โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

TUซื้อหุ้นคืนจบ4.3พันล. เล็งไตรมาส2พ้นจุดต่ำสุด

ทันหุ้น

อัพเดต 02 ก.ค. 2568 เวลา 07.35 น. • เผยแพร่ 02 ก.ค. 2568 เวลา 07.35 น.

#TU #ทันหุ้น – TU ปิดดีลซื้อหุ้นคืน จำนวน 400 ล้านหุ้น หรือคิดเป็น 8.98% มูลค่า 4,309.15 ล้านบาท ตอกย้ำความเชื่อมั่นนักลงทุน ด้านโบรกส่องผลงานไตรมาส 2/2568 ฟื้นตัว QoQ จากการผ่านพ้นช่วงโลว์ซีซันของธุรกิจ และเริ่มเห็นการเร่งซื้อสินค้าของลูกค้า แนะนำ Wait and See รอความชัดเจนด้านอัตราภาษี คงราคาเหมาะสม 10.80 บาท

นายธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU เปิดเผยว่า ตามที่บริษัทได้มีมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 8/2567เมื่อวันที่ 25 ธันวาคม 2567อนุมัติโครงการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริทารทางการเงิน โดยกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืนตั้งแต่วันที่ 2 มกราคม 2568-30 มิถุนายน 2568และมีมติที่ประชุมคณะกรรมการครั้งที่ 2/2568 เมื่อวันที่ 3 เมษายน 2568 แก้ไขรายละเอียดโครงการ โดยแก้ไขวงเงินซื้อคืนคิดเป็น 9.99% ของหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด ตามรายละเอียดในแบบรายงานการเปิดเผยการซื้อหุ้นคืนเพื่อบริพารทางการเงิน (แบบ TS-1.2) ลงวันที่ 3 เมษายน 2568ซึ่งได้เปิดเผยไปก่อนหน้านี้นั้น

*ซื้อหุ้นคืน 400 ล้านหุ้น

บริษัทขอเรียนให้ทราบว่า ณ วันที่ 30 มิถุนายน 2568ซึ่งเป็นวันครบกำหนดระยะเวลาซื้อหุ้นคืน จำนวนวนหุ้นที่ชื่อคืนในโครงการนี้ เป็นจำนวนทั้งสิ้น 400,038,900 หุ้น หรือคิดเป็น 8.98% ของจำนวนหุ้นที่จำหน่ายได้แล้วทั้งหมด คิดเป็นจำนวนเงินทั้งสิ้น 4,309,154,060 บาท

ทั้งนี้ เพื่อให้เป็นไปตามกฎเกณฑ์ที่เกี่ยวข้องในปัจจุบัน บริษัทจะสามารถจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนนี้ได้ภายหลังพ้นกำหนด 3 เดือน แต่ต้องไม่เกิน 3 ปี นับจากวันที่ชื่อหุ้นคืนเสร็จสิ้น และไมกรณีที่บริษัทไม่สามารถจำหน่ายน่ายหุ้นที่ซื้อคืนได้ทั้งหมด หรือจำหน่ายหุ้นที่ซื้อคืนไม่หมดภายในระยะเวลาที่กำหนด บริษัทจะดำเนินการลดทุนที่ชำระแล้วโดยวิธีตัดหุ้นที่ซื้อพื้นและยังใย่งไม่จำหน่ายทั้งหมดสำหรับระยะเวลาในการจำหน่ายหน้นที่ซื้อคืนในครั้งนี้ บริษัทจะนำเสนอต่อที่ประชุมคณะกรรมการบริษัทเพื่อพิจารณาและแจ้งให้ทราบต่อไป

*คาดผลงาน Q2 ฟื้นตัว

บริษัทหลักทรัพย์ หยวนต้า (ประเทศไทย) จำกัด ระบุถึง TU ว่า แนวโน้มกำไรปกติไตรมาส 2/2568 เบื้องต้นเราคาดเติบโต QoQ จากการผ่านพ้นช่วง Low Season ของธุรกิจ และเริ่มเห็นการเร่งซื้อสินค้าของลูกค้าบางส่วนก่อนที่อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ จะเริ่มบังคับใช้ในอัตราเต็มที่ อย่างไรก็ตาม คาดกำไรจะยังลดลง YoY จากฐานรายได้ และอัตรากำไรขั้นต้นที่สูงในปีก่อน เพราะราคาต้นทุนปลาทูน่าเฉลี่ยสูงขึ้น รวมถึงจะมีค่าใช้จ่ายที่ปรึกษาที่สูงขึ้น และเริ่มรับรู้อัตราภาษีจ่ายที่สูงขึ้นตามกฎ GMT เป็นไตรมาสแรก

ขณะที่ปัจจัยหลักที่ต้องติดตามหลังจากนี้คือการเจรจาภาษีของรัฐบาล โดยบริษัทมีการปรับเป้าหมายการเติบโตปี 2025 ลง สำหรับในกรณีที่ไทยโดนอัตราภาษี 10% ตั้งเป้าการเติบโตรายได้ที่ 1-3% (เดิม 3 -4%) และ GPM เป็น 18.0-9.0% (เดิม 18.5-19.5%) และ SG&A/ Sales เพิ่มเป็น 13.5-14.0% (เดิม 13.0-13.5%) ยังสอดคล้องกับประมาณการ ขณะที่หากโดนอัตราภาษีที่สูงกว่า 10% บริษัทมีแผนในการย้ายกำลังการผลิตสำหรับส่งออกไปตลาดสหรัฐ จากไทยไป Ghana และ Seychelles แทน ช่วยชดเชยผลกระทบบางส่วน แต่ยังมองว่าประมาณการยังมี Downside Risk หากเกิดกรณีดังกล่าว

*จับตานโยบายภาษี-เป้า 10.80 บ.

แม้ราคาหุ้นปรับลงมามาก -18.8% YTD สะท้อนปัจจัยลบด้านผลประกอบการที่อาจชะลอลง YoY ในปี 2568 จากผลกระทบของภาษีนำเข้าไปมากแล้ว ทำให้ Downside Risk เริ่มจำกัดมากขึ้น แต่มองว่ายังไม่จำเป็นต้องรีบเข้าลงทุน จากความเสี่ยงด้านอัตราภาษีนำเข้าที่ยังไม่แน่นอน คงคำแนะนำ TRADING คงราคาเหมาะสมที่ 10.80 บาท เชิงกลยุทธ์แนะนำรอเข้าลงทุนเมื่อมีความชัดเจนด้านอัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐจากไทย

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...