สมาคมบลจ.จับตาโค้งท้ายมิ.ย.นี้ คนแห่ใช้สิทธิภาษีผ่านThai ESGX
#สมาคม บลจ. #ทันหุ้น -สมาคม บลจ. คาด 2อาทิตย์เดตไลน์ลงทุน Thai ESGXจะมีเม็ดเงินไหลเข้ากองทุนมากขึ้น แม้ปัจจุบันจะยังไม่ได้ตามที่คาดหวัง เหตุตลาดไม่สดใส นักลงทุนไม่เชื่อมั่น พร้อมให้ไอเดียลงทุนถือนาน 5 ปี ตลาดอาจฟื้น เพราะรัฐบาลให้ความสำคัญกับเสถียรภาพตลาดทุน แถมลงทุนตอนนี้ถือว่าถูกได้ในราคาดิสเคานต์
นางชวินดา หาญรัตนกูล นายกสมาคมบริษัทจัดการลงทุน หรือ AIMC กล่าวว่า ในช่วง 2 สัปดาห์ สุดท้ายของเดือนมิถุนายน 2568 ยังคงคาดหวังว่าเม็ดเงินจะไหลเข้ากองทุนรวมไทยเพื่อความยั่งยืนแบบพิเศษ (Thai ESGX)ค่อนข้างมาก เพราะดูจากพฤติกรรมการซื้อกองทุนภาษีในทุกๆ ปีจะเห็นเม็ดเงินกระจุกตัวในช่วงเดือนสุดท้ายของปี ดังนั้น ทั้งเม็ดเงินใหม่และเม็ดเงินจากกองทุนหุ้นระยะยาว (LTF) มีโอกาสไหลเข้ามาในช่วงดังกล่าวค่อนข้างมาก
“วันนี้เม็ดเงินที่ค้างในระบบ LTF อยู่ที่ราว 1.4แสนล้านบาทที่ยังไม่ย้ายเข้ามา ส่วนเม็ดเงินใหม่ที่ลงทุนใน Thai ESGX ก็ยังไม่มากตามที่คาดหวัง ส่วนหนึ่งก็เป็นเรื่องของความกังวลกับการลงทุนในหุ้นไทย แต่ถ้าดูใส่ในที่แท้จริง Thai ESGX มีนโยบายลงทุนหลากหลาย ไม่จำกัดแค่หุ้นไทย 100% ยังสามารถกระจายลงทุนในหุ้นต่างประเทศ หรือตราสารหนี้ได้”
ทั้งนี้เกณฑ์ของ กองทุน Thai ESGX กำหนดลงทุนหุ้นไทยได้ในสัดส่วน 65-70%ดังนั้นสำหรับนักลงทุนที่ต้องการกระจายความเสี่ยงการลงทุนก็จะมีตัวเลือกมากกว่ากองทุนประหยัดภาษีแบบเดิมอย่างLTF ที่ให้ลงทุนหุ้นไทย 100% ขณะที่ AIMC คาดหวังว่าเม็ดเงินเข้าใหม่ใน Thai ESGX จะอยู่ที่ประมาณ 2 หมื่นล้านบาท และเม็ดเงินโอนย้ายจากกองทุน LTF อยู่ที่ราว 8 หมื่นล้านบาท
*นักลงทุนขาดความเชื่อมั่น
นางชวินดา กล่าวว่า นักลงทุนกังวลว่าเมื่อลงทุน ณ วันนี้ที่ตลาดถูกแล้ว ดูจาก ณ วันที่ 12 มิถุนายน 2568 P/E 15.30 เท่า และมีอัตราเงินปันผลตอบแทน (Dividend yield) ที่ 4.24% และมี P/BV 1.07 ในอนาคตจะถูกลงกว่านี้อีกหรือไม่ บวกกับความไม่เชื่อมั่นในตลาดหุ้นไทย จึงทำให้นักลงทุนยังไม่กล้าตัดสินใจซื้อกองทุน รวมถึงโอนย้ายกองทุน LTF ไป Thai ESGX เพราะกลัวที่จะขาดทุนหนัก
จริงๆ ถ้าเข้าไปดูใส่ในจะเห็นว่า ไม่ใช่ทุกกองทุน Thai ESGX ที่ขาดทุนมากกว่า SET อีกทั้ง ถ้าเห็นว่าดัชนีระดับนี้ถูกแล้ว การเข้าซื้อในจังหวะนี้พร้อมกับสิทธิประโยชน์ทางภาษีของ Thai ESGX ถือว่าผู้ลงทุนในตอนนี้ได้ราคาดิสเคานต์ (Discount) อีกด้วย ซึ่งจะมากน้อยแค่ไหนก็ขึ้นอยู่ที่ฐานภาษีของผู้ลงทุน
*ต้องสร้างเสถียรภาพ
นางชวินดา กล่าวอีกว่า ตลาดทุนถือเป็นกิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทย ดังนั้นใน 5 ปีข้างหน้า ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาลชุดไหนก็ต้องให้ความสำคัญต่อตลาดทุน เพราะเม็ดเงินที่เข้ามาในตลาดช่วยต่อยอดให้กับบริษัทจดทะเบียนได้นำไปลงทุนขยายธุรกิจ ดังนั้น ในอนาคตข้างหน้าแม้จะประเมินดัชนีหุ้นไทยไม่ได้แน่ชัด แต่เชื่อว่าภาครัฐก็จะเข้ามาให้ความสำคัญกับเสถียรภาพของตลาดทุนไทย สะท้อนจากเรื่อง เกณฑ์ชอร์ตเซล รวมถึงแก้โรบอทเทรด เป็นต้น
รวมถึงเรื่องของธรรมภิบาลของบริษัทจดทะเบียน ของผู้บริหาร ซึ่งก็เป็นอีกหนึ่งตัวแปรสำคัญที่ทำให้ความเชื่อมั่นนักลงทุนลดลง ในวันนี้สมาคม ร่วมกับสมาชิกบริษัทจัดการกองทุนหาแนวทางในการวางกฎเกณฑ์เพื่อคุมเข้มในเรื่องของ Good governance หรือ ธรรมภิบาล ดังนั้นบริษัทในตลาดหุ้นจะได้รู้ว่ามีนักลงทุนสถาบันที่มอนิเตอร์ ตามติดธรรมภิบาลขององค์กร รวมถึงผู้บริหารอยู่
“หลายบริษัทที่เราเกิดความสงสัย ก็จะถูกชี้แจงโดยผู้บริหาร ซึ่งการชี้แจงไหนที่เป็นเหตุเป็นผลเราก็สามารถลงทุนต่อ แต่ถ้าชี้แจงแล้วไม่เคลียร์ก็จะถูกลิสต์รายชื่อ พร้อมที่จะคัดออกจากพอร์ตลงทุน”
กองทุน Thai ESGX เปิดให้ซื้อหน่วยลงทุนตั้งแต่พฤษภาคม -มิถนายน 2568 โดยจะเปิดรับเม็ดเงินจาก 2 ส่วน เม็ดเงินโอนย้ายจากกองทุน LTFทั้งจำนวน ซึ่งจะได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีจากการลงทุน 5 แสนบาท อีกส่วน เป็นเม็ดเงินใหม่ที่ได้รับสิทธิลดหย่อนภาษีไม่เกิน 3 แสนบาท
ทั้งนี้ ผู้ลงทุนสามารถเลือกรับสิทธิประโยชน์ทางภาษีได้ 3 ส่วน ทั้งจาก Thai ESG วงเงิน 3 แสนบาท, จาก Thai ESGX ใหม่ 3 แสนบาท และจากการโยก LTF มา Thai ESGX อีก 500,000 บาท ซึ่งสามารถนำไปลดหย่อนภาษีได้โดยแบ่งวงเงิน ดังนี้ ปีแรก คือ ปี 2568 วงเงินลดหย่อนสูงสุด 300,000 บาท, ปีที่ 2 - 5 คือ ปี 2569-2572 วงเงินลดหย่อนอีก 200,000 บาท ทยอยใช้สิทธิในปีที่ 2 ถึงปีที่ 5 ได้ปีละไม่เกิน 50,000 บาท