นักปวศ.ไม่เชื่อ พระเจ้าท้ายสระ ห้ามชาวบ้านกินปลาตะเพียน ยกคอมเมนต์ 'นิธิ' เคยชี้ 'ไม่สมจริง'
ฮอตฮิต ชนิดติดกันทั้งบ้านทั้งเมือง สำหรับละครดังอย่าง ‘พรหมลิขิต’ ซึ่งล่าสุด ทำเอา‘ปลาตะเพียน’ ขึ้นเทรนด์ทวิตเตอร์ อันเนื่องมาจากฉากชวนน้ำลายไหลอย่างการรับประทานเมนูปลาตะเพียน ฝีมือ ‘พุดตาน’ โดยข้อเท็จจริงจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ บันทึกว่า ‘พระเจ้าท้ายสระ’ แห่งกรุงศรีอยุธยา โปรดเสวยปลาตะเพียนมากจนสั่งห้ามมิให้ใครๆจับปลาตะเพียนกินเด็ดขาด มิเช่นนั้นถึงขนาดมีโทษปรับ
หลักฐานที่ว่านี้ มาจาก ประชุมพงศาวดาร ภาคที่ 82 เรื่อง พระราชพงศาวดารกรุงสยาม จากต้นฉบับของ บริติชมิวเซียมกรุงลอนดอน ความตอนหนึ่งว่า
‘ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดินทรงพระประพฤติเหตุในอโนตัปปธรรม แล้วเสด็จเที่ยวประพาสทรงเบ็ดเหมือนสมเด็จพระราชบิดา แล้วพระองค์พอพระทัยเสวยปลาตะเพียน ครั้งนั้นตั้งพระราชกำหนดห้ามมิให้คนทั้งปวงรับพระราชทานปลาตะเพียนเป็นอันขาด ถ้าผู้ใดเอาปลาตะเพียนมาบริโภค ก็ให้มีสินไหมแก่ผู้นั้นเป็นเงินตรา 5 ตำลึง’
ประเด็นดังกล่าว เคยเป็นที่ถกเถียงและตั้งข้อสงสัยกันเนืองๆ ในกลุ่มนักวิชาการ ดังเช่น รศ.ดร.รุ่งโรจน์ ภิรมย์อนุกูล อาจารย์ภาควิชาประวัติศาสตร์ คณะมนุษยศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง ที่มีคอมเมนต์อย่างตรงไปตรงมา กับ ‘มติชนออนไลน์’ ว่า ‘ออกจะโอเวอร์เกินไป’ พูดง่ายๆคือ ไม่เชื่อ!
ถามว่า พงศาวดารระบุเช่นนั้้น ไม่เชื่อได้หรือ ?
อาจารย์ประวัติศาสตร์ อธิบายว่า เอกสารดังกล่าว ถูกเขียนขึ้นในสมัยรัตนโกสินทร์ ไม่ใช่ช่วงเวลาร่วมสมัย ส่วนตัวคิดว่าอาจเป็นการ ‘ดิสเครดิต’ ราชวงศ์บ้านพลูหลวง
“การถึงขนาดห้ามตกปลาตะเพียนนั้น ออกจะโอเวอร์เกินไป ปลาตะเพียน เป็นปลาที่นำมาปรุงอาหารได้ยาก ก้างเยอะ ต้องผ่านขั้นตอนต่างๆ มากมาย โดยเฉพาะปลาตะเพียนต้มเค็ม ไม่ใช่อาหารพื้นเมืองของชาวกรุงศรีอยุธยา แต่เป็นเมนูที่มาจากอาหารจีน ดังนั้น ต่อให้ไม่ออกพระอัยการห้าม ผมก็ไม่เชื่อว่าจะมีชาวบ้านจับกินจนถึงขนาดต้องห้าม” รศ.ดร.รุ่งโรจน์กล่าว
รศ.ดร. รุ่งโรจน์ ยังอ้างอิงถึงข้อเขียนของศาสตราจารย์ ดร. นิธิ เอียวศรีวงศ์ ผู้ล่วงลับ ที่ระบุไว้ในหนังสือ‘ประวัติศาสตร์รัตนโกสินทร์ในพระราชพงศาวดารอยุธยา’ ศิลปวัฒนธรรมฉบับพิเศษ สุจิตต์ วงษ์เทศ บรรณาธิการ
ความตอนหนึ่ง ดังนี้
‘พระราชพงศาวดารที่ชำระครั้งธนบุรี-รัตนโกสินทร์ บรรยายถึงกษัตริย์ราชวงศ์บ้านพลูหลวงแต่ละองค์ว่า เหี้ยมโหดบ้าง ขาดเหตุผลบ้าง อ่อนแอบ้าง……
พระราชพงศาวดารฉบับพระพนรัตน์กล่าวถึงพระเจ้าเสือตอน หนึ่งว่า
ครั้งนั้นสมเด็จพระเจ้าแผ่นดิน มิได้เสด็จอยู่ในพระนครนาน…เสด็จด้วยเรือพระที่นั่ง…ทรงเบ็ดตกนานามัจฉาชาติทั้งปวงต่างๆ ทรงสร้างแต่กุศลทุจริต ผิดพระราชประเพณีมาอย่างแต่ก่อน และพระองค์ฆ่าเสียซึ่งหมู่มัจฉาชาติทั้งหลาย ด้วยเบ็ดแลข่าย ล้มตายเป็นอันมาก…บางทีเสด็จเที่ยวไปในท้องทุ่ง ทรงพระแสงปืนนกสับยิงต้องนานาสัตว์มฤคาทวิชาชาติทั้งหลายล้มตายเป็นอันมาก…
อันที่จริงการเที่ยวล่าสัตว์นั้นไม่น่าเป็นของใหม่สำหรับกษัตริย์ไทยพระนารายณ์เองก็มีรายงานของชาวต่างชาติว่าโปรดการล่าสัตว์เช่นกัน ทั้งการล่าสัตว์ยังเป็นการกีฬาอย่างหนึ่งซึ่งตัวเอกที่เป็นกษัตริย์ในวรรณคดีไทยบางเรื่องกระทำอยู่เช่นกัน เป็นต้นว่าพระพันวษาในเรื่องขุนช้างขุนแผน เป็นต้น
นอกจากนี้ ศาสตราจารย์ ดร. นิธิ ยังระบุว่าพระเจ้าท้ายสระก็มิได้รับการยกย่องจากพระราชพงศาวดารที่ชำระในครั้งธนบุรี-รัตนโกสินทร์เช่นกัน เพราะ
‘ทรงประพฤติเหตุในอโนตัปปธรรม แลเสด็จเที่ยวประพาสทรงเบ็ดเหมือนสมเด็จพระราชบิดา… ‘
ยิ่งกว่านั้นยังทรงออกกฎหมายห้ามกินปลาตะเพียนซึ่งเป็นปลาที่โปรดเสวยเป็นพิเศษ ถึงกับมีโทษปรับห้าตำลึง นับเป็นจำนวนเงินค่อนข้างสูงสำหรับสังคมที่ยังไม่ก้าวเข้าสู่เศรษฐกิจระบบเงินตรา รวมทั้งต้องถือว่าสูงแม้ในสมัยรัตนโกสินทร์เองด้วย กฎหมายที่ใช้ในสมัยนั้นกำหนดค่าปรับคดีวิวาทถึงขนาดทำให้คู่วิวาทตายถ้าผู้ตายเป็นชายวัยฉกรรจ์อายุ 21-25 ให้เสียเงินเพียง 13 ตำลึงเท่านั้น (กฎหมายตราสามดวง, เล่ม 1 : 200)
จะเห็นได้ว่ากำหนดโทษห้ามกินปลาตะเพียนของพระเจ้าท้ายสระนั้นออกจะไม่สมจริง และคงจะเป็นการแต่งเรื่องขึ้นในครั้งที่ได้ชำระพระราชพงศาวดารเมื่อหลัง พ.ศ. 2338 นี้เอง