“ทองคำ” มีติดพอร์ตไว้ “อุ่นใจ”... ราคายังอยู่ในช่วงต้นของ “Bull Market” !!!
Where2put Ur Money: ในโลกการลงทุนที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว “ทองคำ” กลายเป็นพระเอกที่หลายคนไม่คาดคิดว่าจะสร้างผลตอบแทนได้แรงขนาดนี้
เราได้ยินผู้ใหญ่พูดกันบ่อยมากเลยนะคะว่า “มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่” ฟังตอนเด็กก็คิดว่าเว่อร์ แต่พอมาอยู่ในตลาดการลงทุนช่วง 1–2 ปีหลังนี้… ดันจริงแบบไม่มีข้อโต้แย้งเลยค่ะ
เพราะตั้งแต่ปี 2024 เป็นต้นมา ทองคำสร้างผลตอบแทนได้อย่างโดดเด่น ราคาทำ “สถิติสูงสุดใหม่”ต่อเนื่องทั้งในรูปสกุลเงินดอลลาร์และเงินบาท ซึ่งเกิดขึ้นท่ามกลางแรงหนุนจาก “ปัจจัยเสี่ยง” หลายประการที่สร้างแรงกดดันต่อเศรษฐกิจโลก
“ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนทิศนโยบายการเงินของประเทศมหาอำนาจ หรือแม้กระทั่งความไม่แน่นอนจากการกลับมาของ ‘Donald Trump’ ซึ่งล้วนแล้วแต่ทำให้นักลงทุนทั่วโลกกลับมาให้ความสนใจกับทองคำอีกครั้ง”
ราคาทองคำปี 2025: ทำ “All Time High” อย่างต่อเนื่อง
ราคาทองคำในปี 2025 ทำระดับ “สูงสุดใหม่” (All Time High)ต่อเนื่องไม่หยุดตั้งแต่เริ่มปี โดยราคาทองคำในสกุลเงินดอลลาร์สหรัฐฯ พุ่งแตะระดับ $3,500ต่อออนซ์ ในช่วงเดือนเมษายนที่ผ่านมา ซึ่งนับว่าเป็นการปรับตัวขึ้นอย่างรวดเร็วภายในเวลาไม่กี่เดือน โดยปัจจุบัน ณ ต้นเดือนพฤษภาคม ราคายังคงยืนอยู่ในระดับสูงเหนือ $3,300
“ขณะที่ราคาทองคำแท่งทะลุแนวต้านสำคัญที่ 50,000 บาทต่อบาททองคำ และเคลื่อนไหวอยู่บริเวณ 52,250 บาทซึ่งเป็นระดับที่ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อนในประวัติศาสตร์การซื้อขายทองคำไทย”
ปัจจัยขับเคลื่อนในปี2025: “ความกลัว” และ “ความไม่แน่นอน”
โลกของตลาดการลงทุนกำลังถูกครอบงำ ด้วยความไม่แน่นอนจากหลายทิศทาง ไม่ว่าจะเป็นความขัดแย้งที่ยืดเยื้อในตะวันออกกลาง ความตึงเครียดด้านการค้าระหว่างสหรัฐฯ-จีนและประเทศต่างๆ ทั่วโลก ไปจนถึงความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกที่กำลังเข้าสู่ช่วงชะลอตัวลง และ อีกปัจจัยสำคัญคือ ทิศทางของนโยบายการเงินของสหรัฐฯ
โดยเสียงส่วนใหญ่คาดว่า Fed จะเริ่ม “ลดดอกเบี้ย” ภายในครึ่งหลังของปี ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่เริ่มชะลอตัวและอัตราเงินเฟ้อที่อยู่ในระดับทรงตัว การที่ดอกเบี้ยมีแนวโน้มลดลงทำให้ “ทองคำ” ยิ่งดูน่าสนใจในฐานะสินทรัพย์ที่ไม่มีผลตอบแทนดอกเบี้ย (Non-Yielding Asset) เพราะต้นทุนในการถือครองลดลงอย่างมีนัยสำคัญ อีกทั้งการลดดอกเบี้ยทำให้ “US Dollar” จะอ่อนค่าลง จึงให้นักลงทุนเริ่มมองหาสินทรัพย์ที่มี Value ในตัวเอง เหมาะเป็นสินทรัพย์ป้องกันความเสี่ยงในช่วงที่ US Dollarมีแนวโน้มอ่อนค่าจากปัจจัยต่างๆ ข้างต้น “ซึ่งทองคำคือคำตอบที่ไม่เคยล้าสมัย”
นอกจากนี้ การที่ “ธนาคารกลางทั่วโลก” หันมาสะสมทองคำในสัดส่วนที่สูงขึ้น เป็นอีกปัจจัยหนุนที่สำคัญ “รายงานจาก World Gold Council ระบุว่า ในไตรมาสแรกของปี 2025 ธนาคารกลางทั่วโลก โดยเฉพาะจากจีน อินเดีย และรัสเซีย ยังคงซื้อทองคำในระดับที่สูง แม้จะลดลงจากช่วงเดียวกันของปีก่อน แต่ยังสูงกว่าค่าเฉลี่ยระยะยาว สะท้อนถึงความต้องการกระจายความเสี่ยงจากการถือครองดอลลาร์ และเพิ่มความมั่นคงในทุนสำรองระหว่างประเทศ”
ในอดีต “ราคาทองคำ” เคยพุ่งแรงแบบนี้มาก่อนหรือไม่?
หากย้อนกลับไปดูการเคลื่อนไหวของราคาทองคำในอดีต จะพบว่าในทุกช่วงเวลาที่โลกเผชิญความไม่แน่นอนอย่างรุนแรง ทองคำมักจะกลายเป็น “พระเอก” ที่สร้างผลตอบแทนได้ดีมาโดยตลอด
ช่วง วิกฤต Subprime ปี 2008: ทองคำพุ่งจากประมาณ $730 ในเดือนตุลาคม 2008 ขึ้นไปแตะ $1,920 ในเดือนกันยายน 2011 เพิ่มขึ้นกว่า 163% ในเวลา 3 ปี
ช่วงCOVID-19 ปี 2020: ราคาทองคำทะยานจากราว $1,575 เมื่อต้นปี ขึ้นสู่ $2,060 ในเดือนสิงหาคม เพิ่มขึ้นกว่า 30% ภายใน 8 เดือน ท่ามกลางความกลัวเศรษฐกิจถดถอยและนโยบายการเงินที่เตรียมผ่อนคลายทั่วโลก
ช่วง "Trump 1.0":ในไตรมาสสุดท้ายของปี 2018 ดัชนี S&P 500 ปรับตัวลดลง 5% จากความกังวลเกี่ยวกับสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ กับจีน โดยในช่วงเวลาดังกล่าว ราคาทองคำปรับตัวขึ้นจากระดับ $1,200 ต่อออนซ์ในเดือนตุลาคม 2018 เป็นประมาณ $1,300 ต่อออนซ์ในเดือนกุมภาพันธ์ 2019 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 8.3% ภายในระยะเวลา 4 เดือน
ช่วงต้นปี 2022–2023: ที่ทั่วโลกเผชิญแรงกดดันจากเงินเฟ้อสูง และธนาคารกลางสหรัฐฯ ต้องขึ้นดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว ส่งผลให้ตลาดทุนทั่วโลกเผชิญความผันผวนรุนแรง แถมยังมีสงครามระหว่างรัสเซีย–ยูเครนมาเร่งให้เกิดความกังวลในตลาดอีก ทำให้ราคาทองคำได้ปรับตัวขึ้นอีกครั้ง จากระดับ $1,800 ไปแตะระดับ $2,070 ในช่วงกลางปี 2023 คิดเป็นการเพิ่มขึ้นประมาณ 8%
“สิ่งที่เราควรเรียนรู้จากอดีตคือ ‘ทองคำ’ อาจจะไม่ใช่สินทรัพย์ที่ให้ผลตอบแทนดีที่สุดในระยะยาวเมื่อเทียบกับหุ้น แต่ในช่วงที่เกิดความกลัวหรือเหตุการณ์ไม่คาดฝัน ทองคำมักจะเป็น ‘สินทรัพย์ที่นักลงทุนหันไปหาก่อนเป็นอันดับแรก’ เพราะสามารถเก็บมูลค่าได้ดี และมักจะให้ผลตอบแทนสูงในช่วง 12–18 เดือนแรก หลังจากเกิดวิกฤตความกังวลต่างๆ”
มุมมองของ “นักวิเคราะห์ทั่วโลก” เป็นอย่างไร ?
“สถาบันการเงินระดับโลก” หลายแห่งต่างก็ออกมาปรับมุมมองต่อราคาทองคำในปีนี้อย่างพร้อมเพรียง โดย “Goldman Sachs” ประเมินว่าทองคำยังอยู่ในช่วงต้นของ “Bull Market” และมีโอกาสปรับตัวขึ้นแตะระดับ $3,700 ภายในสิ้นปี หากความไม่แน่นอนยังดำเนินต่อไป ขณะที่ “J.P. Morgan” มองว่าทองคำจะกลายเป็น Core Defensive Asset ที่ทุกพอร์ตควรมี และอาจเห็นระดับ $4,000 หากเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะชะลอรุนแรงในช่วงปลายปีจากนโยบายการค้าของทรัมป์ และ ทาง “Citi” ปรับราคาเป้าหมายระยะสั้นขึ้นเป็น $3,500 จากแรงซื้อของธนาคารกลางต่างๆ ในเอเชียและความกังวลด้านนโยบายการค้า
ในปีที่เศรษฐกิจโลกสั่นสะเทือนจากหลายแรงกดดัน ทองคำได้พิสูจน์อีกครั้งว่าเป็น “สินทรัพย์หลบภัย” ตัวจริง ที่ไม่ใช่แค่เก็บมูลค่าได้ แต่ยังสามารถสร้างผลตอบแทนในวันที่สินทรัพย์อื่นๆ ผันผวน
“เราอาจจะยังบอกไม่ได้อย่างชัดเจนว่าราคาทองคำจะไปได้ไกลแค่ไหนในปีนี้ แต่สิ่งหนึ่งที่ชัดเจนคือ ทองคำได้กลับมาเป็นตัวเลือกสำคัญในพอร์ตการลงทุนของใครหลายคนอีกครั้ง และ ‘ไทร’ เชื่อว่าเพื่อนๆ นักลงทุนเอง ก็ควรมีทองคำติดพอร์ตไว้เสมอ ไม่ว่าจะเพื่อกระจายความเสี่ยง หรือเพื่อความอุ่นใจในวันที่ตลาดผันผวน”
อย่ารอให้โลกสั่นสะเทือนก่อน ถึงจะหันมามอง “ทองคำ” เลยค่ะ เพราะอย่างที่เค้าว่ากัน…“มีเงินนับเป็นน้อง มีทองนับเป็นพี่” คำนี้ยังใช้ได้ดีไม่มีตกยุคค่ะ