ทะลุมิติมาเป็นแม่ของนางเอกผู้อาภัพ
ข้อมูลเบื้องต้น
เขา คือ ท่านแม่ทัพใหญ่ผู้กล้าหาญเกรียงไกญ ส่วนนางเป็นแค่บุตรีท่านโหวที่มีแต่เปลือก
เมื่อการแต่งงานเกิดขึ้นด้วยความเข้าใจ แท้จริงคนที่เขารักมิใช่นาง แต่เป็นพี่สาวที่เกิดจากอนุ
หลี่อวิ๋นเจียวหาทางปลีกตัวออกมาเลี้ยงบุตรสาวตัวน้อยเพียงลำพัง
จนกระทั่งมีเชฟสาวจากยุคปัจจุบันทะลุมิติมาเข้าร่างของ หลี่อวิ๋นเจียว
เธอจัดการสร้างกิจการด้วยสองมือของเธอเอง เพียงแต่หลายปีผ่านไปเหตุใด สามี ของเธอถึงตามมาง้อเธออย่างไม่มีเหตุผล
ในเมื่อเขาง้อเธอก็รับไว้เป็นแค่พ่อของลูกเท่านั้น แต่ดูเหมือนกู้จือเสวี่ย จะต้องการมากกว่านั้น
เธอที่ทะลุมิติมากับเขาผู้ซึ่งย้อนอดีต กำแพงบางๆ ของหลี่อวิ๋นเจียวจึงค่อยๆ พังทลายลง…
"เมื่อไหร่ท่านพ่อกับท่านแม่จะมีน้องชายให้เสียวเสี่ยว" เด็กหญิงตัวขาวอวบแก้มยุ้ยยืนเท้าเอวมองบิดา มารดาด้วยท่าทางที่โกรธจัด
น้องชายเท่านั้น เสียวเสี่ยวน้อยต้องการน้องชาย!
หลังจบเรื่องจะทำการรีไรท์อีกรอบนะคะ เรื่องนี้จะมี E-book ด้วยนะคะ
ฝากติดตามด้วยน้า อีกไม่นานเกินรอค่า
การทะลุมิติ
“จบตอนสักที” หลี่อวิ๋นเจียวมองนาฬิกาที่เข็มสั้นชี้ไปที่เลข 2 เป็นเวลาตี 2 แล้ว เธอเพิ่งดู 'สตรีสกุลกู้ยอดหญิงอันดับหนึ่ง' ละครจีนย้อนยุคที่มาแรงที่สุดแห่งปีจบตอนที่ 37 พอดี จากจำนวน 57ตอนจบ
ละครเรื่องนี้มีเนื้อหาที่เข้มข้น สมกับเป็นละครเกรด SS+ ทั้งยังรวมไปถึงเหล่านักแสดงในเรื่องที่หล่อเหลาจนเหมือนหลุดออกมาจากเทพนิยาย จนเหล่านักแสดงแต่ละคนได้ขึ้นฮอตเสิร์ชบน Baidu อยู่ประจำ
นักแสดงในเรื่องล้วนมีหน้าตาชวนมองเป็นอย่างยิ่ง ยิ่งนางเอกของเรื่องยิ่งมองยิ่งน่ารัก แม้จะเริ่มมาจากบทตัวรองๆ แต่พอมาเล่นเรื่องนี้ต้องยอมรับเลยว่านางเอกคนนี้กำลังดังเป็นพุลแตก ด้วยฝีมือการแสดงที่ดึงดูดผู้ชม และเสน่ห์ของเธอ จนทำให้ตอนนี้เธอเลื่อนขั้นมาเป็นนางเอกเกรด A ได้เร็วที่สุด
เรื่องราวในละครเริ่มมาจากที่ นางเอกเกิดมาก็พบเจอแต่เรื่องยากลำบากทันที เพราะพ่อของนางขับไล่ท่านแม่ของนางไปที่นอกจวนโดยไม่รู้ด้วยซ้ำว่าแม่ของนางกำลังตั้งท้องอยู่ พอนางโตขึ้นก็ได้สู้รบตบตีกับบรรดาบุตรสาวที่เกิดจากเหล่าอนุภรรยาทั้งหลายของท่านพ่อ
แต่โชคร้ายท่านแม่ของนางถูกอนุภรรยาสุดที่รักของท่านพ่อวางยาจนตาย โดยที่แท้จริงแล้วผู้ที่เป็นผู้ลงมือก็คือท่านป้าแท้ๆ ของนาง ที่ต้องการกำจัดท่านแม่ เนื่องจากท่านป้าแท้จริงแล้วคือคนรักลับๆ ของท่านพ่อ นางเอกจะต้องเผชิญกับความยากลำบากมากมาย แต่โชคดีที่นางเอกมีคนคอยช่วยเหลือตลอด ซึ่งก็คือ เหล่าหนุ่มหล่อถึง 3 คนด้วยกัน
หลี่อวิ๋นเจียวซึ่งกำลังลุ้นอย่างหนักว่าใครจะเป็นพระเอกตัวจริง คาดว่าในละครน่าจะเฉลยพระเอกตัวจริงในตอนที่ 40 เป็นต้นไป
หลี่อวิ๋นเจียวมองนาฬิกาอีกครั้งก่อนที่จะเอื้อมมือมาปิดคอมพิวเตอร์
‘มันดึกเกินไป ได้เวลานอนแล้ว’
วันหยุดของเธอหมดลงแล้ว เธอต้องไปทำงานพรุ่งนี้ซึ่งเป็นวันเสาร์ งานโรงแรมไม่มีวันหยุดเสาร์-อาทิตย์หรอกนะ
'โชคดีที่พรุ่งนี้เธอเข้างานรอบกะกลางคืน'
หลังจากเรียนจบปริญญาตรีด้านอาหาร เธอก็มาทำงานเป็นเชฟในโรงแรม แม้ตำแหน่งจะไม่สูงมากแต่เธอก็เชื่อมั่นว่าจะเป็นสั่งสมประสบการณ์ในการทำงานให้เธอไม่มากก็น้อย
หลี่อวิ๋นเจียวถนัดอาหารเอเชียเป็นพิเศษเชียวแหละ เธอจึงถูกจัดให้อยู่ครัวอาหารเย็นเพื่อทำอาหารญี่ปุ่น สิ่งที่เธอชอบที่สุดคืออาหารจีนแต่เป็นเรื่องที่ยากเนื่องจากเธอเป็นคนตัวเล็ก ส่วนสูงของเธอไม่ถึง 160 เซนติเมตรด้วยซ้ำ ทำให้การทำอาหารจีนที่ต้องยกกระทะหนักๆ ทุกวันนั้นเป็นไปไม่ได้เลย แน่นอนว่าความฝันอันสูงสุดของเธอก็คือการเปิดร้านอาหาร แต่มันง่ายอย่างที่ปากพูดเสียเมื่อไหร่
ที่ประเทศจีนถ้าคุณอยากที่จะทำธุรกิจแน่นอนคุณต้องมีเงินทุนจำนวนมาก เพื่อรองรับความเสี่ยงอีกด้วย เธอเพิ่งจบใหม่มาไม่ถึงปี งานที่ทำอยู่ก็เพราะว่ารองหัวหน้าเชฟ ที่เป็นหัวหน้าตอนฝึกงานนั้นเห็นแววในตัวเธอหลังจากมาฝึกงานที่โรงแรม เขาเห็นเธอมีความมุ่งมั่นตั้งใจทำงานดีเลยทำการจองตัวเธอให้มาทำงานที่นี่หลังเรียนจบ
หลี่อวิ๋นเจียวปิดไฟแล้วจึงเดินไปที่เตียงนอน เธอมองพระจันทร์ที่ดูสว่างไสวกว่าทุกวัน แสงจันทร์ส่องเข้ามาถึงที่เตียงนอนของเธอ หลี่อวิ๋นเจียวเดินไปปิดม่าน จากนั้นเธอก็เอนตัวลงนอนหลับไป โดยไม่รู้เลยว่าเธอจะไม่มีวันได้ตื่นขึ้นมาในร่างนี้อีกแล้ว
“เเง แง แงงง ….” เสียงเด็กร้องไห้จ้าดังขึ้นจนหลี่อวิ๋นเจียวตกใจสะดุ้งตื่นอย่างแรง จนหัวเธอฟาดเข้ากับหัวเตียง หลี่อวิ๋นเจียวลืมตาขึ้นและมองไปรอบๆ ห้องที่ค่อนข้างเก่า เป็นบ้านไม้เก่าๆ ทรงจีนโบราณ
‘เดี๋ยวนะนี่ฉันฝันหรือมันคือเรื่องจริง ที่นี่ที่ไหน’ แท้จริงต้องบอกว่าเป็นเรือนเก่าๆ ต่างหาก สิ่งของเครื่องใช้ในห้องนี้ ล้วนแต่ดูเก่าแก่ทั้งนั้น
ขณะที่เธอกำลังงุนงงกับสิ่งที่เกิดขึ้น เธอก็รู้สึกว่ามีอะไรบางอย่างมาดึงผมเธอจนหัวของเธอแหงนไปข้างหลัง เด็กผู้หญิงนี่น่า เด็กน้อยตัวขาวดุจหิมะดวง ตาโตปริ่มไปด้วยนำ้ตากำลังเม้มปากสะอึกสะอื้น ดูจากการที่สามารถนั่งเองได้แล้วน่าจะอายุขวบกว่าๆ เห็นจะได้
'นี่สินะตัวการที่ส่งเสียงดังเมื่อครู่'
ทันใดนั้นความทรงจำของเจ้าของร่างก็แล่นขึ้นเข้ามาที่หัวสมองของเธอทันที เธอคือหลี่อวิ๋นเจียว แน่นอนว่าเป็นชื่อเดียวกับเธอแต่ไม่ใช่เธอ ร่างนี้เกิดมาเป็นบุตรสาวของท่านโหวกับภรรยาเอก แต่อนิจจาท่านแม่ของร่างนี้สิ้นใจไปในทันทีที่คลอด รวมทั้งท่านโหววันๆ ก็ไม่สนใจอันใดนอกจากการอ่านตำราต่างๆ ทำให้ท่านโหวไม่สนใจที่จะแต่งตั้งบรรดาอนุภรรยาขึ้นมาเป็นเอก ไม่ใช่ว่าเพราะต้องการให้เกียรติแม่ของเธอแต่อย่างใด แต่เป็นเพราะท่านโหวต่างยุ่งกับการศึกษาตำรา แต่ใช่ว่าอ่านไปแล้วจะได้ทำงานทำการใดๆ ท่านโหววันๆ เอาแต่คลุกอยู่ที่ห้องหนังสือ ศึกษาตำรา อ่านบทกลอน ท่าทีเหมือนผู้สูงส่งมีความรู้เหนือกว่าใครๆ ไม่ได้สนใจเลยว่าบุตรสาวผู้นี้เหมือนตายทั้งเป็นอยู่ที่จวน
เจ้าของร่างนี้ในตอนแรกโชคยังดีที่นางมีคู่หมั้นตั้งแรกเกิด คือเซียวเสวียนจิ่น แห่งบ้านเสนาบดี แต่เนื่องจากเหตุใดไม่ทราบอยู่ๆ วันหนึ่งก็พากันมาขอถอนหมั้นกับนาง ทำเอาท่านโหวถึงกับโกรธจัดกล่าวหาว่าเป็นความผิดของนาง ขณะที่เสิ่นซื่อที่ตอนนี้มีตำแหน่งใหญ่สุดในหมู่อนุภรรยาและถือว่าใกล้ชิดท่านโหวมากที่สุดเอาแต่กล่อมท่านพ่อว่าจะจัดการเรื่องคู่ของนางให้ดี แต่แท้จริงแล้วกลับจะส่งนางไปแต่งงานกับคหบดีเฒ่าในเมืองที่แก่กว่าท่านพ่อของนางเสียอีก
หลี่อวิ๋นเจียวหมดสิ้นหนทาง นางจึงคิดแผนการจับคุณชายดีๆ ขึ้นมาให้มาแต่งงานกับนาง เดชะบุญอยู่ดีๆ ก็มีรองแม่ทัพหนุ่มอนาคตไกล นามว่า กู้จือเสวี่ย มาขอนางแต่งงาน พร้อมจัดการวันที่เสร็จสรรพ แม้กู้จือเสวี่ยจะมีพื้นเพรากหญ้า แต่ดูจากผลงานที่ผ่านมาของเขา รับรองได้เลยว่าเขาจะต้องอนาคตไกลอย่างแน่นอน ท่านโหวจึงตกปากรับคำ
เมื่อถึงวันแต่งนางดีใจอย่างมาก ถึงกับนอนไม่หลับมาหลายคืนเพราะความดีใจที่มีคนเห็นคุณค่าของนาง ขอนางแต่งงาน นางได้ยินกิตติศัพท์ของว่าที่เจ้าบ่าวเนิ่นนาน โดยที่นางไม่เอะใจเลยว่าเหตุใด เสิ่นซื่อที่ยามปกติจงเกลียดจงชังนางยิ่ง ถึงไม่คิดจะขัดขวางนางด้วยซ้ำ
ในคืนแต่งงานนางนั่งรอเจ้าบ่าวจนดึกดื่นกว่าเจ้าบ่าวจะมาหา แม้จะดูมึนเมาไปสักหน่อย แต่นางก็พร้อมสำหรับครั้งแรกของนางที่จะมอบให้เขา แต่พอนางตื่นก็พบว่าทุกอย่างเหมือนฝันสลาย เมื่อกู้จือเสวี่ยตื่นก็ทำท่าทางตกใจพร้อมกับโมโหนางสุดขีด พร้อมกับถามว่านางคือใคร จนได้ความว่ากู้จือเสวี่ยชอบพอกับพี่สาวต่างมารดาของนางนามว่า หลี่ชิงหลวน
กู้จือเสวี่ยสอบถามจนได้ทราบว่าหลี่ชิงหลวนเป็นบุตรสาวคนโตของท่านโหว แห่ง ตระกูลหลี่ แม้จะไม่รู้ชื่อแต่ก็รู้แน่ชัดว่านางในดวงใจคือคุณหนูใหญ่จากตระกูลหลี่ เขาจึงรีบบึ่งมาสู่ขอ แต่กลับได้เจ้าสาวผิดคน เนื่องจากนางถือว่าเป็น บุตรสาวคนแรกและคนเดียวของฮูหยินเอก นางจึงถือว่าเป็นบุตรสาวคนโตที่เกิดจากภรรยาเอก
ตั้งแต่นั้นเป็นต้นมากู้จือเสวี่ยก็ไม่เคยผ่านมาให้นางเห็นหน้าแม้แต่นิด แม้นางจะโดนท่านแม่ของเขาและนางสาวของเขากลั่นแกล้งให้นางอับอายอยู่บ่อยครั้ง เขาก็ไม่เคยโผล่หัวมาช่วยเหลือสักนิดทำให้นางอยู่อย่างจนใจ เจ็บทั้งกายและใจ
ยามนางอยู่ที่จวน อาหารการกินของนางแย่กว่าบ่าวไพร่ในเรือนเสียอีก จนบางครั้งบ่าวคนสนิทของนางที่ติดตามมาจากบ้านเดิมอย่างปี้ถิงและปี้ถังยังต้องเจียดอาหารมาให้นางในบางเวลา
เนื่องด้วยบ้านเดิมของนางไม่สนใจไยดี ทำไมนางยิ่งถูกดูหมิ่น ท่านพ่อของนางแม้จะเป็นท่านโหวก็จริงแต่ก็เป็นแค่บรรดาศักดิ์กลวงๆ บ้านเดิมของนางหมดอำนาจไปนานแล้ว ขณะที่สามีของนางตอนนี้กำลังเป็นโปรดปรานของฮ่องเต้อยู่มาก เนื่องจากเบื้องหลังของกู้จือเสวี่ยไม่มีผู้มีอำนาจหนุนหลัง ผู้มีอำนาจเพียงหนึ่งเดียวของเขาคือ ฮ่องเต้ เท่านั้น
อาจจะเป็นเพราะความโปรดปรานที่ดูจะไม่มีที่สิ้นสุดของฮ่องเต้ ดูได้จากรางวัลมากมายที่พระราชทานให้จวนรองแม่ทัพอย่างไม่หยุดหย่อน ทำให้แม่สามีและน้องสามีนั้นหยิ่งผยองเป็นอย่างมาก
ต้องบอกก่อนว่าพวกเขานั้นแต่เดิมก็คือชาวบ้านธรรมดาต่างกับเจ้าของร่างที่ถือได้ว่าเป็นคุณหนูจวนใหญ่เป็นครั้งแรก ต้องบอกว่าคุณหนูตกอับต่างหาก พวกเขายิ่งมองเจ้าของร่างแล้วยิ่งรู้สึกขัดตา เพราะตอนนี้พวกนางนั้นได้รับความสำคัญอย่างมาก ขณะที่เจ้าของร่างนั้นไม่มีใคร เวลามีเทียบเชิญก็ไม่มีใครเขียนชื่อเจ้าของร่าง เพราะข่าวลือเสียหายที่ว่าเจ้าของร่างหลอกท่านแม่ทัพแต่งงานแพร่ไปทั่ว
จนเวลาผ่านไป 3 เดือนกว่า หลี่อวิ๋นเจียวถึงทราบว่าตนตั้งครรภ์เป็นแน่ เมื่อเห็นสภาพความเป็นอยู่ของตนเองในจวนแห่งนี้แล้วนางไม่มีความสุข
นางจึงอนุญาตแม่สามีเพื่อเร้นกายหลบหนีจากที่นี่โดยอ้างว่า นางต้องการสงบจิต เข้าหาธรรมะ แม่สามีเจ้าของร่างรู้สึกดีใจยิ่งที่เจ้าของร่างไปไกลหูไกลตา กล่าวได้ว่ายากยิ่งนักที่แม่สามี ลูกสะใภ้จะรักใคร่กลมเกลียว จวนที่เจ้าของร่างเลือกนั้นตั้งอยู่ที่อำเภอหรู่หยาง บ้านเกิดแม่แท้ๆ ของนาง แม้จะไม่ใช่เมืองหลวงแต่ก็สามารถเดินทางสัญจรได้ง่ายกว่าที่อื่น
นับตั้งแต่วันนั้นจนถึงวันนี้ก็ผ่านมา 2ปีกว่าแล้ว ไม่เคยมีจดหมายมาถามไถ่ใดๆ จากทั้งทางบ้านเดิมของนาง และฝั่งบ้านสามี แม้นางจะเคยเขียนจดหมายบอกข่าวคราวกับกู้จือเสวี่ยว่านางคลอดลูกของเขาแต่ก็ไม่เคยได้รับการตอบกลับ ในที่แห่งนี้มีแค่นางกับลูก และหญิงรับใช้อีกสองคนเท่านั้น
หลี่อวิ๋นเจียวปวดหัวอย่างหนักเนื่องจากความทรงจำที่หลั่งไหลเข้ามามากเกินไปจนต้องลงไปนอนกุมหัวกับพื้น ปี้ถังซึ่งเดินผ่านมาได้ยินเสียงกู้เสียวเสี่ยวร้องงอแงเสียงดัง เมื่อปี้ถังเปิดประตูหน้าออกก็เห็นหลี่อวิ๋นเจียวลงไปนอนกุมหัวด้วยความเจ็บปวด
“ฮูหยินเป็นอันใดหรือเจ้าคะ ปวดหัวหรือเจ้าคะ ” เมื่อเห็นหลี่อวิ๋นเจียวไม่มีการตอบสนองปี้ถังจึงรู้สึกร้อนใจเป็นอย่างมาก
“ปี้ถิง รีบไปตามหมอมาเร็ว ตอนนี้เลย” ว่าแล้วปี้ถังก็อุ้มกู้เสียวเสี่ยวขึ้นมาพลางตบหลังเด็กน้อยเบาๆเพื่อปลอบโยน
ปี้ถิงได้ยินดังนั้นนางจึงรีบมาที่ห้อง จากนั้นนางก็รีบมาประคองหลี่อวิ๋นเจียวขึ้นมาจัดท่าทางให้เข้าทีแล้วรีบไปตามหมอมาในทันที
ต้องใช้เวลาปรับตัว
“ฮูหยินของพวกเจ้าร่างกายอ่อนแอ ข้าตรวจดูแล้วอาการปวดหัวของนางน่าจะมาจากสาเหตุนี้ เนื่องด้วยหลังคลอดนางไม่ได้อยู่ไฟให้ครบเดือนเป็นแน่เพราะเหตุนี้นางถึงเจ็บป่วยได้ง่าย พวกเจ้าต้องให้ระวังไม่ให้นางต้องลมหนาวอีกด้วย เพราะนางจะหนาวง่ายกว่าพวกเจ้านัก เรียกได้ว่าหนาวไปถึงกระดูกเลยดีกว่า ช่วงนี้ลมหนาวเริ่มมาแล้ว พวกเจ้าต้องระวังให้มาก ” ท่านหมอไป๋ หมอประจำหมู่บ้านเอ่ยขึ้นหลังจากตรวจดูอาการของหลี่อวิ๋นเจียวเรียบร้อยแล้ว
ปี้ถิงและปี้ถังรีบถามถึงข้อห้ามต่างๆ รวมถึงพวกของบำรุงทันที ทั้งสองคนช่วยกันจำเนื่องจากไม่รู้หนังสือ
ขณะที่กู้เสียวเสี่ยวเอาแต่นั่งเล่นตุ๊กตาผ้าเนื่องจากเธอยังเด็กเกินไปที่จะเข้าใจสถานการณ์ในตอนนี้ เด็กน้อยผู้น่าสงสารไม่รู้เลยว่าหลี่อวิ๋นเจียวคนเก่าได้จากไปแล้ว ในยามนี้มีแต่หลี่อวิ๋นเจียวจากอีกโลกสวมร่างเข้ามาแทน
เมื่อหลี่อวิ๋นเจียวลืมตาขึ้นมาท้องฟ้าก็มืดสนิทแล้ว เธอยังคงนอนเหม่อไปพักใหญ่ มันยากเหลือเกินที่จะทำใจให้ยอมรับได้เพราะเหตุใดเธอถึงมาอยู่ที่นี่
‘ยังคงเป็นที่เดิม’ หลี่อวิ๋นเจียวน้ำตาไหลออกมาทันที
‘นี่มันเกิดอะไรขึ้นกับฉัน ทำไมฉันถึงมาอยู่ที่นี่’ หลี่อวิ๋นเจียวนั่งประมวลผลแล้วพบว่า ลูกสาวตัวน้อยของเธอมีชื่อว่า กู้เสียวเสี่ยว และตอนนี้เธอออกมาอยู่นอกจวนตามลำพัง นั้นหมายความว่า ตอนนี้เธอทะลุมิติเข้ามาในละครหรือ
หลี่อวิ๋นเจียวรู้สึกสะเทือนใจเป็นอย่างมาก เธอไม่สามารถที่จะยอมรับได้ในทันที เธอจะไม่ได้อยู่กับครอบครัวอีกต่อไปแล้ว เธอจากมาโดยไม่มีโอกาสได้บอกลาทุกคนด้วยซ้ำ
เธอต้องติดอยู่ที่นี่แถมจากเด็กสาวผู้ที่อนาคตกำลังสดใส เพิ่งเริ่มต้นใหม่ในการทำงานต้องกลายเป็นหญิงที่แต่งงานแล้ว มีสามีที่ไม่รักเธออีก 1 คน แถมยังมีลูกแล้วอีกต่างหาก หลี่อวิ๋นเจียวน้ำตาไหลอีกครั้ง ในที่แห่งนี้เมื่อเกิดเป็นสตรี คุณต้องยึดหลัก 'สามคล้อยตาม'และ'สี่คุณธรรม' ซึ่งเธอยังไม่สามารถที่จะปรับตัวได้ในทันที เธอคิดถึงที่บ้าน พวกเขาจะรู้สึกอย่างไรกันเมื่อรู้ว่าเธอจากไป เธอเพิ่งเรียนจบยังไม่ได้ใช้ชีวิตเลย แถมที่นี่ไม่มีอินเตอร์เน็ตเธอจะใช้ชีวิตโดยขาดมันไปได้อย่างไร
'รูปร่างหน้าตาของร่างนี้ละ โลกเดิมฉันก็หน้าตาไม่แย่นี่น่า'
ว่าแล้วหลี่อวิ๋นเจียวจึงลงมาจากเตียงเดินไปหยิบเชิงเทียนขนาดเล็ก แล้วเดินไปนั่งที่หน้ากระจกทองแดง เธอหยิบกระจกขึ้นมาส่อง แม้จะมองเห็นไม่ชัดนักจากกระจกที่ล้าสมัยและแสงที่มีไม่เพียงพอ แต่เธอต้องขอบคุณชาวจีนโบราณเสียจริงที่คิดค้นกระจกขึ้นมาได้ อย่างน้อยก็ขอให้มีอะไรส่องหน้าตัวเองหน่อยเถอะ เธออยากเห็นเหมือนกันว่าร่างที่เธอทะลุมิติมามีหน้าตาเป็นเช่นไร หลี่อวิ๋นเจียวกลั้นลมหายใจแล้วหรี่ตามองกระจกทันที
ในกระจกคือหญิงสาวที่แม้หน้าตาซีดเซียวแต่ก็ยังคงดูงดงามมาก ตาดอกท้อที่ดูเย้ายวนใจ จมูกโด่งรั้น ริมฝีบางเป็นกระจับสีชมพูอ่อนๆ รูปหน้าเรียวเล็กเท่าฝ่ามือ ผิวขาวดั่งหิมะ กล่าวได้ว่าหลี่อวิ๋นเจียวมีหน้าตาคล้ายเจ้าของร่างอยู่ถึง7ส่วน เพียงแต่ร่างนี้มีความงามที่ดูสมบูรณ์แบบกว่าเท่านั้นเอง ความงามของร่างนี้เต็มไปด้วยความเย้ายวน ผิวหน้าเนียนละเอียดเหมือนไม่มีรูขุมขน
'สวยขนาดนี้แต่ต้องมาใช้ชีวิตเหมือนเป็นม่ายตั้งแต่ยังสาว แสดงว่าพระเจ้าต้องเกลียดฉันมากแน่ๆ' หลี่อวิ๋นเจียวคร่ำครวญ แม้เธอจะดีใจที่ได้อย่างน้อยก็ได้อยู่ในร่างหญิงงาม หากต้องกลายเป็นหญิงที่สามีไม่รัก ช่างน่าอนาถจริงแท้
‘ร่างนี้จะเคยเป็นสิวบ้างไหมนะ’ ว่าแล้วหลี่อวิ๋นเจียวก็ทำการนึกย้อนกลับไป ร่างนี้ไม่เคยเป็นสิวจริงๆ แม้นางจะไม่ได้ดูแลตัวเองมากมายแต่กลับมีความงามที่ล้ำเลิศคาดว่าหากนางเป็นแม่สามีมีลูกสะใภ้ที่รูปร่างหน้าตาแบบนี้ คงไม่สามารถมองเธอเป็นผู้หญิงดีๆ ได้หรอก เพราะร่างนี้งดงามเย้ายวนเกินไปต่างหาก หรือนี่จะเป็นอีกเหตุผลที่แม่สามีเจ้าของร่างไม่ชอบนาง
หลี่อวิ๋นเจียวนึกย้อนว่าเธอทะลุมิติมายังร่างนี้ได้อย่างไร ร่างนี้แค่นอนหลับเหมือนกันกับเธอ หรือจะสลับร่างกัน ก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ หลี่อวิ๋นเจียวนอนคิดทั้งคืน จนรุ่งสางวันถัดไปมาถึง
ปี้ถิงและปี้ถังมาดูแลหลี่อวิ๋นเจียวแต่เช้า โดยในอ้อมแขนของปี้ถังอุ้มกู้เสียวเสี่ยวมาด้วย เด็กน้อยให้ความร่วมมือเป็นอย่างดีไม่ส่งเสียงดังรบกวนแต่อย่างใด เนื่องจากถูกกำชับมาว่าห้ามส่งเสียงดังรบกวนท่านแม่ เด็กน้อยจึงทำตาแป๋วอยู่ในอ้อมอกของปี้ถังอย่างดี
เนื่องจากในห้องมีคนอยู่เยอะหลี่อวิ๋นเจียวที่หลับอยู่จึงรู้สึกตัวจนตื่นขึ้น
“อาการเป็นเช่นไรบ้างคะฮูหยิน” ปี้ถิงที่กำลังพยุงนางให้ลุกขึ้นเอ่ยถาม
“ข้าไม่เป็นอะไรแล้ว แค่เหนื่อยนิดหน่อย” หลี่อวิ๋นเจียวส่ายหน้าเพื่อบอกไม่ให้ปี้ถิงพยุงนาง
“แม่ แม่” จู่ๆ เจ้าตัวน้อยก็ทำท่าจะโผเข้าหาเธอ ปี้ถังรีบห้ามทันที “ท่านแม่กำลังป่วยอยู่นะเจ้าคะ รอท่านแม่หายป่วยแล้วค่อยเล่นกับท่านแม่ ตอนนี้อยู่กับพี่ปี้ถังก่อนนะเจ้านะเจ้าคะ” เด็กน้อยเอียงคอมองที่ปี้ถังพูด ดูท่าคงจะไม่เข้าใจเพราะเด็กน้อยทำท่าจะโผเข้าหาเธอเหมือนเดิม
“มาเถอะ ข้าไม่เป็นไรแล้ว” ว่าแล้วหลี่อวิ๋นเจียวก็เอื้อมมือมาอุ้มกู้เสียวเสี่ยว กู้เสียวเสี่ยวยิ้มดีใจที่ได้อยู่กับท่านแม่ เด็กน้อยปีนป่ายไปทั่วตัวของหลี่อวิ๋นเจียว พร้อมทั้งส่งเสียงอ้อแอ้ไปมา
“เสียวเสี่ยวขวบกว่าแล้วสินะ ปกติเด็กวัยนี้เค้าเริ่มพูดกันหรือยัง” หลี่อวิ๋นเจียวไม่เคยเลี้ยงเด็กมาก่อน แต่เธอก็รักเด็กน้อยคนนี้ตั้งแต่แรกเห็น ไม่ใช่แค่รู้สึกชอบเพราะหน้าตาของเด็กน้อยนั้นช่างน่ารักเกินทน ผิวขาว ขาวเสียยิ่งกว่าผิวของหลี่อวิ๋นเจียวเสียอีก ตาชั้นเดียวแต่กลมโต จมูกเล็กๆ และริมฝีบางแดงอย่างมีสุขภาพดี พร้อมแก้มยุ้ยน่าบีบของเด็กน้อย ที่มีสีแดงเลือดฝาดตลอดเวลา หรืออาจจะเป็นเพราะสายใยสัมพันธ์แม่ลูกนั้นช่างแข็งแกร่ง เธอจึงรู้สึกรักกู้เสียวเสี่ยวตั้งแต่แรกเห็น จึงอยากมอบสิ่งที่ดีที่สุดให้ลูกสาวตัวน้อย
ปี้ถิงและปี้ถังส่ายหน้า พวกนางไม่ทราบจริงๆ แม้จะเห็นพวกนางทำงานได้คล่องแคล่วแต่พวกนางนั้นอายุเพียง 16 ปีเท่านั้น พวกนางเป็นฝาแฝดที่ทำงานอยู่ที่บ้านเดิมของหลี่อวิ๋นเจียวตั้งแต่เด็ก เนื่องจากพ่อของพวกนางแต่งงานใหม่ต้องการเงินเป็นค่าสินสอดสู่ขอแม่เลี้ยง พวกนางทั้งคู่จึงถูกขายออกมา
หลี่อวิ๋นเจียวคนเก่าเห็นแล้วสงสารจึงรับพวกนางทั้งสองมาทำงานอยู่ใกล้ตัว จะได้ไม่ต้องคอยตักน้ำไปมา หลังจะได้ไม่ค่อมตั้งแต่ยังเด็ก หลี่อวิ๋นเจียวคนนี้อายุแค่ 17 ปีเท่านั้น และถ้านับจากอายุจริงของเธอคือ 23 ปี เธอก็ไม่ได้ดีเไปกว่าพวกเขาเหล่านี้สักเท่าไหร่ จู่ๆ ก็ต้องกลายเป็นแม่คน นี่มันคุณแม่วัยใสชัดๆ
“ข้างจวนของเรามีฮูหยินที่กำลังย้ายเข้ามานะเจ้าคะบ่าวได้ยินมา เหมือนว่าจะเป็นฮูหยินม่ายสามีตาย เหมือนนางจะมีบุตรอยู่ 3 คน ตอนฮูหยินท่านนั้นย้ายเข้ามาพวกเราก็ไปเยี่ยมกันเถอะเจ้าค่ะ” ปี้ถิงกล่าว หลี่อวิ๋นเจียวนึกภาพตามเป็นม่าย ก็ไม่ต่างจากเธอสักเท่าไหร่ สภาพเธอตอนนี้ก็เหมือนเป็นม่ายอยู่กลายๆ น่าจะไปขอคำแนะนำในการเลี้ยงดูกู้เสียวเสี่ยวได้ไม่มากก็น้อย
“พรุ่งนี้พวกเจ้าไปเตรียมของเยี่ยมละกัน ตอนพวกนางย้ายเข้ามาจะได้มอบให้เลย ถือโอกาสผูกมิตรน่าจะเป็นเรื่องดี”
ผู้ช่วยชีวิต
หลี่อวิ๋นเจียวเริ่มทำใจได้ในระดับหนึ่งแล้ว เธอจึงเริ่มคิดถึงแผนการชีวิตในขั้นต่อไป โชคดีที่เธอเพิ่งดูละคร เรื่องนี้ไปก่อนที่จะทะลุมิติเข้ามา ดังนั้นเธอยังคงจำเรื่องราวในละคร ได้เกือบทั้งหมด
“ใครก็ได้สักคน เอากระดาษมาให้ข้าหน่อยสิ เอาหมึกกับที่ฝนหมึกมาด้วยนะ” ว่าแล้วเธอก็ส่งกู้เสียวเสี่ยวให้ปี้ถิงอุ้มไปป้อนอาหาร
เมื่อได้ของที่ต้องหลี่อวิ๋นเจียวก็เริ่มลงมือเขียนเนื้อหาในละคร เพื่อกันลืม โดยใช้วิธีจดเป็นข้อๆ เรื่องราวในละครจะเริ่มเมื่อกู้เสียวเสี่ยวอายุ 14 ปี แต่ในวันหน้าเธอาจจะต้องกลับไปที่จวนท่านรองแม่ทัพ ดังนั้นต้องมีการเตรียมพร้อมไว้ก่อน หลี่อวิ๋นเจียวตั้งท่าราวกับกำลังวางแผนออกรบก็ไม่ปาน
แต่อุปสรรคอีกอย่างในการใช้ชีวิตในยุคจีนโบราณก็คือหากจะจดบันทึกก็ต้องใช้พู่กัน ซึ่งค่อนข้างเขียนยาก ไม่สะดวกเหมือนการใช้ปากกาเสียด้วย แถมยังต้องคอยฝนหมึกเรื่อยๆ
“อ๊ะๆ ไม่ได้ฝนหมึกแบบนั้น” แม้หลี่อวิ๋นเจียวจะมาจากโลกอนาคตแต่เธอก็มีความรู้เกี่ยวกับการเขียนพู่กันพอตัว มันเป็นความรู้รอบตัวที่ออกสอบตอนสอบเกาเข่า
“เจ้าลากไปมาน้ำหมึกก็ไม่ออกมาหรอกปี้ถัง เจ้าต้องจับแท่งหมึกเป็นตรงๆ แล้วค่อยๆ ฝนเป็นวงกลม” หลี่อวิ๋นเจียวกล่าวเตือนปี้ถังด้วยน้ำเสียงที่อ่อนหวาน หลี่อวิ๋นเจียวมีหน้าตาที่ดูสดชื่นขึ้น พวกแก้มทั้งสองข้างของนางเริ่มมีเลือดฝาด
ปี้ถังมองคุณหนูของนางด้วยความเลื่อมใส ย้อนให้นึกถึงวันวาน ครั้งหนึ่งคุณหนูก็เคยเป็นคนที่สดใส ร่าเริง เสียงและท่าทางการพูดของหลี่อวิ๋นเจียวทำให้ปี้ถังปลื้มปริ่มที่คุณหนูกลับมาเป็นคนเดิมอีกครั้ง หลังแต่งงานคุณหนูจะเก็บตัวมากขึ้นและไม่สดใสเหมือนเดิม
ปี้ถังมองหลี่อวิ๋นเจียวด้วยสายตาที่เป็นประกาย หลี่อวิ๋นเจียวแอบมองบน ‘แค่สอนฝนหมึกต้องตื้นตันขนาดนั้นเลยหรือไง’ หลี่อวิ๋นเจียวก็นึกขึ้นมาได้ ร่างนี้แต่ก่อนนั้นเงียบขรึม แม้นางจะปฏิบัติกับบ่าวทั้งสองเป็นอย่างดีแต่หลังจากหลี่อวิ๋นเจียวแต่งงานกับกู้จือเสวี่ยนั้นเหมือนนางสูญเสียจิตวิญญาณไปหมดแล้ว เรียกได้ว่าแต่งงานผิดคน เหมือนต้องติดคุกที่ไม่มีวันออก รวมถึงที่นางหนีมาอยู่ที่หรู่หยางก็เพื่อหลบหนีคำครหามากมาย สำหรับหญิงสาวในยุคนี้ ชื่อเสียงสำคัญมาก และสิ่งที่นางต้องพบเจอมันก็มากเกินกว่าเด็กอายุ 15 จะทำใจยอมรับได้
ผู้หญิงเมื่อแต่งงานก็เหมือนเป็นคนบ้านสามีไปแล้ว หากแต่หลี่อวิ๋นเจียวคือผู้หญิงที่บ้านสามีไม่ต้องการและบ้านเดิมไม่เหลียวแล ทำให้นางมีแต่ความเครียด กินข้าวไม่ลง ร่างกายผ่ายผอม ยิ่งยามที่เจ้าของร่างตั้งครรภ์ นางมีอาการแพ้ท้องหนักมาก หลังคลอดอาการยิ่งเป็นหนักขึ้น หลี่อวิ๋นเจียวสามารถรู้สึกได้ถึงความทุกข์ทรมาณของเจ้าของร่างจนส่งผลต่อสภาพร่างกายและจิตใจของเธอพอสมควร
เมื่อนึกย้อนไปในอดีตตั้งแต่เจ้าของร่างแต่งงานเข้าบ้านสามี นางไม่เคยได้เบี้ยหวัดรายเดือนเลยแม้แต่น้อย เมื่อทุกคนรู้ว่ากู้จือเสวี่ยแต่งเจ้าสาวผิดคน และละเลยนาง นางจึงถูกทุกคนในจวนเหยียดหยาม รวมไปถึงเงินรายเดือนที่ควรจะมีด้วย
ถึงนางย้ายมาที่หรู่หยาง ก็ต้องใช้เงินจำนวนหนึ่งเพื่อการเริ่มต้นใหม่ เบี้ยหวัดที่นางจ่ายให้ปี้ถิงและปี้ถังนั้นคือคนละ 400 อีแปะ ขณะที่ตอนที่พวกนางอยู่ที่จวนเดิมพวกนางได้คนล่ะ 800 อีแปะ เรียกได้ว่าตอนนี้หลี่อวิ๋นเจียวขายสมบัติกินแทบจะหมดตัว ด้วยฐานะอย่างนางนั้นถ้าออกตัวทำงานยิ่งจะดูไม่ดี โชคยังดีที่นางยังมีร้านค้าในเมืองหรู่หยางอยู่บ้างแม้จะกำไรไม่ค่อยดี แต่นางคิดว่าในเมื่อนางมาจากอนาคตอาจจะมีลู่ทางใหม่ๆ เพื่อหาเงิน และอาจจะทำตามฝันของเธอให้จริงก็ได้
หลังหลี่อวิ๋นเจียวเขียนข้อมูลในละคร ที่นางรู้ทั้งหมดลงในกระดาษ อย่างน้อยก็จะได้เตือนความจำตัวเอง เธอไม่ต้องกังวลว่าจะมีใครอ่านออกอีกด้วยเนื่องจากเธอเขียนด้วยจีนตัวย่อ ย่อมไม่มีใครอ่านออก
เมื่อหลี่อวิ๋นเจียวหายป่วยนางจึงได้เริ่มทานอาหารเหมือนคนปกติหลังทานแต่โจ๊ก แต่นางก็ต้องพบว่าอาหารที่นางทานนั้นมีแต่ ความเค็ม
ทุกจานใส่เพียงเกลือ ไม่มีเครื่องปรุงอื่นอีกแล้ว ขณะที่กู้เสียวเสี่ยวยังคงทานโจ๊กอยู่ เด็กน้อยเริ่มโตแล้วต้องหาอะไรมาให้เด็กน้อยทานเพิ่ม เด็กกำลังโตแต่สารอาหารที่เด็กน้อยทานกลับไม่เพียงพอต่อการเจริญเติบโต เธอไม่อยากให้กู้เสียวเสี่ยวตัวเล็กแบบเจ้าของร่าง
“พวกเจ้าจะไปหานมวัว นมแพะมาจากไหนได้บ้าง” หลี่อวิ๋นเจียวเอ่ยถาม เธอต้องการให้เด็กน้อยดื่มนม เพราะเมื่อย้อนความทรงจำเด็กน้อยดื่มนมเธอแค่เพียง 3เดือนเท่านั้น มันน้อยเกินไป
“ปกติถ้าหาซื้อไม่มีหรอกเจ้าค่ะ แต่บ่าวเห็นว่าหน้าฝั่งตลาดมีที่เลี้ยงสัตว์อยู่ น่าจะไปขอซื้อมาได้นะเจ้าคะ”
หลี่อวิ๋นเจียวพยักหน้า “งั้นไปหาซื้อมาเด็กควรต้องดื่มนมเยอะๆ ” ว่าแล้วหลี่อวิ๋นเจียวก็หยิบ[1]
ที่ปอกเปลือกมาชิ้นหนึ่งแล้วให้กู้เสียวเสี่ยวไปกัดเล่น เด็กน้อยเริ่มโตแล้วจะให้กินแต่อาหารอ่อนไม่ได้
แม้อาหารการกินในจวนของเธอถือว่าไม่แย่แต่สำหรับหลี่อวิ๋นเจียวนั้นไม่ผ่าน เธอจะลองหมักซีอิ๊วดูอย่างน้อยก็พอรู้ว่าทำมาจากถั่วเหลือง อาหารจะได้มีรสชาติที่ดีขึ้น
หลี่อวิ๋นเจียวกำลังปรับตัวกับชีวิตในสมัยโบราณ ในขณะเดียวกันกู้จือเสวี่ยกำลังออกรบกับพวกซยงหนู ราชวงศ์เป็นปรปักษ์กับพวกซยงหนูมาช้านาน เพราะปัญหาเรื่องพื้นที่ชายแดน ที่ก่อนหน้านี้เคยมีการเจรจาเพื่อไกล่เกลี่ยข้อต่อรอง ด้วยการส่งองค์หญิงในราชวงศ์ไปแต่งงานเพื่อเชื่อมสัมพันธไมตรี หากแต่ก็ไม่เป็นผล หากเขาเด็ดหัวผู้นำฝั่งนั้นได้ อนาคตเขาจะยิ่งก้าวไกลเป็นแน่
อย่างที่ทราบกันว่ากู้จือเสวี่ยนั้นมีพื้นเพมาจากชนชั้นธรรมดา พ่อของเขาคือซิ่วไฉ่ประจำหมู่บ้าน ขณะที่แม่ของเขาคือหญิงงามประจำเมือง หลังทั้งคู่แต่งงานกันก็ให้กำเนิดเขา กู้จือเสวี่ยและน้องสาวที่อายุห่างกับเขา เกือบ 10 ปี หากแต่ตอนหลังท่านพ่อกลับติดสุราอย่างหนักจนป่วยตายไปตั้งแต่เขาอายุได้ 12 ปี ขณะที่น้องสาวอายุได้ไม่ถึง 2 ปีเต็มด้วยซ้ำ
กู้จือเสวี่ยจึงเปรียบได้กับเป็นหัวหน้าครอบครัวตั้งแต่ยังเด็ก เขาสมัครเขากองทัพตั้งแต่อายุ 13 ปี ในยามนั้นกู้จือเสวี่ยต้องขายทุกอย่างที่มีในบ้านเพื่อดั้งด้นมาเมืองหลวง โดยมาอยู่อาศัยที่บ้านของท่านอาเป็นการชั่วคราว แต่การอยู่บ้านคนอื่นมันไม่ใช่เรื่องง่าย เขาจึงต้องรีบหาบ้านเช่าให้เร็วที่สุด
จนวันหนึ่งเขาเดินอยู่ในตรอกเพียงลำพังจึงถูกพวกขี้เมาเข้ามารุมทำร้ายพร้อมทั้งขโมยเงินไป ด้วยสติที่เลือนรางโชคดีที่มีคนมาเห็นเหตุการณ์เข้าพอดี นางได้ช่วยเหลือเขาพร้อมยังให้คนรถไปตามจับขโมยให้อีก ก่อนที่เขาจะหมดสติไปเขาถึงได้ทราบว่าผู้ที่ช่วยเหลือเขาในวันนั้นคือคุณหนูใหญ่สกุลหลี่…
เชิงอรรถ
^ ผิวกั่ว หมายถึง ผลแอปเปิ้ล