โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

“เวียดนาม” อัดแพ็กเกจเงินกู้ 20,000 ล้านดอลล์ หนุนโครงสร้างพื้นฐาน-เทคโนโลยี ตั้งเป้า GDP โต 8%

การเงินธนาคาร

อัพเดต 09 พ.ค. 2568 เวลา 14.27 น. • เผยแพร่ 09 พ.ค. 2568 เวลา 07.27 น.

รัฐบาลเวียดนามจับมือ 21 ธนาคาร ปล่อยสินเชื่อพิเศษวงเงินกว่า 500 ล้านล้านดอง หวังกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 โดยตั้งเป้าดันเศรษฐกิจโตแตะ 8%

วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.02 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเตรียมเปิดตัวแพ็กเกจเงินกู้มูลค่า 500 ล้านล้านดอง หรือประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยร่วมมือกับ 21 ธนาคาร เพื่อสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในประเทศนี้

เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตราว 8% ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 7.1% ในปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าระลอกใหม่ที่จุดชนวนโดยสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนาม

ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้แก่ Vietcombank, VietinBank, BIDV และ Agribank ต่างให้คำมั่นปล่อยกู้รายละ 60 ล้านล้านดอง เพื่อสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ขณะที่ธนาคารอีก 12 แห่งจะปล่อยกู้รายละ 20 ล้านล้านดอง และอีก 5 แห่งให้กู้รายละ 4 ล้านล้านดอง

อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ในโครงการนี้จะต่ำกว่าตลาดอย่างน้อย 1% โดยปัจจุบันดอกเบี้ยเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ประมาณ 6% (ข้อมูลกลางเดือนเมษายน) และอัตราพิเศษนี้จะมีผลอย่างน้อย 2 ปี ตามคำกล่าวของ ดาว มินห์ ตู้ (Dao Minh Tu) รองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam)

“ในเดือนพฤษภาคมนี้ ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์จะเร่งเตรียมความพร้อมและเริ่มดำเนินการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลโดยเร็ว”

อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ในการใช้งานจริงของแพ็กเกจเงินกู้ยังเป็นที่กังขา เนื่องจากตู้ระบุว่าธนาคารยังขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการพิจารณาโครงการที่มีสิทธิได้รับเงินกู้ในอัตราพิเศษ โดยเฉพาะโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งยังใหม่และมีความซับซ้อน ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานมักต้องการเงินกู้ระยะยาว แต่แหล่งเงินทุนของธนาคารเวียดนามส่วนใหญ่เป็นเงินฝากระยะสั้น จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง

เศรษฐกิจของเวียดนามในปัจจุบันยังพึ่งพาการส่งออกและการผลิตเป็นหลัก ซึ่งได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในฐานะที่เวียดนามกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตใหม่ในภูมิภาค นอกเหนือจากจีน

อย่างไรก็ตามในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามสูงถึง 46% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยรัฐบาลสหรัฐกล่าวหาเวียดนามว่าเป็นจุดพักสินค้าให้สินค้าจีนก่อนส่งออกไปยังสหรัฐ

ขณะที่เวียดนามยังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐ รัฐบาลก็พยายามกระตุ้นปัจจัยภายในประเทศผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีควบคู่กันไป

เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฟาม มินห์ จิ๋ง (Pham Minh Chinh) กล่าวว่ารัฐบาลจะเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐมากขึ้นในปีนี้ พร้อมเผยว่ามีโครงการลงทุนมูลค่ารวม ประมาณ 235,000 ล้านดอลลาร์ ที่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้เนื่องจากปัญหาทางกฎหมาย หากแก้ไขได้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก

ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เวียดนามอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายรายการ เช่น สะพาน ทางรถไฟ สนามบิน ทางหลวง และท่าเรือ ซึ่งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูด FDI

ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเวียดนามอย่าง Vingroup ก็ประกาศว่าโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นธุรกิจหลักใหม่ของบริษัท โดยตั้งเป้าลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง และอาจรวมถึงท่าเรือในอนาคต

นอกจากนี้รัฐบาลยังมองว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จะเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจรอบถัดไป โดยเน้นด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ (ชิปอิเล็กทรอนิกส์) พร้อมตั้งเป้าใช้งบประมาณภาครัฐไม่น้อยกว่า 3% ในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในสาขาเหล่านี้

อ้างอิง : asia.nikkei.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์รอบรั้วอาเซียน ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...