Business Today Thai Politics 7 กรกฎาคม 2568
“ภูมิธรรม” ถามพรรคประชาชน แน่ใจหรือดันอนุทินเป็นนายกฯ
วันนี้ (7ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายภูมิธรรม เวชยชัย รองนายกฯรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ในฐานะรักษาราชการแทนนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกระแสข่าวที่พรรคประชาชนและพรรคภูมิใจไทยจะจับมือกันเสนอ นายอนุทิน ชาญวีรกูล หัวหน้าพรรคภูมิใจไทย เป็นนายกรัฐมนตรีชั่วคราว พรรคเพื่อไทยจะแก้เกมอย่างไร นายภูมิธรรม กล่าวว่า ไม่ใช่เรื่องการแก้เกม แต่เป็นสิทธิ์ของฝ่ายค้านที่เขาตัดสินใจ
“ต้องถามว่าพรรคประชาชนมั่นใจแล้วหรือ ที่จะร่วมงานกับพรรคภูมิใจไทย ที่จะมาแก้รัฐธรรมนูญ ต้องจำให้ได้ว่าวันที่พรรคเพื่อไทยเสนอแก้รัฐธรรมนูญ พรรคภูมิใจไทยเดินออกทั้งพรรค เขาไม่พร้อมจะทำ การที่บอกว่าจะให้เขาทำให้ได้ภายใน 6 เดือน มั่นใจหรอ เพราะพรรคภูมิใจไทยเป็นคนที่ขวางการแก้รัฐธรรมนูญในรัฐบาลมาโดยตลอด ก็ขอฝากให้พรรคประชาชนคิด”
ส่วนในเรื่องของร่างกฎหมายเอนเตอร์เทนเมนต์คอมเพล็กซ์ตอนนี้ยังไม่มีการพิจารณาและยังไม่ได้คุยกัน การที่ประธานวิปรัฐบาลเป็นคนเสนอให้ถอน เพราะรัฐบาลยังไม่พร้อมนั้น ก็อยู่ที่วิปรัฐบาลเสนอมา ตนยังไม่เห็น
สำหรับสถานการณ์ขณะนี้ ควรเลื่อนออกไปก่อนหรือไม่ นายภูมิธรรม เผยว่า ตนไม่ทราบอยู่ที่สภา เป็นความเห็นของสภาและนำมาเสนอใน ครม. ถ้าเสนอมาเราจะพิจารณา ส่วนตัวมองว่าต้องเลื่อนออกไปก่อนหรือไม่นั้น ตนยังไม่ได้พิจารณาเลย มีเรื่องที่ต้องรีบทำอีกเยอะ
“ชูศักดิ์” รับ ครม.มีการหารือ อำนาจรักษาการนายกฯ
วันนี้ (7 ก.ค.) ที่ทำเนียบรัฐบาล นายชูศักดิ์ ศิรินิล รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) นัดพิเศษ เมื่อวันที่ 3 กรกฎาคมที่ผ่านมา หน่วยงานใดเป็นผู้เสนอเรื่องอำนาจของรักษาการนายกรัฐมนตรีมีขอบเขตอย่างไร ว่า การประชุมดังกล่าวไม่มีการบันทึกอะไร เพียงแต่มีการแลกเปลี่ยนกันแค่นั้นเอง
เมื่อถามว่า เลขาธิการสํานักงานกฤษฎีกา ได้ให้ความเห็นเรื่องนี้ไว้อย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า แลกเปลี่ยนกันเฉยๆ ส่วนจะให้ความเห็นอย่างไรก็ไปถามท่านเอาเอง
เมื่อถามว่า รัฐบาลเชื่อว่าอำนาจรักษาราชการนายกฯ สามารถยุบสภาได้หรือไม่ นายชูศักดิ์ กล่าวว่า เป็นความเห็นทางกฎหมาย เพียงแต่ไม่มีการบันทึกอะไร ก็ลองไปฟังดู แต่ละคนก็เห็นแตกต่างกัน อย่างนายวิษณุ เครืองาม อดีตรองนายกรัฐมนตรี ก็มีความเห็นแบบหนึ่ง ซึ่งไม่มีการบันทึก เป็นเรื่องที่รัฐบาลต้องไปพิจารณาดู
เมื่อถามว่า ส่วนตัวมองเรื่องนี้อย่างไร นายชูศักดิ์ กล่าวว่า ขอยังไม่ให้ความเห็น เมื่อถามอีกว่า การยุบสภามีผลต่อสถานการณ์การเมืองอย่างไร นายชูศักดิ์ ปฏิเสธตอบคำถาม
“สุชาติ” เตรียมตั้งธนาคารศาสนา แยกทรัพย์สินส่วนตัวพระออกจากวัด
นายสุชาติ ตันเจริญ รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า การแบ่งงานในตำแหน่งรัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐรัฐมนตรี ตนเองถนัดและสามารถทำได้ทุกเรื่อง เพราะอยู่การเมืองมาเกือบ 40 ปีแล้ว และเป็นรัฐมนตรีมาหลายครั้ง โดยเฉพาะตำแหน่งรองประธานสภาฯ ที่หลายคนคงเบื่อหน้ากันแล้ว
หากมากำกับสำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ จะรู้สึกหนักใจหรือไม่นั้น นายสุชาติ ระบุว่า ขณะนี้เกิดวิกฤตวงการสงฆ์อย่างหนัก ซึ่งเป็นเรื่องที่ทำให้พุทธศาสนิกชน มีความไม่สบายใจ เศร้าหมองใจเกี่ยวกับเรื่องความศรัทธา ดังนั้นเป็นวิกฤตหลักคงต้องรีบดำเนินการแก้ไข หากคิดง่าย ๆ ว่าการเร่งดำเนินการแก้ไขประการแรกจะต้องเริ่มที่การหาปัญหาว่ามาจากจุดใด
ซึ่งปัญหาที่ทราบมาจากทรัพย์สินของวัด กับการประพฤติของเจ้าอาวาสหรือพระผู้ใหญ่ ที่ได้รับการบริจาคในจำนวนมาก ดังนั้น จึงต้องจัดการที่ต้นตอ และตั้งแต่นี้ต่อไปส่วนตัวจะดำเนินนโยบายที่ว่าจะดำเนินการจัดการทรัพย์สินของวัดให้เป็นระบบ เช่น วัดนี้มีทรัพย์สินของวัดเท่าไหร่ พระเท่าไหร่ ซึ่งควรจะแยกแยะดำเนินการให้ถูกต้อง และมีหน่วยงานเข้าไปตรวจสอบ ซึ่งไม่ควรปล่อยปละละเลย หรือมองเป็นเรื่องธรรมดา หากเมื่อเกิดวิกฤตขึ้นมาเรื่อย ๆ และไม่ทราบว่าจะเป็นกระบวนการหรือไม่ ทำให้เกิดเหตุการณ์นี้อย่างต่อเนื่อง เป็นช่องทางทำมาหากิน
ดังนั้น วิกฤตศรัทธาตรงนี้ต้องรีบแก้ไข เพราะประชาชนคนไทยนับถือศาสนาพุทธ เป็นจำนวนมาก หากเกิดวิกฤตเช่นนี้ ก็จะเกิดความเศร้าหมองความไม่สบายใจในการนับถือศาสศาสนาพุทธ จึงเห็นว่าต้องจัดการในเรื่องของต้นตอก่อน หลังจากนี้จะต้องหารือกับมหาเถระสมาคมอย่างใกล้ชิด และกำหนดกฎเกณฑ์ หรือถึงขั้นต้องออกกฏหมายใหม่ออกมา หรืออาจจะมีการตั้งธนาคารพระพุทธศาสนาขึ้นมาดูแลทรัพย์สินโดยตรง เช่นเดียวกับธนาคารอิสลามแห่งประเทศไทย
ส่วนจะต้องทำความเข้าใจกับพุทธศาสนิกชน เพราะว่ามีการบัญญัติเรื่องเงินไว้แล้ว นั้น นายสุชาติ กล่าวว่า เรื่องนี้ต้องดูระเบียบให้ชัดเจน เมื่อมีกฎหมายแล้วทำไมถึงต้องมีการฝ่าฝืนกันอยู่ในขณะนี้ ยอมรับว่าเรื่องนี้เกิดวิกฤตมาก เมื่อเกิดข่าวก็เกิดความเศร้าหมอง เพราะพุทธศาสนิกชน จะตั้งคำถามว่าทำไมเกิดเรื่องแบบนี้ ทั้งที่กราบไหว้เคารพบูชา กลับมาเกิดเรื่องราวเช่นนี้ ก็จะเกิดความเศร้าหมอง แบบนี้เรื่อย ๆ และเมื่อเกิดแบบนี้ต่อเนื่องก็จะเกิดผลกระทบกับสังคมและประชาชน ดังนั้น เรื่องนี้จะรีบดำเนินการและจะมีการรายงานเป็นระยะให้ประชาชนทราบต่อไป
“จิราพร” เข้าร่วมประชุม BRICS ครั้งที่ 17 ที่บราซิล
บราซิล วานนี้ (6 ก.ค.) ตามเวลาท้องถิ่น การประชุมผู้นำ BRICS ครั้งที่ 17 ณ ณ นครรีโอเดจาเนโร สหพันธ์สาธารณรัฐบราซิล เริ่มต้นขึ้นแล้ว โดยนางสาวจิราพร สินธุไพร รัฐมนตรีประจำสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหัวหน้าคณะผู้แทนไทย
ได้ร่วมประชุมกับผู้นำจากประเทศสมาชิก BRICS ประเทศหุ้นส่วน ประเทศที่ได้รับเชิญ มากกว่า 27 ประเทศทั่วโลก และผู้แทนองค์การระหว่างประเทศ เช่น เลขาธิการสหประชาชาติ ผู้อำนวยการใหญ่องค์การการค้าโลก เป็นต้น โดยได้ร่วมหารือเกี่ยวกับแนวทางการเสริมสร้างระบบพหุภาคีที่เอื้อต่อประโยชน์ร่วมของประเทศกำลังพัฒนา โครงสร้างทางเศรษฐกิจและการเงินโลก และแนวทางการส่งเสริมธรรมาภิบาลปัญญาประดิษฐ์
นางสาวจิราพร ได้นำเสนอบทบาทของไทยในเรื่องการระดมทุนเพื่อการพัฒนา การปฏิรูปโครงสร้างสถาปัตยกรรมทางการเงินระหว่างประเทศ และได้ผลักดันความร่วมมือระหว่างประเทศด้านปัญญาประดิษฐ์เพื่อแก้ไขปัญหาอาชญากรรมข้ามชาติ การฟอกเงิน และอาชญากรรมทางดิจิทัล โดยในวันที่ 7 กรกฎาคม 2568 นางสาวจิราพร มีกำหนดกล่าวถ้อยแถลงในหัวข้อ Advancing Global Health and Climate Action through Inclusive Multilateralsm
ทั้งนี้ BRICS มีความสำคัญทางเศรษฐกิจระหว่างประเทศเพิ่มมากขึ้น เนื่องจากปัจจุบันสมาชิกกลุ่ม BRICS มีประชากรรวมกันเป็นจำนวนเกือบครึ่งหนึ่งของประชากรโลก มี GDP รวมกันคิดเป็นร้อยละ 27.1 ของ GDP โลก และในปี 2568 IMF ประมาณการว่า เศรษฐกิจของกลุ่ม BRICS จะขยายตัวที่อัตราร้อยละ 4.2
‘ลิณธิภรณ์’ รอมติพรรค พร้อมลาออก สส.บัญชีรายชื่อ
วันนี้ (7ก.ค.).ผศ.ดร.ลิณธิภรณ์ วริณวัชรโรจน์ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงศึกษาธิการ (รมช.ศธ.) กล่าวถึงกรณีที่มี สส.พรรคเพื่อไทย ส่งข้อความในกลุ่มไลน์ ระบุว่า “รัฐมนตรีที่เป็น สส.บัญชีรายชื่อน่าจะลาออก รายชื่อถัดไปจะได้เข้ามาทำหน้าที่ สส.ได้เต็มที่และจะได้ทำหน้าที่รัฐมนตรีได้เต็มที่” ว่า
หลักการในเรื่องของการขยับ สส.บัญชีรายชื่อ คิดว่าทุกคนที่ทำงานนิติบัญญัติ หรืองานบริหารมีบทบาทที่แตกต่างกันอย่างชัดเจนอยู่แล้ว ถ้างานบริหารเราต้องติดตามความคืบหน้าของการสั่งงาน ดังนั้นคนที่ก้าวเข้ามาสู่งานบริหาร ตนคิดว่าเขาพร้อมที่จะลาออกจาก สส. หรือฝ่ายนิติบัญญัติ ซึ่งไม่น่าจะมีใครติดในประเด็นนี้เลย เพียงแต่อาจจะต้องรอความชัดเจนจากทางพรรคก่อน
เนื่องด้วยในการประชุมสภาฯวันหนึ่งมีโหวตหลายรายมาตรา ไหนจะรับรองทั้งฉบับอีก ดังนั้นจึงจำเป็นที่อาจจะต้องแยกอำนาจระหว่างบริหารและนิติบัญญัติอย่างชัดเจน และคิดว่าเรื่องนี้ไม่น่าจะมีปัญหา แต่คงต้องเป็นมติจากพรรคออกมาอีกครั้งหนึ่งมากกว่า
“ขณะนี้ทางพรรคยังไม่ได้เรียกคุยเป็นการส่วนตัว แต่เรื่องนี้ทุกคนรับทราบ Position ในการเข้ามาทำงานอยู่แล้ว ซึ่งมีสส.บัญชีรายชื่อหลายคนที่อาจจะมีเรื่องของภาวะสุขภาพด้วยอยู่แล้ว บางทีก็ไม่ได้เกี่ยวกับฝ่ายบริหารอย่างเดียว หลายคนก็มีภาวะเรื่องสุขภาพ ดังนั้นต้องมาเช็คกันว่ามีความพร้อมหรือไม่ เพราะหลังจากนี้ก็จะมีเรื่องของกฎหมายหลายฉบับที่ต้องมีการนับองค์ประชุมในการผ่านรายมาตรา”