หมอ ชี้! ทำหลายอย่างพร้อมกัน คุ้มมั้ย?กับราคาสุขภาพที่ต้องจ่าย
ใครเคยทำงานหลายๆอย่างพร้อมกันบ้าง?
วันนี้(6 มิ.ย.68) ผศ.นพ.สุรัตน์ ตันประเวช แพทย์เชี่ยวชาญด้านสมองและระบบประสาท ได้ออกมาโพสต์ให้ความรู้เกี่ยวกับการทำงานที่บางคนอาจประสบกับการทำงานหรืออะไรหลายๆอย่างในเวลาเดียวกันจนส่งผลเสียต่อสุขภาพ วันนี้หมอได้มาบอกต่อผ่านเฟซบุ๊ก “สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์” เผยว่า…
“บางคนทำหลายอย่างพร้อมกัน ข้ออ้างของการทำให้งานมีประสิทธิภาพและว่องไว ผสมกับเครื่องมือดิจิทัลที่ช่วยให้เร่งการทำงานให้ไวขึ้นเหมือนเป็นทักษะคนยุคใหม่และภาพลวงของความสำเร็จ ซึ่งเราเรียกบุคคลเหล่านี้ว่า multitasking มนุษย์ที่ทำหลายอย่าง บ้างก็ประชุม ร่วมกับ check mail แล้ว shift การสนใจไปที่ข่าวใหม่ๆทางมือถือ แต่ใครทำเรื่องนี้เป็นประจำมันจะติดเป็นนิสัยและมันเป็นเรื่องของ สมองที่ถูกสอนจนเปลี่ยนแปลง ฮอร์โมนและโครงสร้าง แต่แท้จริงแล้ว สมองของคนเราไม่ได้ถูกออกแบบมาให้ทำงานซับซ้อนได้หลายอย่างในเวลาเดียวกัน แต่สมองจะสลับความสนใจอย่างรวดเร็วระหว่างงานต่าง ๆ ซึ่งกระบวนการนี้เรียกว่า “task-switching”
ซึ่งถึงแม้บางงานจำเป็นต้องใช้การทำงานสลับโหมดแบบนี้ แต่การสลับงานแบบนี้มีต้นทุนในแง่ของเวลาและความแม่นยำ โดยงานวิจัยชี้ว่า การมัลติทาสก์สามารถลดประสิทธิภาพในการทำงานได้ถึง 40% และเพิ่มอัตราความผิดพลาดแบบเห็นได้ชัด ปัญหาคือ ตอนนี้เซล์ลสมองเรากำลังถูกสอนให้ทำงานแบบนี้ตลอดเวลาด้วยสื่อหน้าจอและการแย่งความสนใจจากโฆษณา และเวลาของงานที่ต้องจดจ่อ จะลดลงไป เรียกว่า “สมาธิสั้น”
เพราะฉะนั้นการทำหลายอย่างพร้อมกันอยู่ตลอด ส่งผลเสียต่อความจำทั้งในระยะสั้นและระยะยาว ส่วนคนที่มีพฤติกรรมมัลติทาสก์บ่อย ๆ โดยเฉพาะกับสื่อดิจิทัล มักมีความจำต่ำกว่าคนที่โฟกัสกับสิ่งๆเดียว
ทั้งนี้ University of Surrey ศึกษา เผยว่า การมัลติทาสก์ประกอบด้วยหลายรูปแบบ เช่น
• Concurrent multitasking: ทำสองอย่างในเวลาเดียวกัน
• Task-switching: สลับทำงานไป-มา
• Complex multitasking: การจัดลำดับความสำคัญและวางแผนระหว่างหลายงาน
สิ่งเหล่านี้มันก็จะโยงไปถึงราคาของการทำงานแบบนี้ นั่นก็คือ “ความเครียดและสุขภาพจิต”
การใช้ชีวิตในโลกดิจิทัลอยู่ตลอดทำให้หลายคนเข้าสู่ภาวะ “Continuous Partial Attention” คือการสนใจเพียงบางส่วนกับหลายสิ่งพร้อมกันแบบต่อเนื่อง ส่งผลให้ความคิดตื้น ความเครียดเพิ่มและสมาธิลดลง ภาวะนี้ยังทำให้ขอบเขตของชีวิตและการทำงานเลือนลาง และสมองจะถูกเชื่อมโยงหลายสิ่งจนนำไปสู่ความเหนื่อยล้าเรื้อรังและภาวะหมดไฟ โดยงานวิจัยที่พบว่าคนที่มัลติทาสก์มาก มีระดับฮอร์โมนความเครียดสูงกว่าคนที่ทำงานแบบโฟกัส แม้แต่ก่อนนอน เป็นเวลาที่สมองจะเข้าสู่โหมดจำศีลประจำวัน การเล่นมือถือจะยิ่งเร่งฮอร์โมนเครียดขึ้นไปอีก จนกว่าสมองจะล้าจะหมดแรงหลับไปเอง แต่นี่ไม่ใช่สิ่งที่ดี ความเครียดเรื้อรัง เป็นบ่อเกิดโรคทางหลอดเลือด อัมพาตและหัวใจ
แต่เราก็มีวิธีแก้-ฝึก ทำงานแบบ “ทำทีละอย่าง” เรียกว่า monotasking จง focus อย่างเทคนิคอย่างการ “จัดตารางเวลา” (Time-blocking) ซึ่งกำหนดเวลาสำหรับแต่ละงานอย่างชัดเจน รวมถึงการสร้างสภาพแวดล้อมที่ไม่มีสิ่งรบกวน เช่น ปิดการแจ้งเตือนหรือวางโทรศัพท์ให้ห่างจากโต๊ะทำงานก็ช่วยได้
นี่ก็เป็นอีก 1 ความรู้ที่หลายคนอาจจะพบเจออยู่นะคะ แต่ถ้าเราลองคิดทบทวนตัวเองดูและลองปรับตัวเองในกรณีที่ต้องเจอเรื่องแบบนี้ ก็จะทำให้ทุกคนสามารถรับมือได้อย่างแน่นอนค่ะ ‘อีจันเป็นกำลังใจให้ สู้ๆนะคะ’
ที่มา: เพจเฟซบุ๊ก สาระสมองกับ อจ.หมอสุรัตน์ https://www.facebook.com/share/p/1AmGDsA6so/