โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

เกิดใหม่เป็นคุณหนูสามแห่งจวนต้าเจียงจวิน

นิยาย Dek-D

อัพเดต 04 ก.พ. 2567 เวลา 12.00 น. • เผยแพร่ 04 ก.พ. 2567 เวลา 12.00 น. • สิบเก้า
อดีตหน่วยรบพิเศษที่เก่งกาจอันดับต้นๆของประเทศต้องตายจนทำให้ย้อนเวลามาในยุคอดีต เจอทั้งเรื่องวุ่นวายภายในจวน แถมเป็นเสาหลักให้กองทัพ จากที่ตั้งเป้าไว้ว่าชีวิตนี้จะมีแต่สบายๆ เห็นทีจะยากซะแล้ว

ข้อมูลเบื้องต้น

โปรดอ่าน

TRIGGER WARNING : นิยายเรื่องนี้

มีเนื้อหาเกี่ยวกับ Blood (มีเลือด) , Gore (เนื้อหามีความโหดร้ายทุบตี)
, Attempted sexual harassment (การพยายามล่วงละเมิดทางเพศ)
, Massacre (การสังหารหมู่) , Abuse (การทำร้ายร่างกาย) / Torture (การทารุณ ทรมาน)
, Self-Sacrifice (การพลีชีพตัวเอง) , Violence (การใช้ความรุนแรง) , Women Oppression (การกดขี่เพศหญิง)

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------------

เมื่ออันดับหนึ่งของหน่วยรบพิเศษ ต้องมาอยู่ในร่างของคุณหนูสามผู้อ่อนแอของจวนต้าจวิน

แห่งแคว้นหลี

ทั้งยังโดนกลั่นแกล้งจนต้องไปพักรักษาตัวที่หมู่บ้านซึ่งไกลจากเมืองหลวง

มาดูกันว่านางจะมีชีวิตรอดได้อย่างไร

-------------------------------------------------------------------------------------------------------------

นางทั้งเก่งกาจ ทั้งห้าวหาญ เหนือสตรีใด

ออกรบรึ

หึ

ไม่ใช่เรื่องยาก

-----------------------------------------------------------------------------------------------

นางงดงาม จิตใจดี รักพวกพ้องเป็นที่สุด

กล้าแตะคนของข้า

ก็อย่าหาว่าข้าไร้ไมตรี

----------------------------------------------------------------------------------

เรื่องนี้ feel good นะทุกคนนนนน

นางเอกของเราเป็นคนเก่งและเท่มากๆ

ส่วนพระเอกก็ไม่แพ้กันเลย

ภารกิจสุดท้าย

⚠️ Warning

โปรดอ่านคำเตือน

เนื้อหาในตอนนี้มีเนื้อหาที่ใช้ความรุนแรง

โปรดใช้วิจารณญาณในการอ่าน

มีการทำร้ายร่างกาย และการใช้อาวุธ หากไม่สบายใจโปรดข้ามไปอ่านตอนที่สอง

ปัง!!

ปังๆๆๆๆๆ

เสียงปืนดังสนั่นทั่วบริเวณตึกร้างแห่งหนึ่งใจกลางเมือง ทำให้ผู้คนทั้งหลายที่อยู่ในตึกแห่งนี้รับรู้ได้เลยว่าการปะทะครั้งนี้จะไม่จบลงโดยง่ายนี้ ก็กินเวลามาถึง 12 ชั่วโมงเต็ม

ฝ่ายหนึ่งเป็นคนกลุ่มใหญ่ สวมใส่เสื้อผ้าสีดำ จำนวนไม่อาจทราบได้ แม้จะบาดเจ็บและล้มตายไปแล้วจำนวนไม่น้อย อีกฝ่ายหนึ่งมีเพียงผู้หญิงคนเดียว ได้รับบาดเจ็บที่แขนเพียงเล็กน้อย บ่งบอกได้ว่าคนๆ นี้เก่งกาจมากเพียงใด

" ศูนย์หนึ่ง ยอมออกมาเถอะ ยังไงก็ไม่มีทางหนีรอด " เสียงจากฝ่ายกลุ่มคนชุดดำตะโกนออกมาอย่างเหลืออด เพราะการต่อสู้ที่กินเวลานานทำให้ร่างกายเหนื่อยล้า แต่ถึงอย่างนั้นก็ไม่อาจละทิ้งภารกิจได้

" หึ " อิงอิงที่ได้รับบาดเจ็บที่แขนแสยะยิ้มขึ้น บอกให้เธอยอมออกไปรับความตาย

ช่างใจร้ายกันจริงๆ….

ทั้งๆ ที่ฝึกด้วยกันมาแท้ๆ

เดิมทีเธอคิดว่าภารกิจครั้งนี้จบ จะวางมือจากวงการ คิดไม่ถึงว่าคนจากหน่วยรบพิเศษที่เป็นดั่งพี่น้องจะตามมาเก็บเธอแบบนี้ และเพราะเธอเป็นอันดับหนึ่งใน หน่วย ทั้งหน่วยถึงทุ่มเทกับการตามล่าขนาดนี้ มีทั้ง อาวุธครบมือ กำลังคนก็มากกว่าครั้งไหนๆ ช่างเอิกเกริกเสียจริงเหตุผลนี้ คงไม่พ้นอำนาจด้านมืดที่นอนนิ่งอยู่ในประเทศ เพราะเธอไปพบเจอความลับอันดำมืดของนักการเมืองทั้งหลาย จึงโดนพี่น้องที่ร่วมเป็นร่วมตายกันมาไล่ล่าแบบนี้ แต่ก็อย่างว่าเป็นหน่วยรบพิเศษไม่สามารถขัดคำสั่งผู้บังคับบัญชาได้อยู่แล้ว น่าขำจริงๆ ที่เธอทั้งรัก ทั้งเคารพ ทำงานให้แบบถวายชีวิต

การปล่อยให้มีชีวิตรอดไม่ใช่รางวัลตอบแทนของ

ความภักดี…

คิดได้แบบนี้แล้วก็หันไม่มองแขนที่มีเลือดไหลอยู่ บริเวณแผลก็เริ่มเป็นสีม่วงดำ และทวีความเจ็บปวดมากขึ้น

อิงอิงรับรู้ได้ลางๆ ว่าเธอคงโดนยาพิษที่เคลือบกับกระสุนปืนแน่นอน ถึงกับใช้วิธีลอบกัดกันแบบนี้เลยรึไงหน้าไม่อายเลยจริงๆ

สติที่เธอประคับประคองไว้ก็เริ่มเลือนหาย เจ็บใจจริงๆ ไม่คิดเลยว่าจะต้องจบแบบนี้…น่าสงสาร

"ศูนย์หนึ่ง ผมรู้ว่าคุณอยู่หลังกำแพง วันนี้ผมต้องจัดการคุณให้ได้ และผมขอโทษที่ต้องทำแบบนี้"

" ฮ่าๆ ๆๆๆ ๆๆ " เสียงหัวเราะอย่างบ้าคลั่งดังมาจากหลังกำแพง ชวนให้คนอีกด้านหนึ่งที่ได้ยินขนลุกขึ้นมา ไหนๆ ก็ไม่รอดแล้ว เปิดฉากสู้เลยดีกว่า ถ้าจะไปก็อย่าไปคนเดียว จริงไหม

ปังๆๆๆๆ

ปัง

เสียงปืนจากการปะทะดังขึ้นอีกครั้งหลังจากที่เงียบเป็นเวลามาเนิ่นนาน

ผลคือร่างของหญิงสาวล้มลง พร้อมรอยกระสุนตรงหน้าท้อง กลุ่มคนชุดดำวิ่งตราหน้าเข้ามาดูผลงาน หนึ่งในคนชุดดำทรุดตัวลง พร้อมกับถอดหน้ากากออก มองดูร่างที่เล็กกว่าตนนอนอ่อนแรง ลมหายใจรวยรินที่อยู่ตรงหน้า

" ฮึก พี่ครับผมขอโทษ " น้ำเสียงสั่นสะท้านกล่าวออกมา คนฟังที่นอนอยู่เปิดตาขึ้นมามองหน้า สายตาที่ใช้มองกลับว่างเปล่า และโดดเดี่ยว

เพียงไม่นานก็มีชายชุดดำอีกสี่คนวิ่งเข้ามาด้วยความเร็ว แล้วทรุดตัวลงนั่งข้างๆ ร่างเล็กนั้น

" หวังว่าคุณจะให้อภัยพวกผม ที่ผมทำทั้งหมดเป็นเพราะคำสั่ง" คนๆ นี้ก็เป็นหนึ่งในทีมของเธอ เป็นเพื่อนที่ไว้ใจมากที่สุด

" หึ " น้ำเสียงที่เปล่งออกมาได้แค่คำเดียวของอิงอิงทำให้คนฟังหนาวสะท้านถึงหัวใจ พร้อมกับความรู้สึกผิดมากมายภายในจิตใจ

พวกเขาเองก็ไม่ได้เต็มใจทำแบบนี้ การทำร้ายอิงอิงที่เป็นทั้งเพื่อน พี่น้อง และอาจารย์ มันก็ไม่ต่างอะไรกับการควักหัวใจของพวกเขาออกมาขย้ำเล่น เจ็บปวดไม่ต่างกับอีกฝ่ายที่โดนกระทำ

เพราะมันเป็นภารกิจจึงไม่มีทางเลี่ยงได้ เดิมทีสถานการณ์คงไม่รุนแรงถึงขั้นนี้ ถ้าอิงอิงไม่ขัดขืนการจับกุม และพวกเขาคงไม่ใช้วิธีลอบกัด อย่างเช่น ใช้ยาเป็นพิษที่ทำลายระบบประสาททั้งหมด มันเป็นยาพิษที่รุนแรงที่สุด ที่ในหน่วยเป็นคนคิดขึ้น

แต่เพราะการต่อสู้ยาวนานและกินเวลาเกินไป พวกเขาจึงต้องเลือกจบภารกิจโดยวิธีนี้ ฝ่ายพวกเขาเองก็บาดเจ็บล้มตายไม่ใช่น้อย จึงไม่อาจเสี่ยงเพิ่มได้อีก

อิงอิงที่นอนอยู่ได้ยินเสียงสะอื้น และเสียงพร่ำบอกขอโทษต่างๆ ทำให้เธอรู้สึกขำนัก ผู้ชายตัวสูงๆ ตัวใหญ่ๆ มานั่งร้องไห้เพราะเธอตั้งหลายคน พอถึงเวลาเอาเข้าจริงเธอก็โกรธพวกเขาไม่ลง แต่ก็ลืมความเจ็บปวดไม่ลงเหมือนกัน

อ่อ….ที่แท้ความตายก็เป็นแบบนี้นี่เอง

ช่างน่าเสียดายจริงๆ….

ก่อนที่สติจะดับลง เธอก็รู้สึกว่าชีวิตนี้ใช้ไม่คุ้มเอาซะเลย ไม่ได้ออกไปเที่ยว ไม่ได้ใช้ชีวิตวัยรุ่นอย่างแท้จริงอยากใช้…มีเงินตั้งมากมายขนาดนี้น่าเสียดาย จากนั้นสติก็ดับวูบไป

" อิงอิง!!!! " เสียงตะโกนด้วยความเจ็บปวดจากกลุ่มคนชุดดำ มาพร้อมกับเสียงร้องไห้ระงม เมื่อเห็นร่างเล็กหมดสติลง ใบหน้าที่เคยเปล่งปลั่งซีดขาว ร่างกายเริ่มเย็นลง ทำให้ทุกคนในที่นี้รับรู้ได้ว่า เธอคนนี้…ไม่อยู่อีกแล้ว

หลังจากนั้นชายชุดดำที่เป็นดั่งพี่น้องของอิงอิง ก็อุ้มร่างของเธอขึ้นมา และพากลับไปยังฐานทัพของหน่วย เป็นอันจบภารกิจ และปิดตำนานมือวางอันดับหนึ่งของหน่วยที่ทั้งเก่งกาจและมีความสามารถมากมาย

พร้อมทั้งจัดพิธีศพของอิงอิง ในงานเต็มไปด้วยบรรยากาศที่อึมครึม ความโศกเศร้า ความเจ็บปวด ที่ไม่สามารถปกป้องเพื่อนร่วมทีมไว้ได้

-----------------------—--------------------------------

จบตอนแรกแล้วนะ

อ่านแล้วรู้สึกยังไงคอมเม้นบอกกันได้นะทุกคนนน

คุณหนูสาม

เฮือก!!!!

" คุณหนู "

" คะ…..คุณหนูฟื้นแล้ว " อิงอิงลืมตาตื่นขึ้นมาพร้อมกับอาการปวดเมื่อยตามตัว ได้ยินเสียงของผู้หญิงสองคนเอะอะโวยวาย

" คุณหนูเจ้าคะ คุณหนูของนม " อิงอิงมองหน้าคนที่เรียกตัวเองว่านม ทำให้มึนงงเล็กน้อย

นี่มันอะไรกัน

นางตายด้วยยาพิษไปแล้วไม่ใช่เหรอ แล้วสถานการณ์ตรงหน้านี้มันคืออะไร

การแต่งตัวก็แปลก พูดจาก็แปลก

" คุณหนูเจ้าคะ เหตุใดไม่พูดอะไรเลย อย่าทำให้บ่าวตกใจสิเจ้าคะ " หญิงสาวชราคนนั้นไม่พูดเปล่าเอื้อมมือมาจับมือของนาง นางสัมผัสได้ถึงไออุ่นที่ส่งผ่านมือและสายตาที่เป็นห่วงเป็นห่วงใย

ไม่นานนักก็มีความทรงจำสายหนึ่ง ไหลเข้ามาในหัว ทำให้รับรู้ได้ว่า

ที่แท้เจ้าของร่างนี้ก็ ป่วย

ด้วยเหตุว่าอากาศหนาวและร่างกายอ่อนแอเป็นทุนเดิมอยู่แล้ว ทั้งภายในจวนที่อยู่ ก็ขัดสนไม่มีความอบอุ่นใดๆ เพียงไม่นานอิงอิงก็เข้าใจถึงเหตุการณ์ทั้งหมด นี่นางย้อนอดีตมางั้นเหรอ เหมือนในซีรีย์หรือนิยายที่เคยอ่านเคยดูมา ไม่ยากเชื่อก็คงต้องเชื่อ ภาพต่างๆตรงหน้าก็ยืนยันว่าคือเรื่องจริง

หลังจากนั้นเพียงไม่นานความทรงจำต่างๆ ของเจ้าของร่างก็ค่อยใช้ไหลเข้ามาเรื่อยๆ ทำให้นางรับรู้ว่าร่างนี้คือ

คุณหนูสาม

แห่งสกุลเป่า

นามว่า เป่าอิงอิง

ซึ่งมีชื่อเหมือนนางในปัจจุบัน แต่ทว่าสภาพร่างกายกับแตกต่างกันอย่างมาก

เพราะคุณหนูสามอ่อนแอตั้งแต่เด็ก แถมมารดาบังเกิดเกล้าที่เป็นภรรยาเอกก็จากไปหลังจากคลอดนางร่างกายก็ล้มป่าวยจึงเลี้ยงดูเจ้าของร่างได้แค่สามหนาวเพียงไม่นานก็จากไป

นางมีพี่ชายร่วมมารดาอีกหนึ่งคน แต่กลับไม่มีความทรงจำกับพี่ชายมากนัก

ส่วนผู้เป็นบิดาก็ลุ่มหลงในภรรยารอง ทำให้สภาพความเป็นอยู่ภายในจวนของคุณหนูสามผู้นี้ ไม่ดีนัก โดนกลั่นแกล้งจากพี่น้องต่างมารดา

บ่าวภายในจวนก็ไม่เคารพ แถมผู้ที่ได้ชื่อว่าเป็นบิดาก็ไม่ปกป้องดูแล ละเลย จนทำให้นางป่วยหนัก

ภรรยารองของบิดานาง จึงใช้โอกาสที่นางป่วยหนักหาเรื่องไล่ออกจากจวน

โดยให้เหตุผลว่านางควรพักรักษาตัวในที่ที่อากาศ ปลอดโปร่ง ซึ่งก็แน่นอนไม่มีใครทัดทานความคิดของภรรยารองผู้นั้น

นางจึงต้องเดินทางมายังหมู่บ้านที่อาศัยอยู่ในตอนนี้ เป็นบ้านที่เป็นสินเดิมของมารดาของนาง เป็นหมู่บ้านที่ห่างไกลเมืองหลวงอยู่พอสมควร การเดินทางมาก็ค่อนข้างที่จะยากลำบาก กว่าจะเดินทางมาถึงก็ใช้เวลาเป็นแรมเดือน

ส่วนเงินติดตัวมานะหรือก็มีแค่ไม่กี่อีแปะ สินเดิมของมารดาก็ไม่ได้มาเพราะโดนภรรยารองใจร้ายผู้นั้น เก็บเอาไว้ ด้วยให้เหตุผลที่ว่านางยังเด็กเพียงสิบกว่าหนาว คงไม่มีปัญญาดูแลทรัพย์สินทั้งหมด

เสื้อผ้า ข้าวสาร อาหารแห้ง ก็อย่าหวังว่าจะให้มากมายเลย ได้มาเพียงนิดเดียวเท่านั้น และหมดไปตั้งแต่เดินทางแล้ว

น่าขำจริงๆ แบบนี้มันส่งให้มาตายชัดๆ

" คุณหนู เหตุใดนั่งนิ่งแบบนี้ละเจ้าคะ " เสียงเรียกของแม่นมดังขึ้น ทำให้นางหลุดออกมาจากภวังค์ความคิด

แม่นมผู้นี้ชื่อว่า แม่นมฉิน

เป็นแม่นมที่ดูแลนางมาตั้งแต่เด็ก เดิมเป็นน้องของแม่นมที่ดูแลมารดานาง เรียกได้ว่าเป็นผู้ที่ห่วงใยและรักใคร่นางมากที่สุดคนหนึ่ง

" แม่นม ข้าไม่เป็นอันใดแล้ว " อิงอิงตอบแม่นมไป เพราะไม่อยากให้แม่นมต้องคิดมาก เพราะนางเห็นถึงแววความกังวลในสายตาคู่นั้น พอนางเอ่ยคำพูดออกไปทำให้แม่นมดูจะเบาใจขึ้น ความกังวลก่อนหน้านี้ก็หายไป

นางมาอยู่ที่นี่ได้เกือบเดือนแล้ว เงินที่มีใช้ของกินของใช้ต่างๆก็เริ่มทยอยหมดไปแล้ว ยังดีที่แม่นมและมารับใช้อีกสามคนคือ

หวังมู่ ที่ทำหน้าที่เป็นพ่อบ้าน

ซีห่าว บ่าวรับใช้ในจวน

ลี่ถัง บ่าวรับใช้ของอิงอิง

บุคคลเหล่านี้ล้วนมีความสำคัญกับอิงอิงทั้งสิ้น และเป็นบุคคลเพียงไม่กี่คนที่ยอมอยู่ข้างอิงอิงในวันที่ลำบาก เจ้าของร่างเดิมจึงมีความรักและผูกพันกับบุคคลทั้งสี่นี้มาก

วันเวลาผันผ่านก็ได้บุคคลทั้งสี่ช่วยกันทำมาหากิน ทั้งตัดไม้ทำฟืน เย็บผ้า หาปลา หาผัก เพื่อนำไปขายในตลาด และนำเงินที่ได้มาซื้อข้าว ซื้อยา มาให้อิงอิงที่ป่วย อิงอิงถึงมีข้าวกินและมีชีวิตรอดจนถึงตอนนี้ ทำให้ความรู้สึกดีตื้นขึ้นมาในอก ส่งผลให้ขอบตาเริ่มร้อนผ่าว อาจจะเป็นความรู้สึกของดั้งเดิมของเจ้าของร่าง

เมื่อมาแล้ว จงอยู่ไป

ต่อไปจะไม่เป็นเช่นนี้อีก ข้าสัญญาว่าจะไม่ทำให้ลำบาก ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างของเจ้าจะทำให้เจ้าและคนข้างกายของเจ้ามีความสุขที่สุด

และชีวิตนี้ของข้า ข้าจะใช้มันอย่างดีและคุ้มค่า จะไม่ทำให้เจ้าต้องผิดหวัง จะไม่ทำให้คนรอบข้างผิดหวัง

" แม่นม ข้าอยากออกไปเดินเล่นข้างนอกสักหน่อยได้หรือไม่ " ว่าพรางหันไปยิ้มให้แม่นมของตน ทำเอาแม่นมชะงักไปเล็กน้อย

ตั้งแต่อิงอิงย้ายมาอยู่ที่นี่นางก็ไม่ค่อยยิ้มอีกเลย ทั้งอาการเจ็บป่วย ทั้งความรู้สึกผิดหวัง เสียใจ จากบิดาของนางที่ทอดทิ้งทำให้อิงอิงตรอมใจ

" ทำไมจะไม่ได้ล่ะเจ้าคะคุณหนู คุณหนูยิ้มแล้วนมดีใจยิ่งนัก " แม่นมก็ประคองร่างของหนูให้ลุกขึ้นและพาเดินออกไปข้างนอก ด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม

บรรยากาศข้างนอกก็หนาวไม่ต่างจากในห้องสักเท่าไหร่ จวนที่อยู่ก็ดูทรุดโทรมนัก นางกวาดสายตามองไปจนทั่ว เห็นผู้ชายคนกำลังผ่าฟืนอยู่กลางลานบ้าน

" แม่นม พ่อบ้านเคยอยู่ในกองทัพหรือไม่ " นางสังเกตท่าทางของพ่อบ้านอยู่ครู่ใหญ่ จึงเอ่ยถามแม่นม

" เจ้าค่ะ ไม่ใช่แค่อยู่ในกองทัพนะเจ้าคะ แต่เป็นถึงแม่ทัพ " นางก็คิดอยู่แล้ว ท่าทีของพ่อบ้านมีความดุดันและแข็งกร้าว ไม่อ่อนแอ ขนาดแก่ชราแล้ว ยังเต็มไปด้วยพละกำลังมากมาย ช่างน่านับถือจริงๆ

" แล้วเหตุใดจึงมาอยู่ที่นี้ได้เล่า "

" เมื่อหลายปีก่อนพ่อบ้านได้รับบาดเจ็บสาหัส เจ้าค่ะคุณหนู จนทำให้ต้องออกจากกองทัพมา ส่วนทำไมถึงมาอยู่กับคุณหนู เพราะคุณหนูเคยช่วยพ่อบ้านไว้เจ้าค่ะ " นางฟังไปด้วยค่ะจะก้าวไปข้างหน้าด้วย

คนยุคโบราณนี่นะ ที่เขาว่าคนกันว่า บุญคุณหนึ่งหยดน้ำ ทดแทนดั่งขุนเขา ช่างน่านับถือจริงๆ

เมื่อนางเดินไปใกล้จะถึง ชายทั้งสองคนก็หันมาคารวะ

" คารวะคุณหนูขอรับ "

" ไม่ต้องคารวะข้าหรอก ต่อไปยิ่งไม่ต้อง " มีคนเก่งกาจอยู่ข้างกายเช่นนี้ โอกาสในการใช้ชีวิตรอดก็มีขึ้นสูงมาก

" พ่อบ้านนั่งลงพูดคุยกับข้าสักครู่เถิด " ว่าพลางนางก็นั่งลงที่โต๊ะไม้กลางบ้าน สายตาก็มองพ่อบ้านอย่างเชื้อเชิญ นางเข้าใจดีว่าคนสมัยนี้ถือชนชั้นมากแค่ไหน แต่ไม่ใช่สำหรับนาง

" ไม่ได้นะขอรับคุณหนู " พ่อบ้านมีสีหน้าตกใจ พร้อมกับเอ่ยทัดทาน ส่วนคนอื่นๆในลานบ้านก็มีสีหน้าไม่ต่างกันนัก ใบหน้าเช่นนั้นเรียกเสียงหัวเราะได้อย่างดี

" ฮ่าๆ ไม่เป็นไรๆ ท่านนั่งเถิด ทุกคนก็นั่งเถอะ " ทุกคนเห็นนางได้หัวเราะได้ยิ้มได้มีความสุขก็ไม่อยากขัดความสุขของนางจึงยอมนั่งลง ต่างก็คิดในใจว่าคุณหนูเปลี่ยนไปนัก หรือว่าเป็นเพราะพิษไข้ แต่จะเป็นเพราะอะไรก็ช่างเถอะ แค่คุณหนูของพวกนางมีความสุขก็เพียงพอแล้ว

" พ่อบ้าน แม่นมบอกว่าท่านเคยเป็นทหาร ท่านเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ ทำไมท่านถึงออกจากทหาร " นางกล่าวออกไป ในใจนั้นมีจุดประสงค์อยู่อย่างนึง

" เรื่องนี้ เกิดขึ้นเมื่อหลายปีก่อนขอรับ บ่าวได้รับบาดเจ็บภายในอย่างรุนแรง ไม่สามารถฟื้นกำลังได้ในเวลาอันสั้น แต่เมื่อหลายปีก่อนนั้นสงครามกำลังปะทุขอรับคุณหนู ทุกหย่อมหญ้าล้วนย้อมไปด้วยเลือด ทุกการต่อสู้มีการเสียสละ "

พ่อบ้านพูดไปก็มีแววตาเสียใจและรู้สึกผิด ที่พ่อบ้านพูดมานางเข้าใจความรู้สึกทั้งหมด เพราะนางเองก็เป็นคนในกองทัพเช่นกัน

" พอบ่าวได้รับบาดเจ็บบ่าวก็ฝืนอยู่ต่อ ออกไปสู้รบ แต่เพราะอ่อนแอนัก จึงทำให้ต้องเสียสละสหายสนิทไปขอรับ หลังจากนั้นบ่าวก็ไม่มีหน้าสู้คนในกองทัพได้อีกเป็นเพราะความดื้อนั้นของบ่าว ท่านแม่ทัพใหญ่จึงให้บ่าวพักขอรับ หลังจากนั้นบ่าวก็ไม่ได้ลงสนามรบอีกเลยจนสงครามครั้งนั้นจบลง บ่าวจึงออกเดินทางได้ร่อนไปทั่ว ไม่รับความดีความชอบ เพราะบ่าวรู้สึกว่าตัวเองมิคู่ควรขอรับ จนได้มาเจอกับคุณหนู บ่าวถึงมีเป้าหมายในชีวิตที่จะอยู่ต่อ " อิงอิงได้ฟังดังนั้นก็มีความรู้สึกตื้นตันอยู่ในใจ แม่นมและคนอื่นๆขอบตาก็เริ่มร้อนผ่าว

" พ่อบ้าน ทั้งหมดล้วนไม่ใช่ความผิดของท่าน ท่านรู้หรือไม่ " นางเอยปลอบพ่อบ้าน พอรับรู้ได้ถึงความเสียใจและความรู้สึกผิดของพ่อบ้านนางเข้าใจดีว่าการรู้สึกว่าตนเองไร้ประโยชน์หมายความว่ายังไง

จากที่ได้ฟังพ่อบ้านเล่าเรื่องต่างๆ นางรับรู้ได้ว่าบุคคลคนนี้เป็นบุคคลที่น่ายกย่องที่สุด ว่ากันตามตรงแล้ว สามารถรับความดีความชอบก็ได้อยู่เสพสุขในบั้นปลายชีวิต หากแต่เพราะความรู้สึกผิดกับเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้ตนออกมาใช้ชีวิตร่อนเร่และช่วยเหลือชาวบ้านไปทั่ว

เห็นได้ว่าบุคคลคนนี้มีความเที่ยงธรรมอย่างถึงที่สุด

และเหมาะจะเป็น อาจารย์ ของนางจริงๆ

ไม่ต้องพูดถึงความเก่งกาจ เพราะฝีมือต้องไม่ธรรมดาอยู่แล้ว นางมาอยู่ที่นี่ นางก็ต้องเรียน ต้องรู้ เพื่อที่จะได้ปรับใช้ในชีวิตได้ และยิ่งต้องเก่งกาจ เพื่อที่จะปกป้องตัวเองและพวกพ้อง นางจะไม่ใช้ชีวิตประมาท จะทำทุกอย่างที่ควรทำ จะรักษาทุกสิ่งที่ควรรักษา

เมื่อนางตัดสินใจได้อย่างนั้น นางก็ลุกขึ้น และคุกเข่าลงตรงหน้าพ่อบ้าน พร้อมกล่าว

" ท่านอาจารย์โปรดรับข้าเป็นศิษย์ " การกระทำนั้นของอิงอิงเรียกความตกตะลึงของบุคคลในลานบ้านได้อย่างมาก

"คุณหนู!!!!!!"

อาจารย์และการเงิน

" คุณหนู!!!!! "

เสียงตะโกนด้วยความตกใจจากคนในลานบ้าน เพราะนี่คือเหตุการณ์ที่ไม่คาดคิด คุณหนูของพวกเขาจะมาคุกเข่าต่อหน้าพวกเขาได้อย่างไร

" ลี่ถัง รีบไปประคองคุณหนูให้ลุกขึ้นเร็ว " น้ำเสียงที่เอ่ยด้วยความร้อนรนของแม่นมบอกสาวใช้ข้างกายอิงอิงให้มาประคองลุกขึ้น เมื่อสาวใช้ได้ยินดังนั้นก็รีบมาประคองนาง แต่นางก็ไม่ได้มีท่าทีที่จะลุกขึ้นแต่อย่างใด

ไม่ใช่เพราะว่านางอ่อนแอ และยิ่งไม่ใช่เพราะว่านางกลัว เพียงแต่ว่า

แต่ไหนแต่ไรมา นางมีนิสัยเช่นนี้ ยกย่องคนมีความสามารถ มองคนที่ความสามารถ ไม่ตัดสินคนเพียงเพราะภายนอก

อีกทั้งความทรงจำของร่างเก่าที่ไหลเวียนเข้ามาในหัวทำให้นางรู้ว่าตลอดการเดินทางที่ผ่านมา ล้วนแล้วแต่เป็นพ่อบ้านที่ใช้วรยุทธและพละกำลังที่มี คอยปกป้องและดูแล ให้นางพ้นอันตรายและสามารถเดินทางมายังหมู่บ้านแห่งนี้อย่างปลอดภัย

เพราะอย่างนั้น นางฟังเรื่องราวของพ่อบ้าน นางจึงมีความเคารพผู้บ้านในใจอยู่หลายส่วน

คำกล่าวของพ่อบ้านที่พูดออกมา ล้วนยิ่งใหญ่ และเต็มไปด้วยความจงรักภักดีต่อแคว้น และยิ่งเต็มไปด้วยความที่อยากจะปกป้องประชาชนแม้ร่างกายตัวเองจะไม่ไหว

จะหนีออกมาจากทัพก่อนก็ย่อมได้แต่พ่อบ้านผู้นี้อยู่จนสงครามจบลง แม้ในใจจะอึดอัดที่ตนเองทำอะไรไม่ได้ แต่ก็เลือกที่จะไม่หันหลังให้พี่น้องและพวกพ้อง ยิ่งไม่หันหลังให้ประชาชน

นางจึงรู้สึกนับถือพ่อบ้านเป็นอย่างมาก และคิดว่าคนอย่างพ่อบ้านคุณได้รับความยกย่อง นางจึงอยากเคารพพ่อบ้านเป็นอาจารย์ และเป็นอาจารย์เพียงไม่กี่คนของนาง

"คุณหนูขอรับ อย่าทำเยี่ยงนี้ บ่าวไม่คู่ควร" พ่อบ้านกล่าวขึ้นน้ำเสียงเต็มไปด้วยความฉงน

"เหตุใดจะไม่คู่ควรเล่า ท่านเป็นบุคคลที่น่ายกย่องยิ่ง โปรดรับข้าเป็นศิษย์เถิดเจ้าค่ะ" ว่าจบนางก็โขกศีรษะลงบนพื้น ทำให้พ่อบ้านเห็นยิ่งตกใจไปกันใหญ่

"คุณหนู เหตุใด…"

" เพราะความสามารถของอาจารย์ ข้าได้ประจักษ์แก่ใจแล้วเจ้าค่ะ ท่านเป็นผู้ที่น่ายกย่องอย่างยิ่ง ไม่ควรเป็นเพียงพ่อบ้านของเจ้าค่ะ รับข้าเป็นลูกศิษย์เถอะนะเจ้าคะ ข้าอยากเรียนวรยุทธกับท่านอาจารย์ ได้ท่านเป็นอาจารย์ชาตินี้ข้าคงไม่เสียดายชีวิตแล้ว วีรบุรุษเยี่ยงท่าน ข้านับถือนัก " นางเห็นพ่อบ้านใหญ่กำลังจะเอ่ยถามว่าเพราะเหตุใดถึงอยากให้เขาเป็นอาจารย์นางเลยชิงอธิบายซะก่อน

เมื่อพ่อบ้านฟังจบสีหน้าก็เปลี่ยนไป แววตาใช้ให้เห็นความซาบซึ้งซึ้งใจ เขารับรู้ได้เลยว่าเขาตัดสินใจไม่ผิดที่อยู่เคียงข้างคุณหนูผู้นี้ และแอบตัดสินใจเงียบๆบ้างจะต้องสอนวรยุทธทั้งหมดและยุทธศาสตร์ทั้งหมดที่มีให้คุณหนู

เขาอยู่ในกองทัพมานาน ตั้งแต่อายุสิบห้าหนาว จนถึงตอนนี้ประสบการณ์มีมากมาย เขามั่นใจว่าจะสามารถถ่ายทอดให้คุณหนูได้

คนทั้งหมดที่อยู่ในลานบ้านก็ไม่ได้มีท่าทีตกใจอย่างเช่นตอนแรก ออกจะไปทางชินซะด้วยซ้ำ เพราะตระกูลของนางเป็นตระกูลของนักรบ ทั้งสู้รบออกศึกและนำทัพทหาร บุคคลภายในจวนจึงคุ้นชินกับการฝึกวรยุทธ การฝึกฝนร่างกาย รวมไปถึงการต่อสู้เป็นอย่างมาก แต่น่าเสียดายที่ร่างเล็กเจ็บป่วยไข้มาตั้งแต่เด็กจึงไม่มีโอกาสได้ฝึกวรยุทธเหมือนพี่น้องคนอื่นๆ เพราะร่างกายก็ค่อนข้างที่จะบอบบางและอ่อนแอ แต่ไม่เป็นไรบัดนี้มีนางมาอยู่ นางจะดูแลร่างกายอย่างดีอีกทั้งนางยังมีพื้นฐานการต่อสู้อยู่ก่อนแล้ว เรื่องนี้ไม่ยากเกินไปสำหรับตัวนาง

แม่นมเองก็ไม่คิดจะห้าม นางกลับคิดว่าดีซะอีกที่คุณหนูได้ออกกำลังกายบ้าง ร่างกายคุณหนูจะได้แข็งแรง นางอยากเห็นคุณหนูวิ่งเล่นมิใช่นอนซมอยู่บนเตียงอย่างนั้น แบบนี้ก็ดีแล้ว

อิงอิงกล่าวจบก็เงยหน้ามอง พ่อบ้านด้วยสายตาที่คาดหวัง พ่อบ้านเห็นดังนั้นจึงกล่าวตอบว่า

" ขอรับคุณหนู " ถึงพ่อบ้านจะกล่าวมาไม่มาก แต่ทุกคนก็รับรู้ได้ว่าสายตาของพ่อบ้านเต็มไปด้วยความภาคภูมิใจดีใจและตื้นตันอย่างยิ่ง

" ท่านก็แทนตัวเองว่าอาจารย์เถิด ศิษย์ก็จะแทนตัวเองว่าศิษย์ บัดนี้ท่านเป็นอาจารย์ของศิษย์แล้วนะเจ้าคะ "

" ฮ่าๆๆ ดี ดียิ่ง " อาจารย์หมาดๆยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุข เขาเองก็ไม่ได้ยิ้มและหัวเราะอย่างมีความสุขเช่นนี้มานาน คนในลานบ้านทั้งหมดก็หน้าตามีความสุขและปลื้มใจ

" ซีห่าว ลี่ถัง ก็มาเรียนด้วยกันเถิด " นางคิดว่ามีวิชาติดตัวไว้ย่อมดีกว่า

" ขอรับ//เจ้าค่ะคุณหนู "

สองคนได้ยินดังนั้นจึงคุกเข่าต่อหน้าอาจารย์มู่

" คารวะอาจารย์มู่เจ้าค่ะ"

" ลุกขึ้นๆ "

เมื่ออิงอิงคารวะอาจารย์จบแล้ว ก็เข้ามาในพักผ่อนห้องโดยที่มีลี่ถังตามมาด้วย

" ลี่ถังช่วยเล่าการเป็นอยู่ของที่นี่ให้ฟังหน่อยได้หรือไม่ " นี่ถังมองหน้าอิงอิงอย่างงงงวยแต่ก็ยอมเปิดปากพูดอย่างว่าง่าย

" คุณหนูลืมแล้วหรือเจ้าคะ "

" เพราะข้าป่วยหนักครั้งนี้จึงลืมเลือนเรื่องราวไปบ้าง เจ้าก็เล่ามาหน่อยเถิด " ดังกล่าวไปตามความจริงนางจำเรื่องราวไม่ค่อยได้จริงๆ เรื่องราวที่จำได้ก็ไม่ปะติดปะต่อสักเท่าไร นางจึงอยากถามความเป็นอยู่ของที่นี่ จะได้หาแผนการในการอยู่ต่อ

" เรียนคุณหนู การเป็นอยู่ของที่นี่ไม่สบายนักเจ้าค่ะ ไม่สบายกว่าตอนอยู่ในจวนต้าจวินเจ้าค่ะ น้ำ ปลาก็หาลำบากเจ้าค่ะ เงินที่หามาก็ได้ไม่มากเจ้าค่ะ "

" แล้วหาเงินด้วยวิธีไหนรึ " อิงอิงเอยถามอย่างสงสัย

" อาจารย์มู่และซีห่าวขึ้นเขาไปล่าสัตว์บ้าง ตัดไม้บ้าง เพื่อเอามาขายในตลาดของหมู่บ้านเจ้าค่ะ ส่วนแม่นมก็หาผักไปขายหรือรับซ่อมเจ้าค่ะ การเป็นอยู่ถึงพอประคับประคองไปได้ "

" ตลาดรึ "

" เจ้าค่ะเป็นตลาดของหมู่บ้านฉาง ในตลาดคึกคักนักนะเจ้าคะ ไว้คุณหนูหายดีเมื่อไหร่ บ่าวจะพาไปเดินชม "

" อืม ขอบใจเจ้ามาก ออกไปพักผ่อนเถอะ " เมื่อลี่ถังเดินออกไป นางก็เดินไปนั่งรับลมริมหน้าต่าง และทบทวนเรื่องราวต่างๆที่เกิดขึ้น

สถานการณ์ตอนนี้ถึงแม้จะไม่ย่ำแย่มาก แต่ก็ไม่ได้ดี เรื่องร่างกายก็ไม่ต้องห่วง

ส่วนวิธีหาเงินนางก็คิดไว้บ้างแล้ว แต่คงต้องเดินออกไปดูที่ตลาดซะก่อน ถึงจะทำตามแผนได้

อีกอย่างหนึ่งที่ได้รับรู้จากความทรงจำของเจ้าของร่าง คือหมู่บ้านตลาดฉาง เป็นหมู่บ้านที่อยู่ทางตอนใต้ของแคว้น และเป็นทรัพย์สินของปู่ที่เป็นท่านต้าจวินของนาง เป็นปู่ที่แม้แต่เจ้าของร่างเดิมก็ไม่เคยได้พบหน้า เพราะตั้งแต่เจ้าของดั้งเดิมคลอดท่านปู่ก็อยู่สนามรบมาตลอดรวมถึงพี่ชายร่วมมารดาเดียวกับนาง นางรู้แค่ว่าท่านปู่เป็นคนที่เก่งกาจมาก ควบคุมกองกำลังนับแสนคน เป็นคนที่ฮ่องเต้ไว้ใจและเป็นแม่ทัพใหญ่

คงจะเก่งกาจไม่ใช่น้อย

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...