โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

การเมือง

‘ประศาสน์’ นำทีมแถลงผลประชุม JBC ลั่นราบรื่นกว่าทุกครั้ง ยันไม่มีคุยแผนที่ 1:200,000

The Reporters

อัพเดต 16 มิ.ย. 2568 เวลา 09.15 น. • เผยแพร่ 16 มิ.ย. 2568 เวลา 09.15 น.

'ประศาสน์' นำทีมแถลงผลประชุม JBC ลั่นราบรื่นกว่าทุกครั้ง ยันไม่มีคุยแผนที่ 1:200,000 เดินหน้าปักปันเขตแดนใหม่ คาด ใช้แผนที่ 1:50,000 รับเสียดายปม 4 พื้นที่พิพาท หลัง 'ฮุน มาเนต' สั่งทีมกัมพูชาไม่ให้ยกมาเจรจา

วันนี้ (16 มิ.ย. 68) กระทรวงการต่างประเทศ นำโดยนายประศาสน์ ประศาสน์วินิจฉัย อดีตเอกอัครราชทูต ณ กรุงพนมเปญ ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย-กัมพูชา (JBC) กล่าวถึงการประชุมคณะกรรมาธิการ JBC ครั้งที่ 6 ณ กรุงพนมเปญ ประเทศกัมพูชาว่า การประชุมดังกล่าวถือว่าราบรื่นที่สุดตั้งแต่ตนเองเคยประชุมมา เพราะปกติจะทะเลาะ อัดกันหนักกว่านี้ ผลการประชุมนี้ถือว่าประสบความสำเร็จในแง่ของด้านเทคนิค และการประนีประนอม

สำหรับขั้นตอนการทำงานของ JBC มี 5 ขั้นตอน 2 ระยะ ระยะที่ 1 ขั้นตอนแรก คือการสอบหาหลักเขตที่ปักไว้สมัยรัชกาลที่ 6 ประมาณปี 2462-2463 ทั้งหมด 74 หลัก ได้รับความเห็นชอบในปี 2561 ไปแล้ว 45 หลัก ส่วนอีก 29 หลัก ทั้งสองรัฐบาลยังเห็นต่างกัน

ขณะที่การทำงานอีกระยะหนึ่ง คือการทำแผนที่จากถ่ายภาพทางอากาศ เนื่องจากกัมพูชาต้องการให้หาหลักเขตเก่าที่ 6 แต่ไทยมองว่าไม่เพียงพอ เพราะต้องการให้ดำเนินการคล้ายกับประเทศมาเลเซีย ให้เห็นเขตแดนที่ชัดเจนขึ้นเพื่อปักหลักเขตแดนเพิ่มเติม จากนั้นเมื่อได้แผนที่จากภาพถ่ายอากาศแล้วทั้งสองฝ่ายต้องมาพูดคุยกันว่าจะเดินสำรวจเพื่อที่จะปักปันเขตแดนในแนวใด หากเห็นพื้นที่ต่างกันก็ต้องเดินสำรวจทั้ง 2 แนวทาง เป็นทำเส้นทางเป็นคู่มือให้เจ้าหน้าที่ได้ทำงาน จากนั้นเมื่อเจ้าหน้าที่ที่ปฏิบัติงานเห็นพ้องตรงกันในพื้นที่ ก็นำข้อมูลกลับมาประชุมร่วมกันเพื่อพิจารณาเห็นชอบในแผนที่ฉบับใหม่ โดยไม่ต้องใช้แผนที่เดิมจากฝรั่งเศส

ผลการประชุม JBC ประธานในที่ประชุมของทั้งสองฝ่ายเห็นชอบในหลักเขตแดน 45 จุด ในการประชุมของคณะอนุกรรมาธิการด้านเทคนิค (JTSC) ก่อนหน้านี้ รวมทั้งเห็นในการปฏิบัติงานในการใช้อากาศยานไร้คนขับ หรือโดรนในการสร้าง Photo Map โดยใช้ระบบไรด้าสแกน (LiDAR Scan : Light Detection and Ranging) แต่ขณะนี้ติดปัญหาว่าใครจะทำ จะจ่ายเงิน ซึ่งตามหลักการปฏิบัติทั่วไปคือ การช่วยกันจ่ายคนละครึ่ง อีกทั้งการร่วมปฎิบัติงานกับกัมพูชามีความละเอียดอ่อนว่าใครจะเป็นฝ่ายบิน หรือดำเนินการบนเครื่องบินอย่างไร

นอกจากนี้กัมพูชายังเสนอให้สำรวจหลักแดนอื่นนอกจาก 45 หลัก แต่ JBC ฝ่ายไทยเห็นว่าตอนนี้ยังไม่มีคู่มือการทำงานให้กับเจ้าหน้าที่ รวมถึงการทำงานต้องมี Photo Map ก่อน เพราะมีความกังวลถึงความปลอดภัย และวัตถุระเบิดในพื้นที่

นายประศาสน์ อธิบายเพิ่มถึงการประชุมที่มีเนื้อหาละเอียดอ่อน โดยจะเป็นการประชุมกลุ่มเล็ก ซึ่งข่าววาระการประชุมที่มีหลุดออกมาคือ วาระก่อนการประชุมกลุ่มเล็กของทั้ง 2 ฝ่าย ย้ำว่าการทำงานของคณะ JBC คือการทำให้เห็นเขตแดนอย่างชัดเจน โดยยกตัวอย่างของประเทศมาเลเซียที่ใช้เวลานานกว่า 12 ปีกับเขตแดน 556 กิโลเมตร โดยที่ไม่มีปัญหาของการเมืองเข้ามาแทรกแซง แต่กับไทยเรียกได้ว่ายังไม่ถึงขั้นตั้งไข่ ไม่รู้ว่าจะสำเร็จได้เมื่อไร อาจจะนาน 15-20 ปีในด้านเทคนิค ที่ไม่เกี่ยวข้องกับเรื่องการเมือง

ในช่วงถามตอบ ผู้สื่อข่าวได้ถามถึงความสับสนในการนำสัดส่วนของแผนที่ 1:200,000 ของกัมพูชา และ 1:50,000 ของไทย นายประศาสน์ กล่าวว่า ตามข่าวว่าตนเองไปเห็นชอบแผนที่ 1:200,000 ขอยืนยันว่าไม่มีการพูดคุยกันเลย ซึ่งแผนที่ใหม่นี้เป็นการทำร่วมกันของทั้งสองฝ่าย ไม่มีการเกี่ยวข้องกับทั้งสองรูปแบบ อย่างไรก็ตามแผนที่ใหม่ ที่จะทำร่วมกันใหม่จะเป็นอาจเป็น 1:50,000 เพราะเป็นแผนที่ทางยุทธการมีความละเอียดมากอยู่แล้ว

ผู้สื่อข่าวถามต่อว่า กัมพูชาได้แจ้งเรื่องการนำ 4 พื้นที่ข้อพิพาทขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) ในที่ประชุม และไทยจะมีโอกาสเสนอเข้าหารือในระดับทวิภาคีต่อไปหรือไม่ นายประศาสน์ ระบุว่า เรื่อง 4 พื้นที่พิพาท กัมพูชาได้รับนโยบายจากนายฮุน มาเนต นายกรัฐมนตรีกัมพูชาว่าไม่ให้นำเข้าที่ประชุมเลย ซึ่งตนเองเสียดายที่ไม่นำมาเจรจา เพราะในอดีตเคยมีบุคลากรเข้าไปตรวจสอบพื้นที่ เพื่อที่จะหาแนวทางไม่ให้เกิดการบังคับและกำหนดมาตรการในการอยู่ร่วมร่วมกัน ซึ่งก่อนการเข้าร่วมประชุมชุดใหญ่ ตนเองก็ถามย้ำไปแล้วว่าจะนำเรื่องดังกล่าวประชุมด้วยหรือไม่ ซึ่งฝั่งกัมพูชาก็ยืนยันว่าจะไม่นำเข้าประชุมเนื่องจากได้รับคำสั่งอย่างชัดเจน

ด้าน นายเบญจมินทร์ สุกาญจนัทจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กล่าวว่าตามข้อเท็จจริงทราบกันดีแล้วว่าฝ่ายกัมพูชานำประเด็น 4 พื้นที่พิพาทไปสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) แต่รัฐบาลยังไม่ได้รับแจ้งจากฝ่ายกัมพูชาหรือ ICJ

ทั้งนี้การจะนำเรื่องเข้าสู่การพิจารณาศาลโลก ทั้งสองฝ่ายต้องยอมรับเขตอำนาจศาล ซึ่งไทยชัดเจนว่าไม่ยอมรับอำนาจของศาลโลกตั้งแต่ปี 2503 เช่นเดียวกับอีก 118 ประเทศ เราจึงต้องพิจารณากลไกการแก้ปัญหาข้อพิพาทต่าง ๆ อย่างถี่ถ้วน รวมถึงนัยยะของอธิปไตยต่อประเทศ

นายเบญจมินทร์ ยอมรับว่าการที่กัมพูชาร้องต่อศาลโลกเป็นเรื่องที่น่าเสียดาย โดยปกติการจะไปศาลโลกได้ทั้งสองฝ่ายจะต้องมาตีกรอบ ตกลงร่วมกัน ไม่เหมือนกับการที่คนสองคนขึ้นศาลปกติแต่ประเด็นนี้กัมพูชากลับเสนอเรื่องต่อสาธารณชนมากกว่าจะมาพูดกับรัฐบาลไทย จึงเป็นเรื่องน่าเสียดายอีกซ้ำสอง เป็นการปิดโอกาสที่ทั้งสองฝ่ายพูดคุยกันอย่างเปิดอก

สำหรับ MOU 2543 เป็นสนธิสัญญาระหว่างไทยกับกัมพูชา เกี่ยวกับเรื่องการปักปันเขตแดน ในข้อ 8 กำหนดไว้ว่า หากมีปัญหา หรือการตีความ หรือการบังคับใช้ MOU ให้ทั้งสองฝ่ายปรึกษาหารือหรือเจรจากันก่อน ขณะที่กฎบัตรสหประชาชาติ เน้นให้คู่กรณีได้พูดคุยกันก่อน และยังมีกลไกอื่น ๆ อีกมากก่อนที่จะนำเรื่องไปศาลโลก ทั้งนี้หากดูข้อเท็จจริงกัมพูชายังไม่เคยพูดคุยเรื่อง 4 พื้นที่ข้อพิพาทกับไทยเลย

“เรามีกลไกทวิภาคีที่มีประสิทธิภาพทั้ง JBC RBC และ GBC จึงขอเรียกร้องให้ฝ่ายกัมพูชากลับมาใช้กลไกที่มีอยู่” นายเบญจมินทร์ กล่าว

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...