โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

KAKAO Webtoon จากเกาหลี ยกธงขาว บอกลาประเทศไทย

Reporter Journey

อัพเดต 07 ก.ค. 2568 เวลา 08.58 น. • เผยแพร่ 07 ก.ค. 2568 เวลา 01.58 น. • Reporter Journey

สาวกมังฮวาต้องกรีดร้อง เมื่อมีข่าวที่เหมือนถูกฟ้าผ่าเข้ากลางอก
Kakao Webtoon Thailand ประกาศปิดตัวในวันที่ 1 กรกฎาคม ที่ผ่านมา
เหตุการณ์ปวดใจนี้ทำเอาผู้อ่านหลายคน (รวมทั้งผู้เขียน) รู้สึกว่า

“ช่างเป็นการเริ่มต้นเดือนที่ดีจริง ๆ” (ประชดประชัน)

ด้วยความเศร้า ปนสงสัย ผู้เขียนเลยขออาศัยบทความนี้ พาท่านผู้อ่านสวมบทบาทนักสืบ หยิบแว่นขยายขึ้นมา และไปหาเบาะแสกันว่าทำไมแพลตฟอร์มยักษ์ใหญ่อย่าง Kakao ถึงโบกมือลาประเทศไทยไป ที่บอกว่าเพราะคนไทยชอบอ่านของเถื่อน เรื่องนี้จะมีผลหรือไม่ ?

เบาะแสที่ 1 : การละเมิดลิขสิทธิ

“การละเมิดลิขสิทธิ” เป็นข้อสันนิษฐานที่หลายคนคิดไว้เป็นอย่างแรก ถ้าถามว่าการอ่านเว็บเถื่อนนั้นจะเป็นเหตุผลที่ทำให้ Kakao Webtoon Thailand ปิดตัวได้อย่างไร ก็ต้องเริ่มจากสิ่งแรกคือมังฮวาทุกเรื่องที่นำเข้ามาต้องมีการจ่ายค่าลิขสิทธิ มีการจ้างนักแปล เพื่อที่จะเรียบเรียงให้นักอ่านสามารถอ่านได้อย่างลื่นไหล เป็นธรรมชาติ แต่การที่มีการละเมิดลิขสิทธินำผลงานไปแปลหรือดูดเอาผลงานไปเลยทั้งดุ้นไม่ว่าจะมีการเก็บเงินคนอ่านก็ดีหรือไม่เก็บก็ดี สิ่งพวกนี้ทำให้ Kakao Webtoon เสียโอกาสในการสร้างรายได้ ยิ่งมีคนอ่านเว็บเถื่อนมากเท่าไหร่ ความเสี่ยงที่จะปิดตัวลงก็มากเท่านั้นเพราะไม่มีเงินทุนไปต่อ

เบาะแสที่ 2 : โฟกัสพื้นที่ที่มีกำไรสูง

ข้อเท็จจริงคือ Kakao Webtoon ไม่ได้ปิดตัวแค่ในไทย แต่เคยปิดในไต้หวัน อินโดนีเซียและฝรั่งเศสมาแล้ว เรียกว่าเป็นกลยุทธ์ที่เน้นจุดยุทธศาสตร์ที่คุ้มค่า เช่น สหรัฐฯ ญี่ปุ่น เพราะต้นทุนในการทำการตลาดในแต่ละประเทศสูง จึงเลือกโฟกัสพื้นที่ที่มีศักยภาพเท่านั้น เรื่องนี้ถูกยืนยันโดยสื่อเกาหลีใต้อย่าง NAVER ในข้อนี้อาจคาดเดาได้ว่าที่ Kakao Webtoon ปิดตัวในไทยก็เพราะมีกำไรต่ำไม่คุ้มค่ากับเงินที่ลงทุนนี่แหละ

เบาะแสที่ 3 : ไม่ปรับตัวให้เข้ากับผู้บริโภค

สถานการณ์นี้เกิดขึ้นที่ยุโรป แพลตฟอร์ม Kakao Piccoma บริษัทในเครือของ **Kakao Corp.**ได้ปิดกิจการลง เนื่องจากทำกำไรไม่เท่ากับที่คาดไว้ แม้ตลาด Commic ในยุโรปจะกินส่วนแบ่งทางการตลาดของโลกมากกว่า 30% แต่ปัญหาที่ Kakao Piccoma พบคือนักอ่านยุโรปมีวัฒนธรรมที่ชอบสะสมรูปเล่ม ไปงานอีเวนต์ ซื้อหนังสือการ์ตูนตามร้านหนังสือ ไปจนถึงสะสมของที่ระลึก เช่น ฟิกเกอร์ หนังสือตอนพิเศษ ด้วยเหตุผลเหล่านี้จึงเป็นปัญหาที่ใหญ่สำหรับ Kakao Piccoma ที่เป็นแพลตฟอร์มออนไลน์เพียงอย่างเดียว

การขยับขยายไปผลิตสินค้าอื่น ๆ นอกเหนือจากทำในแพลตฟอร์มดิจิทัล มีต้นทุนที่สูง ซึ่งสำนักพิมพ์ท้องถิ่นที่เป็นคู่แข่งก็รู้พฤติกรรมของนักอ่านยุโรปเป็นอย่างดี เลยเลือกที่จะเพิ่มมูลค่าของสินค้าด้วยการผลิตโฟโต้การ์ดหรือการออกชุดสินค้าพิเศษสำหรับการตีพิมพ์ครั้งแรก แม้จะมีต้นทุนที่สูงแต่ถ้าเทียบกับผลลัพธ์ในระยะยาวแล้วถือว่าคุ้มค่า แต่ตอนนี้ KaoKao Piccoma เหมือนจะช้าไปเสียแล้ว

อีกข้อสำคัญคือมังฮวาหรือ K-Content เป็นกลุ่มเดียวกับคนเสพมังงะในญี่ปุ่น ซึ่งเป็นวัฒนธรรมจากเอเชียที่ยังใหม่สำหรับคนยุโรป เพราะผู้อ่านยุโรปบริโภค Commic แบบฝรั่งแบบดั้งเดิมมาหลายสิบปี เช่น Obelix , Tintin พวกเขาพร้อมจ่ายในราคาที่สูงและซื้อในปริมาณที่มาก ไม่ว่าจะเป็นรูปเล่มหรือออนไลน์ สอดคล้องสิ่งที่นักการตลาดเว็บตูนเคยพูดไว้ว่า

“ความล้มเหลวในตลาดยุโรป มีสองสาเหตุหลักคือ หนึ่ง ไม่สามารถเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายได้โดยตรง และสอง เนื้อหาไม่น่าสนใจ หรืออาจจะทั้งสองรวมกัน“

แล้ว Kakao Webtoon Thailand เข้าเค้ากับเบาะแสข้อนี้อย่างไร?

ผู้อ่านที่รู้จัก Kakao Webtoon ในไทยส่วนใหญ่รู้จักแพลตฟอร์มนี้ผ่านการบอกปากต่อปากของผู้อ่านด้วยกันเองใน Community ของคนอ่านมังฮวาและแพร่ไปสู่ผู้บริโภควงกว้าง ก็ต้องบอกกันตามจริงว่าในด้านกลยุทธ์การตลาดแล้ว Kakao Webtoon ยังถือว่าไม่ได้แข็งแกร่งเท่า Line Webtoon ที่เป็นคู่แข่ง

ส่วนในด้านเนื้อหาซึ่งอาจจะเรียกได้ว่าเป็นจุดแข็งแต่ในขณะเดียวกันก็เป็นเหมือนดาบสองคมเช่นกันคือ พล็อตเรื่องส่วนใหญ่เป็นมังฮวาเกิดใหม่หรือที่เรียกกันว่า อิเซไก (Isekai) ในช่วงแรกก็เป็นเนื้อเรื่องที่แปลกใหม่ แต่พอหลัง ๆ พล็อตเรื่องแบบนี้ก็เกลื่อนจนคนอ่านสามารถเดาเนื้อเรื่องได้ การมีพล็อตเรื่องที่ไม่หลากหลายทำให้ผู้อ่านรู้สึก “เบื่อ” จึงมองหาเนื้อเรื่องใหม่ ๆ ในแพลตฟอร์มอื่นที่มีความหลากหลายมากกว่า

หากนำเบาะแสทั้งหมดมาผนวกรวมด้วยกันก็จะสามารถวิเคราะห์คดีนี้ได้ว่าการที่ Kakao Webtoon Thailand ปิดตัวลง ปัจจัยหลักคือการที่มีรายได้ไม่คุ้มค่า มีการละเมิดลิขสิทธิ ประกอบกับการการทำการตลาดที่ไม่มากพอ ซ้ำร้ายเนื้อหาที่ให้อ่านก็มีแต่พล็อตเรื่องเดิม ๆ ทำให้ Kakao Webtoon เลือกที่จะปิดตัวในประเทศไทยไปโฟกัสพื้นที่ที่ทำรายได้มากกว่าอย่างญี่ปุ่นและอเมริกาเหนือ

แน่นอนว่าการปิดตัวอย่างกะทันหัน ไม่บอกไม่กล่าว ย่อมเกิดกระแสการวิพากษ์วิจารณ์มากมาย เสียงแตกไปหลายฝั่ง ทั้งคนที่โทษคนที่อ่านเว็บเถื่อน ส่วนฝั่งตรงข้ามก็เข้ามาอธิบายว่าในเศรษฐกิจแบบนี้ไม่ควรเอาเงินไปละลายกับสิ่งไม่จำเป็น ขณะที่บางส่วนก็รู้สึกไม่แฟร์เกี่ยวกับการซื้อตั๋วอ่าน

อย่างไรก็ตามผู้เขียนเคยได้ยินประโยคที่ว่า

“งานศิลปะเป็นเรื่องราคาแพง ในประเทศที่ประชาชนยังไม่อิ่มท้อง”

เป็นเรื่องที่ปฎิเสธไม่ได้ว่างานศิลปะจะรุ่งเรืองในพื้นที่ที่ผู้คนมีรายได้และมีเวลามากพอ เราจะมีเวลาเสพสิ่งสุนทรีย์ได้อย่างไรหากต้องกังวลเรื่องปากท้องและอนาคต หลายคนจึงจัดว่าศิลปะเป็นสิ่งที่ไม่จำเป็น อย่างไรก็ต้องคอยติดตามกันต่อไปว่าตลาดเว็บตูนในบ้านเราจะเป็นไปในทิศทางไหน และใครกันแน่ที่จะเป็น**“ตัวจริง”**ในวงการนี้

อ้างอิง
koreajoongangdaily
NEVER News

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...