“เวียดนาม” อัดแพ็กเกจเงินกู้ 20,000 ล้านดอลล์ หนุนโครงสร้างพื้นฐาน-เทคโนโลยี ตั้งเป้า GDP โต 8%
รัฐบาลเวียดนามจับมือ 21 ธนาคาร ปล่อยสินเชื่อพิเศษวงเงินกว่า 500 ล้านล้านดอง หวังกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจในปี 2568 โดยตั้งเป้าดันเศรษฐกิจโตแตะ 8%
วันที่ 9 พฤษภาคม 2568 เวลา 10.02 น. สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า รัฐบาลเวียดนามเตรียมเปิดตัวแพ็กเกจเงินกู้มูลค่า 500 ล้านล้านดอง หรือประมาณ 20,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยร่วมมือกับ 21 ธนาคาร เพื่อสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ซึ่งเป็นการเคลื่อนไหวทางการเงินที่ไม่ค่อยเกิดขึ้นบ่อยในประเทศนี้
เวียดนามตั้งเป้าให้เศรษฐกิจเติบโตราว 8% ในปี 2568 เพิ่มขึ้นจาก 7.1% ในปี 2567 ซึ่งเป็นระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี แม้จะเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าระลอกใหม่ที่จุดชนวนโดยสหรัฐ ซึ่งเป็นตลาดส่งออกใหญ่ที่สุดของเวียดนาม
ธนาคารพาณิชย์ 4 แห่งใหญ่ที่สุดของประเทศ ได้แก่ Vietcombank, VietinBank, BIDV และ Agribank ต่างให้คำมั่นปล่อยกู้รายละ 60 ล้านล้านดอง เพื่อสนับสนุนโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยี ขณะที่ธนาคารอีก 12 แห่งจะปล่อยกู้รายละ 20 ล้านล้านดอง และอีก 5 แห่งให้กู้รายละ 4 ล้านล้านดอง
อัตราดอกเบี้ยของเงินกู้ในโครงการนี้จะต่ำกว่าตลาดอย่างน้อย 1% โดยปัจจุบันดอกเบี้ยเฉลี่ยของตลาดอยู่ที่ประมาณ 6% (ข้อมูลกลางเดือนเมษายน) และอัตราพิเศษนี้จะมีผลอย่างน้อย 2 ปี ตามคำกล่าวของ ดาว มินห์ ตู้ (Dao Minh Tu) รองผู้ว่าการธนาคารกลางเวียดนาม (State Bank of Vietnam)
“ในเดือนพฤษภาคมนี้ ธนาคารกลางและธนาคารพาณิชย์จะเร่งเตรียมความพร้อมและเริ่มดำเนินการปล่อยสินเชื่อตามนโยบายของรัฐบาลโดยเร็ว”
อย่างไรก็ตามความเป็นไปได้ในการใช้งานจริงของแพ็กเกจเงินกู้ยังเป็นที่กังขา เนื่องจากตู้ระบุว่าธนาคารยังขาดหลักเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการพิจารณาโครงการที่มีสิทธิได้รับเงินกู้ในอัตราพิเศษ โดยเฉพาะโครงการด้านวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยีซึ่งยังใหม่และมีความซับซ้อน ขณะที่โครงการโครงสร้างพื้นฐานมักต้องการเงินกู้ระยะยาว แต่แหล่งเงินทุนของธนาคารเวียดนามส่วนใหญ่เป็นเงินฝากระยะสั้น จึงก่อให้เกิดความเสี่ยงด้านสภาพคล่อง
เศรษฐกิจของเวียดนามในปัจจุบันยังพึ่งพาการส่งออกและการผลิตเป็นหลัก ซึ่งได้รับประโยชน์จากการไหลเข้าของเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ในฐานะที่เวียดนามกำลังกลายเป็นศูนย์กลางการผลิตใหม่ในภูมิภาค นอกเหนือจากจีน
อย่างไรก็ตามในเดือนเมษายนที่ผ่านมา โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐ ได้ประกาศขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าจากเวียดนามสูงถึง 46% ซึ่งถือว่าเป็นอัตราที่สูงที่สุดแห่งหนึ่งในโลก โดยรัฐบาลสหรัฐกล่าวหาเวียดนามว่าเป็นจุดพักสินค้าให้สินค้าจีนก่อนส่งออกไปยังสหรัฐ
ขณะที่เวียดนามยังอยู่ระหว่างการเจรจาการค้ากับสหรัฐ รัฐบาลก็พยายามกระตุ้นปัจจัยภายในประเทศผ่านการลงทุนด้านโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีควบคู่กันไป
เมื่อวันจันทร์ที่ผ่านมา นายกรัฐมนตรีเวียดนาม ฟาม มินห์ จิ๋ง (Pham Minh Chinh) กล่าวว่ารัฐบาลจะเร่งเบิกจ่ายงบลงทุนภาครัฐมากขึ้นในปีนี้ พร้อมเผยว่ามีโครงการลงทุนมูลค่ารวม ประมาณ 235,000 ล้านดอลลาร์ ที่ยังไม่สามารถเดินหน้าได้เนื่องจากปัญหาทางกฎหมาย หากแก้ไขได้จะช่วยกระตุ้นการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างมาก
ในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา เวียดนามอนุมัติโครงการโครงสร้างพื้นฐานหลายรายการ เช่น สะพาน ทางรถไฟ สนามบิน ทางหลวง และท่าเรือ ซึ่งเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ทั้งเพื่อผลักดันเศรษฐกิจให้เติบโตและยกระดับโครงสร้างพื้นฐานเพื่อดึงดูด FDI
ขณะเดียวกันกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่ของเวียดนามอย่าง Vingroup ก็ประกาศว่าโครงสร้างพื้นฐานจะเป็นธุรกิจหลักใหม่ของบริษัท โดยตั้งเป้าลงทุนสร้างรถไฟความเร็วสูง และอาจรวมถึงท่าเรือในอนาคต
นอกจากนี้รัฐบาลยังมองว่าเทคโนโลยีและวิทยาศาสตร์จะเป็นเครื่องจักรขับเคลื่อนเศรษฐกิจรอบถัดไป โดยเน้นด้านปัญญาประดิษฐ์ (AI) และเซมิคอนดักเตอร์ (ชิปอิเล็กทรอนิกส์) พร้อมตั้งเป้าใช้งบประมาณภาครัฐไม่น้อยกว่า 3% ในการสนับสนุนการวิจัยและพัฒนาในสาขาเหล่านี้
อ้างอิง : asia.nikkei.com