โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ประธาน FETCO เตือนวิกฤตภาษีสหรัฐไม่ง่าย แนะรักษาโมเมมตัม ศก.-ลดดอกเบี้ยช่วยอีกทาง

Manager Online

เผยแพร่ 08 ก.ค. 2568 เวลา 10.37 น. • MGR Online

นายกอบศักดิ์ ภูตระกูล ประธานสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า การที่สหรัฐประกาศคงอัตราเรียกเก็บภาษีสินค้านำเข้าจากไทยที่ 36% สถานการณ์ไม่ได้ผันผวนอย่างที่นักลงทุนหลายคนกังวลเหมือนที่ช่วงที่ประกาศอัตราภาษีหลายประเทศในครั้งก่อน อย่างไรก็ตาม จะกระทบต่อภาคเศรษฐกิจที่แท้จริงทั้งในแง่ของภาคการส่งออก, SME ในประเทศ และการลงทุนโดยตรงที่จะเข้ามาไทย ขณะเดียวกันก็ยังมีผลกระทบระยะยาวที่ตามมา เรื่องของความสามารถในการดึงดูดการลงทุนเข้าสู่ประเทศไทย โดยเบื้องต้นยังประเมิน GDP ไทยปี 68 ที่ 2% โดยมีดาวน์ไซด์ 1.5% ซึ่งจะต้องรอข้อสรุปอัตราภาษีที่ไทยจะถูกเรียกเก็บและอัตราภาษีประเทศคู่แข่งการค้าของไทยด้วย อาทิ อินเดีย และจีน

"ต้นปีเราประเมิน GDP ปี 68 ที่ 3% โดยยังมีอัพไซด์ และปรับลงมาที่ 2% มีดาวน์ไซด์ ซึ่งปัจจุบันดาวน์ไซด์ตอนนี้ยังต้องรอผลการเจรจาทั้งหมด GDP อาจจะอยู่ที่ 1.5-2% เป็นเบื้องต้นไปก่อน"นายกอบศักดิ์ กล่าว

ทั้งนี้ หลังจากนายโดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ ประกาศภาษีศุลกากรอัตราใหม่กับประเทศต่าง ๆ เมื่อคืนนี้ ตลาดทุนทั่วโลกไม่ได้สะเทือนเหมือนตอนที่ประกาศอัตราภาษีครั้งแรก โดยตลาดฟิวเจอร์สติดลบเล็กน้อย ขณะเดียวกันบางตลาดในเอเชียยังบวกได้เล็ก ๆ ทุกประเทศได้รับผลกระทบเช่นเดียวกัน แต่ไม่ได้รุนแรงอย่างที่เคยกังวล สะท้อนว่าตลาดรับรู้ประเด็นดังกล่าวไปมากแล้ว

ประกอบกับก่อนหน้านี้สหรัฐผ่อนผันระยะเวลาจัดเก็บภาษีอัตราใหม่ 90 วัน ทำให้ผู้ประกอบการมีเวลาปรับตัวเรื่องสต็อกสินค้าและหาซัพพลายเออร์รายใหม่ นอกจากนี้สหรัฐได้ออกมาตรการอื่น ๆ เข้ามาประกอบ โดยเฉพาะ One Big Beautiful Bill ที่ช่วยลดผลกระทบต่อตลาดทุนและผลกระทบต่อภาคประชาชนให้บรรเทาลงบ้าง

"ผมอยากจะเตือนทุกคนว่า สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นรอบนี้จะไม่มีทางออกง่ายเหมือนรอบที่แล้ว ทางออกเดียวคือเราจะย้อนหลังกลับไปเจรจาไหม เพื่อให้ได้อัตราภาษีที่ดีขึ้นกว่านี้"นายกอบศักดิ์ กล่าว

*ทางเลือกของประเทศไทย!?

นายกอบศักดิ์ ประเมินทางเลือกของไทย 3 ทางเลือก ได้แก่ 1) ยอมรับสภาพที่ 36% 2) กลับไปเจรจาเพิ่มเติมเพื่อให้ได้ประมาณ 25% ซึ่งทางเลือกนี้มองว่าภาคเอกชนจะสามารถรับได้และปรับตัวได้มากที่สุด และ3)ทางเลือกสุดท้าย เดินตามทางเวียดนาม ทำเต็มที่ให้ได้ 20%

ทั้งนี้ มองว่าอัตราภาษีที่ 10% คงเป็นไปได้ยากเนื่องจากเป็นอัตราที่สหรัฐให้กับประเทศที่เกินดุล 20% นอกจากนี้มองว่าจดหมายที่ประกาศออกมาเมื่อคืนเป็นการเตือนว่าการเจรจาก่อนหน้านี้ยังไม่เป็นที่พอใจ คำถามต่อมาคือไทยจะสามารถเสนอดีลได้อย่างที่สหรัฐฯ ต้องการหรือไม่

มุมมองของภาคเอกชนจากที่มีการพูดคุยมา ไม่ต้องการให้อัตราภาษีระหว่างไทยและประเทศคู่แข่งทางการค้าที่สำคัญแตกต่างมากนัก ซึ่งอัตราภาษีระดับ 25% มีส่วนต่างจากเวียดนาม 5% ยังพอบริหารจัดการ ลดค่าใช้จ่าย ลดกำไรบางส่วนลง และทำงานให้หนักขึ้น เพื่อจัดการส่วนต่างภาษีระดับดังกล่าวได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับว่าไทยจะมีข้อเสนออะไรให้กับสหรัฐบ้าง ซึ่งปัจจุบันสินค้าจากสหรัฐหลายชนิดไม่ได้มีการผลิตในไทยสามารถนำเข้ามาได้ เช่น ชิปอิเล็กทรอนิกส์ ขณะที่บางกลุ่มอาจต้องดูแลเป็นพิเศษ เช่นภาคเกษตร ซึ่งจะต้องมีการเยียวยาให้กลุ่มนี้ยังขับเคลื่อนไปได้

"เรามีความกังวลใจเยอะบางภาคที่อาจกระทบ แต่หัวใจสำคัญคือต้องทำให้เศรษฐกิจหมุนไปข้างหน้าได้ เราจะมีรายได้มาและสามารถเอามาเยียวยากลุ่มที่มีความเสียหาย เราอาจต้องคิดถึงกลยุทธ์นี้"

โดยหากอัตราภาษีของไทยไม่เปลี่ยนแปลง อยู่ที่ 36% เช่นเดิม จะกระทบทั้งภาคการส่งออกที่ต้องปรับตัว ภาค SME ในไทย ซึ่งต้องติดตามต่อว่าจีนจะถูกเรียกเก็บภาษีอัตราเท่าไร หากยังสูงทำให้จีนต้องกระจายสินค้ามายังตลาดอื่น ซึ่งทำให้ SME ไทยเกิดปัญหาได้ ขณะที่ยอดการขอ BOI ที่ก่อนหน้านี้บริษัทแจ้งจำนงอาจต้องพิจารณาหนักมากขึ้น หากมาตั้งฐานการผลิตที่เมืองไทย ส่งออกไปสหรัฐต้องจ่ายภาษี 36% ย้ายไปตั้งที่เวียดนามที่เสียภาษี 20% ดีกว่า ซึ่งจากปัจจัยทั้งหมดที่กล่าวมาจะส่งผลกระทบอย่างยิ่งต่อไทยในระยะถัดไป

สำหรับผลกระทบต่อ SME ไทย หากสินค้าจากจีนไหลเข้าไทยในราคาที่ถูกกว่า โดยอยากเห็นมาตรการที่เคยใช้ในอดีต นั่นคือการที่ภาครัฐจัดซื้อจัดจ้าง ให้มีสัดส่วนสินค้า SME มากขึ้นจากเมื่อก่อนมีสัดส่วนสินค้า SME 30% แต่ปัจจุบันลดลงเรื่อย ๆ โดยมองว่าระดับ 50% ที่รัฐบาลจะซื้อของ SME ในประเทศ จะทำให้ SME ไม่ต้องสู้กับสินค้าจีน ขณะเดียวกันอยากให้ช่วยภาคการส่งออก จัดงบให้กับกระทรวงพาณิชย์เพื่อทำให้การค้าขายที่อินเดีย ตะวันออกกลาง อาเซียนและจีน เพิ่ม เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดทดแทนได้

*แนะไทยเร่งหาตลาดใหม่-สร้างพหุภาคีที่เข้มแข็ง พร้อมกับการเจรจาการค้า

แม้ตัวเลขการส่งออกจะขยายตัวต่อเนื่อง แต่เป็นการสะท้อนความตั้งใจของผู้ประกอบการสหรัฐที่พยายามสต็อกสินค้า โดยมองว่าครึ่งปีหลังการส่งออกจะไม่ดีเนื่องจากผู้ประกอบการสต็อกสินค้าไปหมดแล้ว จนถึงต้นปี 69 หลังจากนั้นผู้ประกอบการมีเวลาในการหาซัพพลายเออร์รายใหม่ที่มีกำแพงภาษีไม่สูง

ปัจจุบันไทยมีสัดส่วนการส่งออกประมาณ 60-70% ของ GDP ซึ่งการส่งออกไปยังสหรัฐฯ มีสัดส่วน 18% ของการส่งออกทั้งหมด โดยหากถูกเรียกเก็บภาษีในอัตรา 36% คาดสัดส่วนการส่งออกไปยังสหรัฐฯ จะลดลงเหลือประมาณ 10% อย่างไรก็ตามมองว่าไทยต้องหาตลาดอื่นทดแทน อาทิ อินเดีย จีน ยุโรป และยังมีอีกหลายตลาดที่มีศักยภาพ ซึ่งมองว่าในเวลานี้ไทยควรเร่งหาตลาดใหม่ ควบคู่ไปกับการเจรจาการค้า รวมทั้งไทยควรต้องทำงานเรื่องพหุภาคีให้เข้มแข็งขึ้น เนื่องจากทรัมป์จะดำรงตำแหน่งประธานาธิบดี 3 ปีครึ่ง หลังจากนั้นทุกอย่างจะกลับไปเหมือนเดิม และไทยจะมีพหุภาคีที่เข้มแข็ง และจะเป็นทางออกให้กับทุกคน

"เราต้องเล่นเกมหลายหน้า ด้านหนึ่งก็เจรจาภาษีการค้า อีกด้านหนึ่งก็เตรียมการหาทางออกให้ตัวเอง ไปหาตลาดทดแทน ขณะเดียวกันก็ทำงานกับทุกคนทั่วโลกในการสร้างพหุภาคีให้แข็งแรง ผมว่ามันมีทางออกเยอะ อย่าพึ่งตื่นเต้น ถือว่าพายุมาก็แล้วกัน"

ขณะเดียวภาคการท่องเที่ยวก็เป็นสิ่งที่น่ากังวล เนื่องจากตัวเลขนักท่องเที่ยวมาน้อยกว่าที่คาด ภาคการบริโภคในประเทศชะลอตัว ภาคอุตสาหกรรมไทยก็ค่อย ๆ ขยายตัวต่ำลง ทำให้ไร้ปัจจัยขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้ไปต่อได้ นอกจากนี้การเมืองในประเทศที่ยังมีปัญหาด้านเสถียรภาพส่งผลต่อการทำงานภาคราชการไม่สามารถขับเคลื่อนนโยบายขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ดีอย่างที่คิด อย่างไรก็ตามยอดการขอ BOI ยังเติบโตต่อเนื่อง หวังว่าอย่างน้อยจะเป็นสิ่งที่ช่วยขับเคลื่อนประเทศไทยไปต่อได้

*หุ้นไทยปีนี้รับแรงกระแทกทั้งปัจจัยใน-นอก

สำหรับตลาดทุนไทย ย้อนหลังกลับไป 2 ปี ตั้งแต่ปี 2566 ดัชนี SET ลงมาจาก 1,600 จุด เหลือ 1,100 จุด เป็นสัญญาณเตือนภัย เพราะสวนทางกับตลาดหุ้นโลกหลายตลาดที่ทำ All Time High ก่อนที่มีการประกาศมาตรการภาษีของสหรัฐฯ อีกทั้งสินทรัพย์หลายตัวยังให้ผลตอบแทนได้ดี สะท้อนว่านี่เป็นปัญหาเฉพาะไทย รวมทั้งเม็ดเงินจากนักลงทุนต่างชาติยังไหลออกต่อเนื่อง

ในครึ่งปีแรกปีนี้ ต่างชาติขายสุทธิรวม 8 หมื่นล้านบาท จากปี 67 ที่ขายสุทธิ 1.5 แสนล้านบาท ถ้านักลงทุนต่างชาติยังขายสุทธิ Fund Flow จะไหลออกเป็นปีที่ 3 ต่อเนื่อง ขณะที่ตลาดพันธบัตรตั้งแต่ต้นปีต่างชาติซื้อสุทธิราว 3 หมื่นล้านบาท แต่ 2 เดือนสุดท้ายขายสุทธิรวม 34,819 ล้านบาท สะท้อนว่านักลงทุนกำลังออกจากตลาดทุนไทย

ประธาน FETCO แนะนำ 3 เรื่อง ได้แก่ อยากให้ทางการรักษาโมเมนตัมทางเศรษฐกิจ เนื่องจากหากเศรษฐกิจชะลอตัวลง และเริ่มไปต่อไม่ได้ การจะกระตุ้นเศรษฐกิจให้ฟื้นอีกครั้งจะยากมาก และจะมีผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน กระทบต่อสภาพคล่องและแม้กระทั่งการปล่อยสินเชื่อต่าง ๆ และหลังจากนี้ต้องพยายามที่จะสื่อสารเอาข่าวดีออกมา ทำมาตรการที่ใช่ รักษาความเชื่อมั่นให้กับนักลงทุน และสุดท้ายเรื่องการเมืองในประเทศ มองว่าความขัดแย้งมีได้แต่ขอให้ขัดแย้งในกรอบ เพราะถ้ารุนแรงลุกลามจะกลายเป็นปัญหาซ้ำเติมได้

รวมทั้งอัตราดอกเบี้ยของไทยในระดับปัจจุบันที่ 1.75% มองว่ายังมีโอกาสให้ปรับลดลงได้ ถ้าลดให้เร็วดีกว่าลดช้า เนื่องจากมีส่วนช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจและรักษาโมเมนตัมเศรษฐกิจให้ยังพอไปต่อได้ เพื่อให้สามารองรับสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นในขณะนี้

นอกจากนี้ มองว่าช่วงครึ่งปีหลังสถานการณ์จะคับขันมากขึ้นเรื่อย ๆ หากประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ เห็นว่ามาตรการภาษีที่ประกาศออกมาไม่ได้กระทบต่อตลาดทุนมาก อาจจะมีมาตรการภาษีออกมาเพิ่มเติมอีก เช่น มาตรการภาษีรายอุตสาหกรรม หรือรายประเทศ นอกจากนี้ยังมีประเด็นที่ก่อนหน้านี้ทรัมป์ ประกาศจะเรียกเก็บภาษีเพิ่มเติมในอัตรา 10% ต่อประเทศที่ดำเนินนโยบายสอดคล้องกับกลุ่ม BRICS อย่างไรก็ตามหากมีการเรียกเก็บภาษีจากประเด็นดังกล่าว คาดว่าประเทศอื่นที่อาจจะถูกเก็บมากกว่า เนื่องจากไทยเข้าไปในลักษณะเป็นพาร์ทเนอร์ เรียนรู้สังเกตการณ์มากกว่า

website : mgronline.com
facebook : MGRonlineLive
twitter : @MGROnlineLive
instagram : mgronline
line : MGROnline
youtube : MGR Online VDO

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...