โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

Mad American สงครามการคลังขาดดุล

THE STANDARD

อัพเดต 11 มิ.ย. 2568 เวลา 01.36 น. • เผยแพร่ 11 มิ.ย. 2568 เวลา 01.36 น. • thestandard.co
Mad American สงครามการคลังขาดดุล

โลกการเงินช่วงนี้แทบไม่ได้เคลื่อนไหวจากภาคธุรกิจหรือธนาคารกลาง เพราะแค่ฝั่งการเมืองก็ป่วน เอาแน่นอนไม่ได้ สร้างความผันผวนไม่เว้นวัน

ล่าสุดนโยบายการคลังใหม่ของรัฐบาลสหรัฐฯ ‘One Big Beautiful Bill’ กำลังส่งสัญญาณความไร้วินัยอย่างชัดเจน เสี่ยงจะทำให้สหรัฐฯ สูญเสียความมั่นคงทางการคลังในระยะยาว

สำหรับโลกการเงิน การกระตุ้นทางการคลังมักเป็นพลังบวกให้กับทั้งตลาดหุ้น บอนด์สหรัฐฯ และดอลลาร์ แต่เมื่อระดับหนี้พอกพูน ดอกเบี้ยสูง ผลตอบรับอาจแตกต่างไปจากเดิม

นักลงทุนไทยจึงควรรู้ให้ทันว่านโยบายการคลังสหรัฐฯ รอบนี้จะเป็นตัวหนุนหรือตัวถ่วงสำหรับพอร์ตลงทุนของเรากันแน่

เริ่มต้น ต้องทำความเข้าใจก่อนว่า ทำไมการขยายนโยบายการคลัง มักเป็นบวกกันตลาดการเงิน คำตอบคือ ความเชื่อมั่น

หากมองย้อนกลับไปอดีต สหรัฐฯ มีประวัติศาสตร์ยาวนานในการใช้นโยบายการคลังขนาดใหญ่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจหรือแก้ไขวิกฤติได้สำเร็จเสมอ

เช่น ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 (1941–1945) รัฐบาลสหรัฐฯ ระดมใช้จ่าย ขาดดุลกว่า 45% GDP ต่อปี ส่งผลให้หนี้สาธารณะแตะระดับ 110% GDP อย่างรวดเร็ว อย่างไรก็ดี ผลลัพธ์คือเศรษฐกิจปรับตัวได้และเติบโตจนเป็นจุดเริ่มต้นของยุคทองของตลาดหุ้นสหรัฐฯ

ตัวอย่างต่อมาคือช่วงวิกฤติแฮมเบอร์เกอร์ (2008–2010) รัฐบาลอัดฉีดงบประมาณหนีวิกฤติ หนี้สาธารณะพุ่งจากราว 65% เป็นกว่า 90%GDP แม้ดอลลาร์จะอ่อนค่าลงตามดอกเบี้ยนโยบาย แต่ตลาดหุ้นและบอนด์ก็ฟื้นตัวตลอดทศวรรษ 2010

ล่าสุดช่วงวิกฤติโควิด-19 (2020–2021) แม้การกระตุ้นจะเกิดขึ้นอย่างมหาศาล จนทำให้หนี้สาธารณะพุ่งแตะ 125% GDP แต่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ฟื้นเร็วกว่าทั่วโลก หุ้นและดอลลาร์ทำผลตอบแทนเด่นไม่แพ้สินทรัพย์ไหน

กล่าวคือ ตราบใดที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ กลับมาแข็งแกร่ง นโยบายการคลังมักเป็นต้นทุนที่คุ้มค่า

แต่สถานการณ์ในปัจจุบันมีความแตกต่างที่หนี้สูงดอกเบี้ยแพง และเสี่ยงเสียความแข็งแกร่งทางการคลังระยะยาว

สหรัฐฯ มีหนี้สาธารณะเริ่มต้นที่สูงกว่า 120% GDP และภาระดอกเบี้ยที่ต้องจ่ายต่อปีราว 1 ล้านล้านดอลลาร์ เกือบจะเทียบเท่ากับงบกลาโหมทั้งปี ขณะที่ สัดส่วนรายจ่ายภาคบังคับเช่นสวัสดิการของรัฐก็เพิ่มขึ้นตามโครงสร้างประชากร

ด้านรายรับ ด้วยการลดภาษีถาวร รายได้ภาครัฐจึงจะเพิ่มขึ้นเพียงใกล้เคียงการขยายตัวของเศรษฐกิจ แม้จะมีแนวคิดเก็บภาษีนำเข้า (tariff) 10% กับทั่วโลก และเก็บเพิ่มอีก 30% กับสินค้าจีน แต่คาดว่าจะเพิ่มรายรับได้ราว 4 แสนล้านดอลลาร์ต่อปีเท่านั้น

เมื่อสมการเอียงไปทางขาดดุลต่อเนื่องยาวนาน ความเชื่อมั่นของนักลงทุนจึงต่ำ และอาจเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์ ที่วินัยทางการคลังกลายเป็นชนวนของความปั่นป่วนของโลกการเงิน

วิเคราะห์จากสถานการณ์การเมืองและการคลังในปัจจุบัน ผมมองว่าสหรัฐฯ มีโอกาสเดินหน้าสามแนวทาง โดยที่ผลกระทบกับสินทรัพย์ทางการเงินจะแตกต่างกันไป

กรณีดีที่สุดคือขาดดุลไม่มาก และเลื่อนการเก็บภาษีการค้าออกไปก่อน

ยังไม่สายที่สหรัฐฯ จะใช้นโยบายการคลังอย่างมีวินัย ขาดดุลต่ำ 5% GDP ต่อปี

ทางออกนี้อาจกดดันให้เศรษฐกิจชะลอตัวลง แต่จะทำให้ตลาดคลายความกังวล และเมื่อการคลังไม่กดดัน ภาษีการค้าก็สามารถเป็นแค่เครื่องมือต่อรองไม่ต้องเร่งรีบเก็บภาษีจริง

บอนด์ยีลด์สหรัฐฯ อายุ10ปี จะลดลงต่ำกว่า 4.5% หุ้นลุ้นทำจุดสูงสุดใหม่ และดัชนีดอลลาร์แข็งค่ากลับขึ้นราว 5%

อย่างไรก็ดี กรณีที่มีโอกาสเกิดขึ้นมากที่สุดตอนนี้คือขาดดุล 6-7%ต่อปี และใช้ภาษีนำเข้าเพื่อหารายได้เสริม

มีความเป็นไปได้มากที่รัฐสภาสหรัฐฯ จะต่อรองนโยบายการคลังลงเพียงเล็กน้อย ทำให้การขาดดุลสูง 6-7% GDP และเลือกที่จะเก็บภาษีการค้ากับทั่วโลก

ในกรณีนี้ แม้ตลาดหุ้นและดอลลาร์อาจไม่ได้รับผลกระทบเชิงลบมากไปกว่าปัจจุบัน แต่ปริมาณการออกบอนด์มีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ต่างชาติลดการถือครองจะดันให้ยีลด์ระยะยาว (10-30ปี) ปรับตัวสูงขึ้นเหนือ 5%

กรณีที่เสี่ยงที่สุด คือไม่มีใครหยุดนโยบายขาดดุลการคลังและสงครามการค้าเลย

โครงการลดกระตุ้นเศรษฐกิจทั้งหมด คาดว่าจะสร้างภาระรขาดดุลสูงถึง 8-10% GDP ต่อปี มีโอกาสสูงขึ้นที่สหรัฐฯ จะเลือกเก็บภาษีการค้าสูงกว่า 10% เพื่อชดเชยทางการคลัง

เมื่อต่างชาติเกินดุลการค้าลดลง แรงซื้อสินทรัพย์สหรัฐฯ จากต่างชาติก็จะลดตามไปด้วย เมื่อเกิดพร้อมความกังวลเสถียรภาพการคลัง แรงขายทำกำไรในหุ้นสหรัฐฯ จะกลับมา กดดันให้ S&P 500 ถอยลงไปทดสอบระดับ 5,000 จุด ขณะที่ดอลลาร์อาจอ่อนค่าลงอีก 5-10%

ความไม่แน่นอนที่กำลังเกิดขึ้นนี้ ย้ำว่านักลงทุนไม่สามารถมองนโยบายการคลังแบบเดิมได้อีกต่อไป

กลยุทธ์ที่เหมาะสมอาจไม่ใช่แค่ Buy Every Dip แต่ควรสร้างพอร์ตที่ทนต่อการอ่อนค่าของดอลลาร์ หรือยีลด์ที่สูงขึ้นได้เป็นอย่างน้อย

ยิ่งรัฐบาลไร้วินัย นักลงทุนยิ่งต้องมีวินัยมากขึ้นครับ

นโยบายการคลังและการค้าสหรัฐฯ

นโยบายการคลังและการค้าสหรัฐฯ รวมถึงคาดการณ์กรอบตัวแปรตลาดในครึ่งหลังปี 2025

อ้างอิง: FSS Global Investment Strategy

ภาพ:AlpamayoPhoto / Getty Images

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...