โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

"อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์" ทุ่ม 120 ล้านบาท ดันองค์กรสู่ยุคดิจิทัลเต็มตัว

ฐานเศรษฐกิจ

อัพเดต 21 ก.ค. 2568 เวลา 07.20 น. • เผยแพร่ 21 ก.ค. 2568 เวลา 22.10 น.

บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) หรือ ILM ผู้ประกอบธุรกิจร้านค้าปลีกเฟอร์นิเจอร์ ของใช้ภายในบ้าน และของแต่งบ้านครบวงจร เปิดเผยถึงการลงทุนครั้งสำคัญในการทรานส์ฟอร์มธุรกิจสู่ยุคดิจิทัลเต็มรูปแบบ ด้วยการนำระบบ RISE with SAP S/4HANA Cloud for Retail มาใช้ ซึ่งนับเป็นผู้ประกอบธุรกิจค้าปลีกรายแรกในประเทศไทยที่ดำเนินการดังกล่าว

นางสาวกฤษชนก ปัทมสัตยาสนธิ กรรมการผู้จัดการ บริษัท อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ จำกัด (มหาชน) ระบุว่า การเปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็วของเทคโนโลยีและพฤติกรรมผู้บริโภคในปัจจุบัน ทำให้ภาคธุรกิจจำเป็นต้องปรับตัวเพื่อรักษาขีดความสามารถในการแข่งขันและขับเคลื่อนองค์กรไปข้างหน้า การลงทุนกว่า 120 ล้านบาท ในการอัปเกรดระบบครั้งนี้ เป็นการวางรากฐานที่แข็งแกร่งสำหรับการเติบโตอย่างยั่งยืนในโลกธุรกิจค้าปลีกที่เปลี่ยนแปลงตลอดเวลา

ระบบ RISE with SAP S/4HANA Cloud for Retail เปรียบเสมือน "สมองกลอัจฉริยะ" ที่ทำงานบนฐานข้อมูลแบบ In-Memory ทำให้สามารถประมวลผลข้อมูลจำนวนมหาศาลได้แบบเรียลไทม์ และเชื่อมโยงการทำงานภายในองค์กรได้ครบทุกส่วนงาน โดยการพัฒนาระบบนี้เป็นการร่วมมือกับพันธมิตรชั้นนำ ได้แก่ บริษัท เน็กซัส ซิสเท็ม รีซอร์สเซส จำกัด ผู้เชี่ยวชาญด้านการวางระบบ SAP, SAP ผู้พัฒนาซอฟต์แวร์ ERP และ AWS ผู้ให้บริการคลาวด์แพลตฟอร์ม

โซลูชันใหม่นี้จะเข้ามาเสริมศักยภาพในมิติต่างๆ ของธุรกิจ ILM ดังนี้

  • การดำเนินงานหน้าร้าน (Store Operations): ช่วยเพิ่มความเร็วของระบบ ณ จุดขาย (POS) และเชื่อมโยงข้อมูลกับสต็อกสินค้าคงคลังแบบเรียลไทม์ ทำให้การจัดการงานขายและพนักงานมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น
  • การบริหารจัดการสินค้าคงคลัง (Supply Chain): สามารถบริหารจัดการสต็อกสินค้าได้อย่างแม่นยำ ลดต้นทุนการจัดเก็บ และติดตามสถานะการจัดส่งได้อย่างมีประสิทธิภาพ
  • การเงินและบัญชี (Finance and Accounting): สามารถออกรายงานทางการเงินได้แบบเรียลไทม์ ลดความซับซ้อนของกระบวนการ และช่วยให้การดำเนินงานเป็นไปตามข้อกำหนดทางกฎหมาย
  • การส่งเสริมการตลาด (Marketing): ช่วยให้เข้าถึงข้อมูลลูกค้าได้อย่างเรียลไทม์ สามารถนำข้อมูลไปพัฒนาสินค้าและบริการให้ตอบโจทย์ลูกค้าได้อย่างมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น

นางสาวกฤษชนก กล่าวเพิ่มเติมว่า การทรานส์ฟอร์มครั้งนี้จะช่วยเพิ่ม Productivity และสร้างโอกาสทางธุรกิจในหลายมิติ ด้วยความสามารถในการรองรับ Big Data ซึ่งเป็นแกนหลักสำคัญในการต่อยอดสู่การบริหารจัดการด้านต่างๆ เช่น CRM (Customer Relationship Management) และการวิเคราะห์เทรนด์พฤติกรรมผู้บริโภค เพื่อพัฒนาสินค้าและบริการได้อย่างตรงจุด

ทั้งนี้ บริษัทฯ ยังให้ความสำคัญสูงสุดกับความปลอดภัยทางข้อมูลของลูกค้า ซึ่งเทคโนโลยีดังกล่าวจะเข้ามาสนับสนุนด้านความปลอดภัย และยังรองรับการทำงานร่วมกับ AI ที่จะเข้ามาเสริมการทำงานในอนาคต ทำให้สามารถขับเคลื่อนธุรกิจให้เติบโตอย่างยั่งยืน ระบบดังกล่าวได้เริ่มใช้งานพร้อมกันที่ อินเด็กซ์ ลิฟวิ่งมอลล์ ทุกสาขาทั่วประเทศ ตั้งแต่วันที่ 17 กรกฎาคมที่ผ่านมา

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...