้ออาจมองข้ามไปหาคู่แข่งเดียวกันได้

Honda

ด้วยชื่อชั้นของ Honda ศูนย์บริการและเครือข่ายการจำหน่ายครอบคลุมทั่วไทย การรับประกันทั้งคุณภาพรถและตัวไฮบริดทำให้เชื่อมั่นในตัวรถ Honda CR-V จนมียอดจองค้างสะสมจนต้องรอนานหลายเดือนเกินกำลังความสามารถของทีมงานผลิตที่นิคมอุตสาหกรรมโรจนะจนจนต้องปรับแผนเร่งการผลิตให้สอดคล้องกับความต้องการของลูกค้าโดยรุ่นฮิตฮอตจองล้นหลามก็คือรุ่นฟูลไฮบริดหรือ e:HEV

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...