เดชสมิง
ข้อมูลเบื้องต้น
เดชสมิง
********************
เขาเคยเป็นถึงข้าราชการชั้นสูง กินตำแหน่ง “คุณพระ”
ผู้คนต่างเรียกขานเขาว่า คุณพระดวงเดช แห่งเฮือนอิน
แต่เพราะความยึดติดแลอาฆาต จึงทำให้เขาต้องกลายเป็น “สมิง”
เขาจึงต้องเร้นกายหลบหนีผู้คนไปอยู่ในป่าเพียงลำพัง
แต่แล้ววันหนึ่ง เขาเกือบต้องสิ้นชีพเพราะฝูงสางไล่ล่า
ฟื้นขึ้นมาอีกครา เขาจึงเห็นหล่อนนั่งอยู่ข้างกาย
แม่หญิงนวล เป็นผู้ช่วยชีวิตเขาไว้
แต่บุญคุณครั้งนี้ หล่อนบอกว่าเขาต้องตอบแทนด้วย “ร่างกาย”
เรื่องใหญ่เช่นนี้ เขาหาได้ยินยอมไม่ แต่มิรู้ว่าเพราะเหตุใด
รู้สึกตัวอีกครา เขาก็อยู่ร่วมเรือนกับหล่อนเสียแล้ว
แม่หญิงนวล หล่อนคือผู้ใดกันแน่!
-+-+-+-+-+-+-+-
** ชื่อเมือง สถานที่ ประเพณี วัฒนธรรม ความเชื่อ พิธีกรรมต่าง ๆ รวมถึงยศถาบรรดาศักดิ์ เจ้าขุนมูลนาย กษัตริย์ ผู้ครองแคว้นล้วนเป็นสิ่งสมมติขึ้นมาทั้งสิ้น ไม่อิงกับประวัติศาสตร์ยุคไหนทั้งนั้นนะคะ **
-+-+-+-+-+-+-+-
-+-+-+-+-+-+-+--+-+-+-+-+-+-+--+-+-+-+-+-+-+--+-+-+-+-+-+-+-
ขอฝากผลงานเรื่องอื่นด้วยค่ะ
*************************************************************
ปฐมบท
ชายฉกรรจ์ร่างสูงบึกบึน หากแต่ท่วงท่าปราดเปรียวทะมัดทะแมงในชุดผ้าเตี่ยวหยักรั้งถึงโคนขา กับเสื้อไร้แขนผ้าเนื้อหยาบสีตุ่นเก่าคร่ำคร่า บ่งบอกถึงการถูกสวมใส่มาเป็นเพลานาน ด้านหลังสะพายกระบอกไม้ไผ่ใส่ลูกธนูไว้หกดอก มือข้างหนึ่งกำธนูไม้ลานไว้แน่น มืออีกข้างจับลูกธนูขึ้นสายตั้งท่าพร้อมที่จักยิงมันออกไปได้ทุกเมื่อ
เขานั่งซุ่มอยู่บนห้างที่ผูกยึดไว้กับต้นไม้ใหญ่ สองตามองฝ่าความมืดมิดของราตรีกาลออกไปอย่างระแวดระวัง สองหูคอยเงี่ยฟังเสียงรอบด้าน ทว่านอกจากเสียงใบไม้ไหวพลิ้วตามสายลมที่พัดเอื่อยแล้ว หามีเสียงอื่นใดอีกไม่ กระทั่งเสียงหรีดหริ่งเรไรที่เคยระงมทั่วทั้งป่ายังมิมี
ป่าคืนนี้ช่างผิดแผกยิ่งนัก!
ทันใดนั้น เสียงคำรามอย่างกราดเกรี้ยวพลันกึกก้องไปทั่วทั้งป่า มิใช่เพียงหนึ่ง เขาฟังอย่างตั้งใจแล้วจึงพบว่าเสียงคำรามนั้นมีถึงสาม ตามมาด้วยเสียงต่อสู้ตะลุมบอนที่คล้ายมี แลคล้ายมิมี
ทูนเงยหน้ามองดูจันทร์เสี้ยวที่ลอยเด่นอยู่ท่ามกลางหมู่ดาว คืนนี้หาใช่คืนเดือนดับที่หมู่สางจักออกมาหากิน แลมิใช่คืนเดือนแจ้งที่หมู่สมิงจักออกมาล่าเหยื่อ เช่นนั้นเหตุใดจึงมีเสียงร้องคำรามของเสือดังกึกก้องไปทั่วป่าเยี่ยงนี้ได้
เหงื่อกาฬผุดซึมขึ้นตามหน้าผากแลไรผม ทั้งที่อากาศเย็นยะเยือก เดิมทีเขาตั้งใจจักมาล่าหมูป่า เพราะวันก่อนลอบตามรอยมันมาถึงป่าละแวกนี้ หลังจากดูข้างขึ้นข้างแรมจนแน่ใจแล้วว่ามิใช่คืนที่สางกับสมิงออกหากิน จึงตัดสินใจสร้างห้างบนต้นไม้เพื่อดักซุ่มรอยิง แต่ดวงเขาช่างอับโชคเสียนี่กระไร นอกจากมิเห็นวี่แววของหมูป่าแล้ว ยังต้องมาอำพรางกายไร้ตัวตนเพื่อมิให้หมู่สางกับสมิงเหล่านั้นพบเจอตัว
ไกลออกมาจากห้างที่ทูนซุ่มอยู่ หนึ่งสมิงกับสามสางกำลังต่อสู้กันอย่างดุเดือด อาคมของสมิงที่สาดซัดออกไป ทำได้เพียงหยุดยั้งการกระโจนพุ่งเข้าใส่อย่างบ้าคลั่งของหมู่สางเท่านั้น มีดอาคมที่กรีดลงบนกลางหลัง แลช่วงท้องของมัน มิอาจทำให้มันล้มลงได้ มีแต่จะยิ่งขู่คำรามเสียงดังมากขึ้นราวกับต้องการข่มขวัญเขาอย่างไรอย่างนั้น
สองตาของดวงเดชมิได้ละไปจากหมู่สางทั้งสามตัวแม้นชั่วขณะจิต ทั้งที่คืนนี้มิใช่คืนเดือนดับ กระนั้นหมู่มันยังคงเคลื่อนไหวว่องไวยิ่งนัก เขาจึงมิอาจละสมาธิแลสายตาไปสังเกตรอบกายได้ แม้นว่าหูของเขาจักได้ยินเสียงบางอย่างกำลังย่างกรายเข้ามาใกล้อย่างแผ่วเบา แลจิตใต้สำนึกยังบอกเขาว่าสิ่งนั้นหาใช่สัตว์เดรัจฉาน แต่เป็นคน!
“พวกมึงจงไปเสีย อย่าให้กูต้องทำบาป” ดวงเดชเอ่ยเสียงต่ำ สองตาจดจ้องดวงตาของหมู่สางอย่างมิลดละ
สมิงเยี่ยงมึง จงให้หมู่กู…กินเสียเถิด
เสียงแหบพร่าชวนอกสั่นของมันดังขึ้นในหัว กระนั้นดวงเดชหาได้หวาดกลัวไม่ สางหมู่นี้เป็นแค่เสือที่กินคนมานักต่อนัก จนวิญญาณอาฆาตของผู้ที่ถูกมันกินสิงสู่อยู่ในร่างของมัน หากใคร่กำจัด ย่อมทำได้ ทว่าต้องใช้ทั้งกำลังกายแลสมาธิอย่างยิ่งยวด
ดวงเดชถือมีดลงอาคมพร้อมกับพนมมือท่องคาถา บังเกิดเป็นเส้นสายอักขระสีทองอร่ามที่สลักไว้บนมีดจากด้ามจดปลาย แรงอัดปะทะคล้ายมีมือที่มิอาจมองเห็นพุ่งเข้าหาหมู่สางทั้งสามจนแต่ละตัวกระเด็นออกไป อย่างมิรอช้า ดวงเดชรีบกระโจนเข้าใส่สางตัวที่อยู่ใกล้ที่สุด หมายจักปลิดชีพของมันในคราเดียว มีดซ้ายปักลงที่หัวของมัน มีดขวาปักลงกลางอกอย่างแม่นมั่น
เสียงร้องคำรามของมันดังสะท้านสะเทือนป่าอีกครา ร่างใหญ่โตกว่าเสือธรรมดาดิ้นพราดด้วยความเจ็บปวด ชายหนุ่มบิดข้อมือขวาเพื่อให้มีดลงอาคมคว้านลงไปยังตำแหน่งหัวใจของมัน พลันนั้น ประสาทการรับรู้ที่เฉียบไวอันเกิดจากการที่ตนกลายเป็นสมิง ทำให้รู้ว่าด้านหลังของตนมีสางอีกตัวหนึ่งกำลังกระโจนเข้าใส่
ด้วยความตกใจแลมิทันตั้งตัว เพราะคาดมิถึงว่าจักมีสางตัวที่สี่ คิดหลบหลีกก็มิทันเสียแล้ว เพราะเพลานี้แผ่นหลังของเขาถูกกรงเล็บอันแหลมคมของสางตัวนั้นตะปบเข้าเต็มรัก เขาเจ็บจนตาพร่า ได้กลิ่นคาวเลือดสด ๆ ของตนอาบอยู่ทั่วแผ่นหลัง ดวงเดชรีบดึงมีดลงอาคมออกจากร่างไร้วิญญาณของสางที่ถูกเขาฆ่าตาย รีบลุกขึ้นยืนเผชิญหน้ากับสางตัวที่สี่ในทันใด
สองตาของดวงเดชเบิกกว้างด้วยความประหลาดใจ ด้วยเพราะสางตัวนี้ใหญ่กว่าทั้งสามตัวก่อนหน้ามากนัก มันสูงทัดเทียมกับเขาเลยทีเดียว
มึงเป็นแค่สมิงอ่อนหัด คนมิใช่ เสือมิเชิง ถึงกับกล้ามาลองดีกับกูเชียวรึ
เสียงทรงพลังดังขึ้นในหัวของดวงเดช เขารู้ในบัดนั้นว่าไอ้ตัวสุดท้ายนี่จักต้องเป็นผู้นำของหมู่สางเป็นแน่
“อย่างน้อยกูยังเป็นคน หาใช่เดรัจฉานเยี่ยงมึงไม่ ที่หมู่มึงใคร่กินเลือดเนื้อของกู มิใช่เพราะใคร่เป็นคนดอกรึ หึ! เหตุใดจึงใคร่เป็นคนนักเล่า หรือเพราะอดสูกับรูปลักษณ์สัตว์เดรัจฉานเสียแล้ว”
ดวงเดชจับจ้องดวงตาสีดำสนิทตรงหน้าแทบไม่กะพริบ สมิงกับสางนั้นต่างกัน นัยน์ตาของเขาจักเป็นสีแดงยามเมื่อกลายเป็นสมิงเท่านั้น แต่สางจักมิใช่ เสือที่กลายเป็นสาง สองตาจักกลายเป็นสีดำทั้งหมดราวกับดวงตามืดบอด แลเพราะความดำมืดของมัน จึงทำให้เขามิอาจคาดเดาความคิดอ่านของมันได้แม้แต่น้อย
คงเพราะถูกเขาเอ่ยวาจาเหยียดหยาม มันจึงอ้าปากคำรามด้วยความเกรี้ยวกราด พร้อมกับย่อตัวลงคล้ายว่าจักกระโจนเข้าใส่ ดวงเดชจึงตั้งท่าเตรียมหลบหลีก ด้วยรู้ดีว่าเพลานี้ตนมิอาจสู้มันได้ คืนนี้หาใช่คืนเดือนแจ้ง พลังของเขามิมากพอ ทั้งยังบาดเจ็บเลือดไหลชุ่มโชกทั้งแผ่นหลัง แต่เขามิอาจแสดงสีหน้าเจ็บปวดให้สางตัวนี้เห็นได้ หาไม่แล้วจักกลายเป็นจุดอ่อนให้มันโจมตี
แต่แล้วจู่ ๆ มันพลันหยุดร้องคำรามพลางหันไปมองต้นตะเคียนต้นใหญ่ เพียงชั่วพริบตา สางที่อยู่ตรงหน้าเขาพลันเผ่นแผล็วไปยังทิศทางตรงข้ามกับต้นตะเคียนนั้นในทันใด
ดวงเดชเห็นเช่นนั้นจึงอดแปลกใจมิได้ แต่เมื่อมันหนีไปแล้ว เขาจึงทรุดตัวลงกับพื้นอย่างอ่อนแรง เพราะนอกจากถูกสางสามตัวนั้นรุมเล่นงาน เขายังถูกสางตัวสุดท้ายตะปบเข้าที่แผ่นหลังจนบาดเจ็บสาหัส กระนั้น เขามิอาจรั้งอยู่ที่นี่ได้ อย่างไรเสียเขาย่อมต้องกลับไปยังที่พักของตนเอง จึงกัดฟันลุกขึ้นยืนอีกครา
ทว่าแข้งขาของเขากลับไร้เรี่ยวแรงอย่างน่าประหลาด มีดทั้งสองเล่มยังมิอาจถือไว้ในมือได้ ร่างของเขาล้มลงนอนคว่ำกับพื้น สองตาพร่าเลือนจนมิอาจมองเห็นสิ่งใด กระทั่งในที่สุดสติพลันดับวูบลง
เมื่อทุกอย่างสงบนิ่ง ผู้ที่ยืนแอบอยู่หลังต้นตะเคียนจึงค่อย ๆ เดินออกมาจากที่ซ่อน แลเยื้องย่างมายังร่างของดวงเดชที่สลบไสลมิได้สติ คนผู้นั้นค้อมตัวลงเพื่อมองหน้าของชายหนุ่มให้ชัด ก่อนเอ่ยขึ้นด้วยน้ำเสียงแผ่วเบากับผู้ที่ยืนอยู่ด้านหลังว่า
“สมิงผู้นี้…นำตัวกลับไป”
*************************
16/8/2566
มาแล้วจ้าาาาา เดชสมิง ใครยังจำคุณพระดวงเดชจากเรื่องหทัยไชยะได้บ้างเอ่ย หากจำไม่ได้ คงต้องย้อนกลับไปอ่านพ่อไชยะกับแม่จันทรากันอีกคราเสียแล้วกระมัง
ครานี้ให้คุณพระดวงเดชเป็นพระเอกบ้างหนาเจ้าคะ คงใคร่รู้กันแล้วสิว่า แม่หญิงของคุณพระนั้นจักเป็นสตรีเช่นไร
ฝากติดตามกันด้วยนะคะ ^^
บทที่ 1 หมู่บ้านดงแดง - 20% -
เสียงสนทนาห้าวห้วนตามประสาหนุ่มบ้านป่าที่ดังเข้าสู่โสตประสาท ส่งผลให้ผู้ที่นอนคว่ำหน้าอยู่บนฟูกค่อย ๆ ขยับเปลือกตาทีละน้อย หัวคิ้วมุ่นเข้าหากันเพียงนิดพร้อมกับเปล่งเสียงครางด้วยความเจ็บปวดออกมาอย่างแผ่วเบา
ดวงเดชฝืนลืมตาขึ้นอย่างรวดเร็ว หน้านิ่วกรามขบเข้าหากันเพื่อข่มความปวดแปลบที่แผ่นหลัง เขาพยายามตั้งสติให้มั่น สองตากวาดมองไปรอบกาย จึงพบว่าตนนอนอยู่ในห้องของเรือนหลังหนึ่ง ห้องมิใหญ่เท่าใดนัก เทียบเท่ากับกระท่อมชายป่าที่เขาเคยใช้เป็นแห่งที่ฝึกฝนอาคมเมื่อครั้งยังรั้งตำแหน่งคุณพระแห่งเชียงสานคร แต่เมื่อเห็นข้าวของเครื่องใช้ในห้องจึงคาดเดาได้ว่าผู้เป็นเจ้าของ จักต้องเป็นชายเช่นเดียวกับตน
นอกเรือนมีคนกำลังสนทนากันอยู่ ฟังจากเสียงแล้วเป็นชายสองคน เขาจึงเงี่ยหูฟังว่าทั้งคู่กำลังพูดถึงเรื่องใด
“ไอ้น่าน เอ็งช่างโชคดีนักที่มิเจอสางหมู่นั้น ข้านั่งอยู่บนห้างได้ยินแต่เสียงหมู่มันร้องคำราม แลเสียงต้นไม้ใบไม้เขย่าไปมาคล้ายว่าต่อสู้กัน มิรู้ว่ามันกำลังสู้กับสิ่งใด”
เสียงนี้เป็นเสียงของชายหนุ่ม ดวงเดชฟังแล้วคาดว่าอีกฝ่ายน่าจักเป็นชายวัยฉกรรจ์ที่อายุมิเกินสามสิบปี แต่ชายอีกคนที่เอ่ยต่อความจากนี้นั้น หากเขาเดามิผิด อายุคงมิน่าเกินยี่สิบกระมัง เพราะเสียงคล้ายคนเพิ่งแตกเนื้อหนุ่มมามินาน
“ข้าว่าคงเป็นสางเช่นกันหนาพี่ทูน คงแย่งเหยื่อกันกระมัง แต่ประหลาดนัก เมื่อคืนมิใช่คืนเดือนดับ เหตุใดหมู่สางจึงออกมานักเช่นนั้นเล่า”
“ข้าสงสัยเหมือนเอ็ง แต่เพลานั้นข้ามิกล้าลงจากห้างไปดู เพราะฟังเสียงแล้วมันต้องมีหลายตัวเป็นแน่ แลเป็นไปตามคาด ยามฟ้าแจ้งข้ารีบลงจากห้าง เดินไปตามเสียงเมื่อคืน ข้าเห็นซากหมู่สางถูกเผาตายตรงดงตะเคียนถึงสามตัวเชียวหนาเอ็ง ข้าจึงได้รีบวิ่งกลับมาแจ้งลุงผู้ใหญ่ให้ไปดูซากมัน” ชายหนุ่มเอ่ยถึงตรงนี้จึงถอนหายใจราวกับหนักอก จากนั้นเอ่ยต่อด้วยน้ำเสียงที่เบาลงกว่าเดิม หากแต่ดวงเดชยังคงได้ยิน เพราะประสาททั้งหกของสมิงเยี่ยงตนย่อมดีกว่าคนทั่วไป
“จักว่าไป ข้าว่ามันช่างประหลาดนักไอ้น่านเอ๋ย ข้าได้ยินเสียงต่อสู้กันถึงเพียงนั้น ทั้งยังเห็นกับตาว่าหมู่มันถูกเผาแล้วทั้งสามตัว แต่กลับมิเห็นเลือดเท่าใดนัก มีหยดบนพื้นเพียงเล็กน้อยเท่านั้นหนา”
“พี่ทูนจักบอกข้าว่า ผู้ที่ฆ่าสางทั้งสามตัวนั่นเป็นผู้วิเศษผู้นั้นที่คอยออกล่าสางกับสมิงในป่าแห่งนี้ให้หมู่ชาวบ้าน โดยมิยอมเผยตัวใช่หรือไม่” ชายที่อ่อนวัยกว่าเป็นผู้เอ่ยขึ้น ซึ่งเมื่อดวงเดชได้ยินเช่นนี้จึงขมวดคิ้วมุ่น สีหน้าเคร่งเครียดขึ้นทันใด
ผู้ล่าสางสมิงแห่งป่าดงลึก ใช่ว่าเขาจักมิเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน เขาเป็นสมิงมาเกือบปีแล้ว แม้นจักอาศัยเพียงลำพังอยู่ในป่า แต่บางคราต้องเข้าเมืองเพื่อนำของป่าไปแลกอัฐไว้ติดตัวใช้สอยบ้าง เช่นนั้นย่อมต้องเคยได้ยินชาวบ้านเอ่ยถึงผู้วิเศษผู้นี้อยู่หลายครั้งหลายครา แต่เขายังมิเคยเจอกับตัว
“ข้าว่าต้องเป็นคนผู้นั้นแน่ ข้าใคร่เห็นหน้าผู้วิเศษผู้นี้นักไอ้น่าน อาจเป็นจอมขมังเวทผู้หนึ่งก็เป็นได้หนา ข้าจักได้ฝากตัวเป็นศิษย์ร่ำเรียนวิชา เอ็งคิดเหมือนข้าหรือไม่”
ดวงเดชมิรู้ว่าอีกฝ่ายเอ่ยตอบเช่นไร ด้วยเพลานี้สองตาของเขากำลังจดจ้องอยู่ที่แม่หญิงผู้หนึ่ง ผู้ซึ่งกำลังยืนยิ้มมองเขาอยู่หน้าประตู แม่หญิงผู้นี้สวมเสื้อแขนยาวติดกระดุมผ่าหน้าสีจันทร์นวล กระดุมที่ใช้กลัดเสื้อทำจากไม้ที่เกลาเป็นเม็ดกลม นุ่งซิ่นสีปูนแดง ผมเกล้าเป็นมวยขึ้นสูง พันไว้ด้วยผ้าสีเดียวกับเสื้อ เครื่องประดับมีเพียงเชือกหนังร้อยลูกปัดที่ข้อมือ
หล่อนแต่งกายเรียบง่ายเยี่ยงสาวบ้านป่า แต่สัญชาตญาณในตัวของเขากลับเตือนขึ้นว่า เจ้าหล่อนหาใช่คนธรรมดาเยี่ยงที่เห็นจากตาเนื้อไม่
“ตื่นแล้วรึ หิวหรือไม่” น้ำเสียงของหล่อนอ่อนหวาน รับกับรอยยิ้มละมุนละไม ดวงหน้าของหล่อนนับเป็นหญิงงามคนหนึ่ง ที่มิน่าเชื่อว่าจักมาอยู่ในหมู่บ้านกลางป่าดงลึกเช่นนี้ได้
ดวงเดชมิได้เอ่ยตอบเจ้าหล่อน แต่พยายามยันตัวลุกขึ้นนั่ง เขาขบกรามแน่นอีกคราเพราะเจ็บแผลที่หลัง เขาใคร่เห็นบาดแผลของตนเองนัก แต่เพราะเพลานี้มันถูกพันไว้ด้วยผ้า ต่อให้เอี้ยวหน้าหันไปมองคงมิเห็นอันใดได้
“ที่นี่คือที่ใด” คงเพราะเสียงแหบพร่าของเขา ทำให้แม่หญิงผู้นี้เดินหายไปจากหน้าประตู มินานนักจึงเดินกลับเข้ามาในห้องพร้อมขันใส่น้ำยื่นให้เขา
ดวงเดชรับขันน้ำมาดื่ม ดื่มได้สองอึกเป็นต้องสำลักเมื่อเจ้าหล่อนทรุดตัวลงนั่งพับเพียบอยู่ข้างฟูกที่เขานั่งอยู่ เขามิรู้ว่าในเรือนนี้จักมีผู้ใหญ่ หรือคนเฒ่าอยู่บ้างหรือไม่ แต่มิว่าเช่นไร ชายหญิงย่อมมิควรอยู่ในห้องเพียงลำพังสองต่อสองเยี่ยงนี้
“ที่นี่คือหมู่บ้านดงแดง เมื่อคืนน้องชายข้าออกไปนั่งห้างล่าสัตว์ แต่กลับเจอท่านนอนมิได้สติอยู่ในโพรงไม้” หล่อนเอ่ยบอกเขาด้วยน้ำเสียงฉะฉาน ไร้จริตจะก้านเยี่ยงแม่หญิงคนเมือง ดูท่าแม่หญิงผู้นี้ หรือแม้กระทั่งชาวบ้านที่นี่คงมิค่อยถือธรรมเนียมชายหญิงเคร่งครัดเยี่ยงชาวเชียงสานครนัก เขาจึงมิได้เอ่ยปากเตือนหล่อนเรื่องที่มิควรอยู่กับเขาในห้องเพียงลำพัง
“ในโพรงไม้กระนั้นรึ” เขาประหลาดใจนัก โพรงไม้ที่ใดกัน จักยัดตัวคนเข้าไปหลบอยู่ในนั้นได้ เขาเป็นชายวัยฉกรรจ์ตัวสูงใหญ่ หากโพรงไม้ที่ว่าสามารถให้เขาเข้าไปหลบซ่อนตัวได้ คงต้องเป็นต้นไม้ที่ลำต้นใหญ่ขนาดหลายคนโอบเป็นแน่
“เจ้าค่ะ โพรงไม้ใหญ่ที่ยืนต้นตายเพราะถูกฟ้าผ่าเมื่อหลายปีก่อน ชาวบ้านในหมู่บ้านมักใช้เป็นที่หลบฝนเพลาฝนตกตอนหาของป่าเจ้าค่ะ” หล่อนยิ้ม ทั้งยังจับจ้องหน้าเขามิวางตา อันตัวเขานั้นประพฤติตนอยู่ในกรอบธรรมเนียม แลกฎระเบียบอย่างเคร่งครัดมาโดยตลอดเมื่อครั้งอยู่เชียงสา เมื่อเจอแม่หญิงผู้นี้เข้า จึงทำให้เขาวางตัวมิถูกอยู่บ้าง
“เหตุใดข้าจึงเข้าไปอยู่ในนั้นได้” เขาเอ่ยจบจึงแสร้งกระแอมสองสามครา
“หารู้ไม่เจ้าค่ะ น้องชายข้าเล่าเพียงว่าเจอท่านอยู่ในนั้น คราแรกคิดว่าท่านตายแล้ว คงโดนเสือขบตาย แต่เมื่อจับชีพจรดูเห็นว่ายังหายใจอยู่จึงพากลับเรือนมารักษา ท่านเป็นเยี่ยงไรบ้างเจ้าคะ”
“ดีขึ้นนักแล้ว ยินดีนัก ๆ หนาแม่หญิง เช่นนั้นน้องชายแม่หญิงไปอยู่เสียที่ใดเล่า ใช่ผู้ที่นั่งคุยกับสหายอยู่นอกเรือนนั่นหรือไม่” เรื่องที่เขาเข้าไปอยู่ในโพรงไม้นั่น จริงเท็จเยี่ยงไรคงต้องไว้สืบสาวหาความกันอีกครา แต่เพลานี้คงต้องเรียกให้น้องชายของแม่หญิงผู้นี้มาก่อนดีกว่า อย่างไรเสียชายหนุ่มผู้นั้นคือผู้ช่วยชีวิตของเขาไว้
“ใช่เจ้าค่ะ น้องชายข้าชื่อน่าน ข้าชื่อนวล ท่านเล่า ชื่อกระไรหรือเจ้าคะ” หล่อนยิ้ม แลตั้งท่ารอฟังชื่อเขาอย่างตั้งใจ ดูไปช่างคล้ายเด็กน้อยที่ไม่ประสีประสา ทำให้เขาคิดว่าสัญชาตญาณที่เตือนเขาเมื่อครู่นั้น เขาคงหวาดระแวงไปเอง
“ข้าชื่อเดช” นับตั้งแต่ออกร่อนเร่พเนจร เขาใช้ชื่อเดชมาตลอด นั่นเพราะคุณพระดวงเดชได้ตายจากไปตั้งแต่วันที่ตนกลายร่างเป็นสมิงแล้ว
******************************
17/8/2566
พระ-นางเจอหน้ากันตั้งแต่บทแรกเลย แต่คู่นี้จะเป็นอะไรยังไงต่อไป คงต้องลุ้นกันค่ะ เพราะนางเอกของเราคนนี้ มีความลับในตัวเยอะมากกกกกก แต่จะค่อย ๆ เฉลยไปทีละปม ทีละเปลาะเช่นเคยค่ะ
ขอบคุณที่ติดตามอ่านค่าาา
บทที่ 1 หมู่บ้านดงแดง - 40% -
แม่นวลยิ้ม เอ่ยกับเขาว่า “เช่นนั้นข้าเรียกท่านว่าอ้ายเดชหนาเจ้าคะ อ้ายรอข้าสักประเดี๋ยว ข้าจักไปเอาข้าวมาให้กิน”
หล่อนจักลุกขึ้นยืน เขาจึงเอ่ยรั้งไว้เพราะเพลานี้ยังมิหิวเท่าใดนัก เขาใคร่รู้เกี่ยวกับหมู่บ้านดงแดงแห่งนี้มากกว่า
“ยินดีนัก ๆ แม่หญิง แต่ข้ายังมิหิวดอก ข้าใคร่รู้เรื่องของหมู่บ้านดงแดงนัก แม่หญิงเล่าให้ข้าฟังได้หรือไม่ แลแผลที่หลังของข้า คงเป็นน้องชายของแม่หญิงใส่ยาให้กระมัง”
เมื่อครั้งที่เขารับราชการในเชียงสานคร ย่อมเคยได้ยินเรื่องราวของป่าดงลึกจากผู้เฒ่าผู้แก่มาอยู่บ้าง ป่าดงลึกจักอยู่ท่ามกลางเชียงสา เชียงพิงค์ แลเชียงอิน กินพื้นที่กว้างขวางจนมิอาจประมาณได้ ในป่าแห่งนี้จักมีหมู่บ้านหลายแห่งซ่อนตัวอยู่ คนในหมู่บ้านส่วนใหญ่มักตัดขาดจากคนในนคร เว้นเสียแต่ว่าจักนำของป่าล้ำค่าออกมาขายเพื่อแลกอัฐไว้ใช้สอย อีกทั้งหมู่บ้านในป่าดงลึกมิได้เป็นเมืองบังบดเช่นเผ่าภูยอ อันเป็นแหล่งที่อยู่ของหมู่เสือขาว คนต่างถิ่นล้วนเข้าออกได้โดยง่าย
“แผลของอ้าย ข้าเป็นคนใส่ยาให้เองเจ้าค่ะ ไอ้น่านแบกอ้ายกลับมาจากป่าเมื่อใกล้ย่ำรุ่ง เพลานั้นข้าตื่นมาหุงข้าว เห็นเลือดของอ้ายท่วมตัวถึงเพียงนั้นจึงรีบทำแผลให้อ้าย เมื่อคืนอ้ายเดชเจอหมู่สางมันเล่นงานเอาใช่หรือไม่เจ้าคะ”
ดวงเดชพยักหน้าอย่างเชื่องช้า ในหัวทวนความจำของตนเองจนจำได้ว่า เมื่อคืนหลังจากที่สางตัวสุดท้ายนั่นเผ่นหนีไป เขาจึงล้มลงกับพื้น คราแรกคิดว่ากรงเล็บของสางตัวนั้นคงมียาพิษแฝงอยู่จึงทำให้เรี่ยวแรงหดหาย แลสิ้นสติไป แต่เมื่อตื่นขึ้นมา ถึงได้รู้ว่าตนมิได้ถูกพิษ เพราะร่างกายมิมีสิ่งใดบ่งบอกว่าโดนพิษร้ายแม้แต่น้อย
เช่นนั้น เป็นผู้ใดกันที่สะกดเขาจนสิ้นสติลงไปได้!
หรือจักเป็น…ผู้ล่าสางสมิงแห่งป่าดงลึก
“นอกจากหมู่บ้านดงแดงแล้ว ยังมีหมู่บ้านอื่นในป่าดงลึกอีกหรือไม่” เขาคิดว่าอย่างไรเสียคงต้องรักษาตัวอยู่ที่หมู่บ้านแห่งนี้ไปอีกหลายวันจนกว่าแผลจักหาย เมื่อถึงเพลานั้นคงได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับผู้ล่าสางสมิงจากชาวบ้านมาบ้างมิมากก็น้อย จากนั้นเขาค่อยไปจากหมู่บ้านแห่งนี้ก่อนที่จักถึงคืนเดือนแจ้ง เพราะวันนั้นเขาต้องกลายร่างเป็นสมิง
“นอกจากดงแดงแล้วก็มีดงดำ ดงไผ่ ดงหวาย แลดงดิบ ที่นี่เรียกดงแดงนั่นเพราะเพลาตะวันขึ้นหรือตก แสงตะวันจักสาดส่องทั้งหมู่บ้านจนเป็นสีแดงเจ้าค่ะ แต่ดงดำนั้นมิเหมือนดงแดง เพราะดินที่หมู่บ้านดงดำจักเป็นสีดำทั้งหมด ใคร่ปลูกสิ่งใดก็ล้วนงอกงามให้ผลดี ดงไผ่กับดงหวาย ข้าคงมิต้องบอกกระมังว่าหมู่บ้านแห่งนั้นมีสิ่งใดขึ้นอยู่นัก”
แม่หญิงนวลพูดไปยิ้มไป เจ้าหล่อนช่างพูดช่างคุยนัก ดวงเดชได้แต่ฟังเพลินจนมิรู้ตัวว่าเพลานี้ตนยิ้มออกมาเช่นกัน
“เช่นนั้นดงดิบเล่า อย่าบอกหนาว่าชาวบ้านที่นั่นชอบกินของดิบ” เขาแค่เย้า มิคาดว่าเจ้าหล่อนจักทำตาโต พยักหน้าอย่างจริงจัง
“ใช่เจ้าค่ะ คนดงดิบช่างลึกลับนัก มิค่อยคบหากับหมู่บ้านอื่น แลมิใคร่ชอบใจนักเพลาที่มีผู้อื่นเข้าไปที่หมู่บ้าน คนเฒ่าที่นี่เล่าให้ฟังว่าชาวบ้านที่ดงดิบกินเนื้อดิบกันเจ้าค่ะ บ้างก็ว่าซดเลือดกันราวกับเป็นปอบ”
ได้ยินเช่นนั้นดวงเดชจึงขมวดคิ้วเล็กน้อยด้วยความสงสัย เพราะเขามิเคยได้ยินเรื่องเช่นนี้มาก่อน ตอนบวชพระแล้วออกธุดงค์กับพระอาจารย์ ยังมิเคยได้ยินเรื่องราวของหมู่บ้านดงดิบด้วยซ้ำ
“อ้ายเดชมาจากที่ใดหรือเจ้าคะ” แม่หญิงนวลถามเขาเสียงอ่อน เขาจึงหันไปมองหน้าหล่อนแล้วอดแปลกใจมิได้ เพราะครานี้สายตาของแม่หญิงยามที่มองมายังเขานั้นเปลี่ยนไป หาใช่แววตาไร้เดียงสาเยี่ยงเมื่อครู่ แต่เขามิอาจบอกได้ว่าเป็นแววตาเช่นไร
“ข้าร่อนเร่พเนจรไปเรื่อย บ้านเกิดข้าอยู่ที่…” ในหัวของเขาใคร่พูดคำว่าเชียงอิน ทว่าปากของเขากลับเปล่งเสียงออกไปว่า
“เชียงสานคร” ครั้นเมื่อเอ่ยปากออกไปแล้ว เขาเป็นต้องตื่นตระหนก เพราะคำว่าเชียงสานครนั้น เขามิใคร่เอ่ยออกไป แลหาใช่ความตั้งใจของตนไม่ อีกทั้งเขายังมิเคยปริปากบอกผู้ใดด้วยว่าตนมาจากเชียงสา ทว่าเมื่อครู่เขากลับหลุดปากออกไปอย่างง่ายดายราวกับต้องมนตร์สะกดอย่างไรอย่างนั้น
“ที่แท้อ้ายเป็นชาวเชียงสานครดอกหรือนี่ เช่นนั้นเหตุใดอ้ายจึงมาไกลถึงป่าดงลึกนี่ได้เล่า” หล่อนยิ้ม แลมองเขาด้วยแววตาเยี่ยงนั้นอีกครา แต่แล้วแม่หญิงพลันเอ่ยขึ้นเสียก่อนว่า
“สุมาเถิดอ้ายเดช ข้าช่างถามมากไปเสียจริง ข้ามิถามอ้ายแล้ว ข้าจักไปเอาข้าวมาให้อ้ายกินหนา”
แม่หญิงนวลลุกขึ้นยืน เขาจึงรีบมองหามีดลงอาคมของตน เพราะมันมิได้อยู่ข้างกายตั้งแต่ลืมตาตื่น สัญชาตญาณระวังภัยเริ่มดังขึ้นอีกครา เพลานี้เขาบาดเจ็บหนัก อย่างน้อยหากมีอาวุธติดกายไว้บ้างยังพอให้วางใจได้
“ข้าลืมบอกอ้าย มีดทั้งสองของอ้ายนั้น ข้าเก็บไว้ในห่อผ้าข้างหมอนหนาเจ้าคะ” หล่อนมองหมอนที่เขาใช้หนุนนอนก่อนเดินออกไปจากห้อง เขาจึงรีบหันไปมองห่อผ้าที่ว่าทันใด มันอยู่ตรงนั้นจริงดังว่า จึงหยิบมันขึ้นมาดู
มีดลงอาคมของเขาถูกเก็บอยู่ในห่อผ้าฝ้ายเนื้อหยาบ ไร้คราบเลือดของสางที่เขาใช้แทงมันเมื่อคืน คาดว่าน้องชายของหล่อน หรือไม่คงเป็นหล่อนเสียเองที่ล้างมีดให้ แล้วนำมาเก็บไว้ตรงนี้
น่าแปลกตรงที่แม่หญิงนวลคล้ายล่วงรู้ความคิด แลจิตใจของเขา…หล่อนเป็นผู้ใดกันแน่
นวลเดินลงจากเรือนเพื่อไปยังเรือนไฟที่ใช้หุงหาอาหาร น่านกับทูนยังคงนั่งสนทนากันอยู่บนแคร่ไม้ไผ่หน้าเรือน จึงถอนหายใจอย่างแผ่วเบา ปรามคนทั้งคู่ว่า
“ให้เบาหน่อยเถิด อยู่กันแค่นี้จักต้องตะโกนเอ็ดตะโรเสียงดังไปไย” หล่อนหันไปเอ่ยกับทูนอีกว่า
“อ้ายทูน ยามนี้แล้วหนา อ้ายมิไปสอนแม่เอื้องยิงธนูรึ ประเดี๋ยวได้ถูกอ้ายจาชิงตัดหน้าไปดอก” นวลทำทีเป็นแหงนหน้ามองฟ้าเพื่อเตือนอีกฝ่ายว่าได้เพลาต้องไปทำกิจสำคัญแล้ว
เมื่อได้ฟังเช่นนั้น ทูนรีบมองท้องฟ้าทันใด เป็นจริงดังที่แม่หญิงนวลว่าไว้ เขาต้องไปสอนแม่หญิงเอื้องยิงธนู หาไม่แล้วคงถูกคู่ปรับเยี่ยงไอ้จามันตัดหน้าพาแม่เอื้องไปเสียก่อน
“เช่นนั้นข้าไปก่อนหนา แม่นวล ไอ้น่าน” ทูนเอ่ยจบจึงรีบวิ่งออกจากลานเรือนไปทันใด
ครั้นเมื่อทูนจากไปไกลแล้ว นวลจึงถามน้องชายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกระซิบ
“เอ็งมิได้เล่าเรื่องชายบนเรือนให้อ้ายทูนฟังใช่หรือไม่”
น่านส่ายหน้า “มิได้เล่าขอรับ พี่นวลมิให้ปากนัก ข้าย่อมมิพูดออกไป”
“ดี! ไว้แผลของอ้ายเดชสมานดีแล้ว ค่อยให้ผู้อื่นรู้” แม่หญิงนวลยิ้มอย่างเป็นนัย ซึ่งเมื่อน้องชายเห็นจึงพลันเข้าใจทันที
“พี่นวลคิดจักให้ชายผู้นั้นเป็น…” น่านมิได้พูดทั้งหมด แต่นวลพยักหน้าให้น้องชายพลางยิ้มละไม
“พี่คิดดีแล้วหรือขอรับ” น่านถามเสียงแผ่ว
“ข้าคิดดีแล้ว คงมีแต่ทางนี้เท่านั้นพ่อน่านเอ๋ย”
****************************
18/8/2566
ก็สงสัยไปก่อนนะพ่อดวงเดช ว่าน้องเป็นใคร มาจากไหน หรือเป็นอะไรกันแน่ แต่ตอนนี้ รักษาตัวให้หายก่อน ไม่งั้นอย่าหวังเลยว่าแม่นวลจะให้ออกจากเรือน เพราะพ่อถูกแม่นวลหมายหัวไว้แล้ว หุหุ
หากใครอยากอ่านเรื่องราวก่อนหน้าที่คุณพระดวงเดชจะเป็นสมิง ไปอ่านได้ในหทัยไชยะนะเจ้าคะ