โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

นักปวศ.ไม่เชื่อ พระเจ้าท้ายสระ ห้ามชาวบ้านกินปลาตะเพียน ยกคอมเมนต์ 'นิธิ' เคยชี้ 'ไม่สมจริง'

MATICHON ONLINE

อัพเดต 16 พ.ย. 2566 เวลา 08.30 น. • เผยแพร่ 16 พ.ย. 2566 เวลา 07.56 น.

ฮอตฮิต ชนิดติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง สำหรับละครดังอย่าง ‘พรหมลิขิต’ ซึ่งล่าสุด ทำเอา‘ปลาตะเพียน’ ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ อันเนื่องมาจากฉากชวนน้ำลายไหลอย่างการรับประทานเมนูปลาตะเพียน ฝีมือ ‘พุดตาน’ โดยข้อเท็จจริงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บันทึกว่า ‘พระเจ้าท้ายสระ’ แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเสวยปลาตะเพียนมากจนสั่งห้ามมิให้ใครๆจับปลาตะเพียนกินเด็ดขาด มิเช่นนั้นถึงขนาดมีโทษปรับ

หลักฐานที่ว่านี้ มาจาก ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82 เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับของ บริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน ความตอนหนึ่งว่า

‘ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประพฤติเหตุในอโนตัปปธรรม แล้วเสด็จเที่ยวประพาสทรงเบ็ดเหมือนสมเด็จพระราชบิดา แล้วพระองค์พอพระทัยเสวยปลาตะเพียน ครั้งนั้นตั้งพระราชกำหนดห้ามมิให้คนทั้งปวงรับพระราชทานปลาตะเพียนเป็นอันขาด ถ้าผู้ใดเอาปลาตะเพียนมาบริโภค ก็ให้มีสินไหมแก่ผู้นั้นเป็นเงินตรา 5 ตำลึง’

ประเด็นดังกล่าว เคยเป็นที่ถกเถียงและตั้งข้อสงสัยกันเนืองๆ ในกลุ่มนักวิชาการ ดังเช่น รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา กับ ‘มติชนออนไลน์’ ว่า ‘ออกจะโอเวอร์เกินไป’ พูดง่ายๆคือ ไม่เชื่อ!

ถามว่า พงศาวดารระบุเช่นนั้้น ไม่เชื่อได้หรือ ?

อาจารย์ประวัติศาสตร์ อธิบายว่า เอกสารดังกล่าว ถูกเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่ช่วงเวลาร่วมสมัย ส่วนตัวคิดว่าอาจเป็นการ ‘ดิสเครดิต’ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง

“การถึงขนาดห้ามตกปลาตะเพียนนั้น ออกจะโอเวอร์เกินไป ปลาตะเพียน เป็นปลาที่นำมาปรุงอาหารได้ยาก ก้างเยอะ ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปลาตะเพียนต้มเค็ม ไม่ใช่อาหารพื้นเมืองของชาวกรุงศรีอยุธยา แต่เป็นเมนูที่มาจากอาหารจีน ดังนั้น ต่อให้ไม่ออกพระอัยการห้าม ผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีชาวบ้านจับกินจนถึงขนาดต้องห้าม” รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว

รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ยังอ้างอิงถึงข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ ที่ระบุไว้ในหนังสือ‘ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา’ ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ

ความตอนหนึ่ง ดังนี้

‘พระราชพงศาวดารที่ชำระครั้งธนบุรี-รัตนโกสินทร์ บรรยายถึงกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวงแต่ละองค์ว่า เหี้ยมโหดบ้าง ขาดเหตุผลบ้าง อ่อนแอบ้าง……

พระราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์กล่าวถึงพระเจ้าเสือตอน หนึ่งว่า

ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน มิได้เสด็จอยู่ในพระนครนาน…เสด็จด้วยเรือพระที่นั่ง…ทรงเบ็ดตกนานามัจฉาชาติทั้งปวงต่างๆ ทรงสร้างแต่กุศลทุจริต ผิดพระราชประเพณีมาอย่างแต่ก่อน และพระองค์ฆ่าเสียซึ่งหมู่มัจฉาชาติทั้งหลาย ด้วยเบ็ดแลข่าย ล้มตายเป็นอันมาก…บางทีเสด็จเที่ยวไปในท้องทุ่ง ทรงพระแสงปืนนกสับยิงต้องนานาสัตว์มฤคาทวิชาชาติทั้งหลายล้มตายเป็นอันมาก…

อันที่จริงการเที่ยวล่าสัตว์นั้นไม่น่าเป็นของใหม่สำหรับกษัตริย์ไทยพระนารายณ์เองก็มีรายงานของชาวต่างชาติว่าโปรดการล่าสัตว์เช่นกัน ทั้งการล่าสัตว์ยังเป็นการกีฬาอย่างหนึ่งซึ่งตัวเอกที่เป็นกษัตริย์ในวรรณคดีไทยบางเรื่องกระทำอยู่เช่นกัน เป็นต้นว่าพระพันวษาในเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นต้น

นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ ยังระบุว่าพระเจ้าท้ายสระก็มิได้รับการยกย่องจากพระราชพงศาวดารที่ชำระในครั้งธนบุรี-รัตนโกสินทร์เช่นกัน เพราะ

‘ทรงประพฤติเหตุในอโนตัปปธรรม แลเสด็จเที่ยวประพาสทรงเบ็ดเหมือนสมเด็จพระราชบิดา… ‘

ยิ่งกว่านั้นยังทรงออกกฎหมายห้ามกินปลาตะเพียนซึ่งเป็นปลาที่โปรดเสวยเป็นพิเศษ ถึงกับมีโทษปรับห้าตำลึง นับเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูงสำหรับสังคมที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจระบบเงินตรา รวมทั้งต้องถือว่าสูงแม้ในสมัยรัตนโกสินทร์เองด้วย กฎหมายที่ใช้ในสมัยนั้นกำหนดค่าปรับคดีวิวาทถึงขนาดทำให้คู่วิวาทตายถ้าผู้ตายเป็นชายวัยฉกรรจ์อายุ 21-25 ให้เสียเงินเพียง 13 ตำลึงเท่านั้น (กฎหมายตราสามดวง, เล่ม 1 : 200)

จะเห็นได้ว่ากำหนดโทษห้ามกินปลาตะเพียนของพระเจ้าท้ายสระนั้นออกจะไม่สมจริง และคงจะเป็นการแต่งเรื่องขึ้นในครั้งที่ได้ชำระพระราชพงศาวดารเมื่อหลัง พ.ศ. 2338 นี้เอง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...