เปิดมุมมอง 3 โบรกฯ ส่องกลยุทธ์ลงทุน พร้อมเสิร์ฟหุ้นเด่นวันนี้
#ทันหุ้น - บล.ฟินันเซียไซรัส คาดแนวโน้มตลาดวันนี้ SET Index จะฟื้นตัวระยะสั้นในกรอบ 1,070-1,085 จุด เม็ดเงินไหลกลับเข้าหาสินทรัพย์เสี่ยงจาก Sentiment บวกต่างประเทศหลังทรัมป์ระบุว่าอิสราเอลและอิหร่านได้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงแล้ว ขณะที่ปัจจัยการเมืองในประเทศผ่อนคลายขึ้น โดยจากประเด็นสงครามที่คลี่คลาย ทำให้ราคาน้ำมันดิบพลิกกลับมาปรับตัวลงแรงราว 10% โดยล่าสุด Brent อยู่ที่ US$69 ต่อบาร์เรล ซึ่งจะพลิกมากดดันหุ้นในกลุ่มพลังงานต้น-กลางน้ำ ขณะที่กลุ่มปลายน้ำและ Anti-Commodity Play จะได้อานิสงส์บวก
นอกจากนี้คุณมิเชล โบว์แมน หนึ่งในกรรมการ FED ซึ่งตลาดมองว่าอยุ่ในสาย Hawkish ได้ออกมาให้ความเห็นในเชิงผ่อนคลาย โดยประเมินว่านโยบายภาษีการค้าจะกระทบเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย รวมถึงอาจสนับสนุนให้ FED ปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมครั้งถัดไปเพื่อพยุงตลาดแรงงานให้ยังแข็งแรง ส่งผลให้ตลาดปรับเพิ่มความน่าจะเป็นที่ FED จะลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือน ก.ย. เพิ่มเป็นกว่า 80% ภาพรวมทำให้ Bond Yield สหรัฐฯและ Dollar Index อ่อนตัวลง บวกต่อกลุ่มไฟแนนซ์ โรงไฟฟ้า ส่วนปัจจัยการเมืองในประเทศจากความชัดเจนที่รัฐบาลเดินหน้าทำงานต่อ แม้เสถียรภาพจะยังต่ำจากคะแนนเสียงเกินกึ่งหนึ่งไม่มาก แต่เชื่อว่าตลาดจะผ่อนคลายมากขึ้นโดยวันนี้ติดตามการประชุมครม.ว่าจะมีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจออกมาหรือไม่ เมื่อผนวกปัจจัยทั้งหมดกับภาพทางเทคนิคที่ Overbought เราประเมินดัชนีมีโอกาสเข้าสู่ช่วงการฟื้นตัวระยะสั้น
กลยุทธ์ : พักเงินในหุ้นกลุ่ม Defensive หุ้นปันผลสูง รวมถึง Global Play เช่น กลุ่มน้ำมันและส่งออก ซึ่งถูกกระทบจากความเสี่ยงการเมืองในประเทศจำกัดกว่า
หุ้นเด่นเดือน มิ.ย. : CPALL, MTC, OSP, SJWD, STECON
FSSIA Portfolio : BA, CPALL, KBANK, MTC, NSL, OSP, PR9, STECON
หุ้นเด่นวันนี้ : GPSC
• แนะนำ “ซื้อ” ราคาเป้าหมาย 36 บาท
• ระยะสั้นราคาหุ้นมีโอกาสฟื้นตัวจาก Sentiment บวกต่างประเทศ โดยราคาน้ำมันดิบที่ปรับตัวลงราว 10% หลังทรัมป์ระบุอิสราเอล-อิหร่านบรรลุข้อตกลงหยุดยิง
• นอกจากนี้ยังได้แรงหนุนจาก Bond Yield ที่ปรับตัวลงจากตลาดที่ประเมินโอกาสปรับลดดอกเบี้ยของ FED ที่สูงขึ้น หลังกรรมการ FED ระบุว่าผลกระทบาจากนโยบายภาษีคาดส่งผลต่อเงินเฟ้อเพียงเล็กน้อย
• แนวรับ 26.50-26 บาท แนวต้าน 28//29-30 บาท
ด้าน บล.ดาโอ คาดดัชนีฯ ผันผวนต่อ ตลาดรอดูสถานการณ์ตะวันออกกลาง การเมืองไทย และกัมพูชา โดยตลาดหุ้นไทย แม้ดัชนีฯ จะปรับตัวลงไม่มากวันก่อน แต่ตลาดหุ้นยังมีความเสี่ยงจากทั้งสงครามตะวันออกกลาง และการเมืองในประเทศ ที่ยังไม่มีความชัดเจน กรอบแนวรับ 1056 , 1034 และ 1000 จุด
สถานการณ์ตะวันออกกลาง ข่าวบวกเช้านี้ คือ “Trump” ประกาศในเรื่องการหยุดยิงชั่วคราว ระหว่างอิหร่าน-อิสราเอล ซึ่งเป็นข่าวบวก(ชั่วคราว) ของตลาด จนกว่าจะมีการยุติการทำสงครามจริงๆ … วันก่อน สินทรัพย์ทางการเงิน โดยเฉพาะน้ำมันและทองคำ เหมือนจะรู้ล่วงหน้าในเรื่องนี้ ราคาจึงไม่ได้สะท้อนถึงความกลัวสงครามมากเท่าใดนัก ….. จากนี้ไป ต้องติดตามการเจรจา ช่องแคบฮอร์มุส จะปิดหรือไม่ …. ทางเรามองว่า ด้วยสถานการณ์ที่อาจจะดีขึ้น วันนี้ ราคาน้ำมันและหุ้นน้ำมันจะปรับตัวลง แต่ตลาดหุ้นจะดีขึ้น
การเมืองไทย กลายมาเป็นตัวแปรที่กดดันตลาด พรรคร่วมยังจับมือกันได้ ถือว่ารัฐบาลยังประคองตัวไปได้ แต่ยังคงต้องรอดูการปรับครม. การฟ้องร้องว่านายกฯทำผิด และการรวมกลุ่มเพื่อเรียกร้องทางการเมือง ซึ่งอัน ทั้งนี้ 2 ประเด็นหลัง จะมีผลต่อทิศทางตลาด(ในทางลบ) ถ้า มีการตีความว่า นายกฯ อาจต้องลาออก(ในอนาคต)
ป.ป ช.รับสอบเบื้องต้นคลิปเสียงหลุด "อิ๊งค์-ฮุนเซน" กำหนด 10 วัน มีมูลแจ้งข้อหาหรือไม่ จับตา 1 ก.ค. ศาลรัฐธรรมนูญนัดประชุม อาจพิจารณาคำร้อง(รับ/ไม่รับ) “นายกฯ แพทองธาร” ….. เราประเมินไว้แล้ว ว่านายกฯ มีโอกาสที่จะถูกฟ้อง จากสถิติในกรณีที่มีการฟ้องนายกฯ ทั้ง พลเอกประยุทธ์ และคุณเศรษฐา นักลงทุนมักจะชะลอการลงทุนก่อนทราบผลตัดสิน ครั้งนี้ ก็น่าจะเป็นแบบนั้น แต่หุ้นคงลงไม่มากเพราะลงมามากอยู่แล้ว แต่ถ้าผลออกมาว่า นายกฯผิด อาจมีผลต่อตลาด(ลบ)
ความสัมพันธ์กับกัมพูชา วานนี้(23) กองทัพภาคที่ 2 สั่งยกระดับควบคุมผ่านแดน 3 จุดชายแดนไทย-กัมพูชา ……การปิดช่องทางออกไปยังกัมพูชา จะส่งผลกระทบต่อไทย เนื่องจากมีการส่งสินค้าไปยังกัมพูชา สูงถึง 3.2 แสนลบ. และนำเข้าเพียง 4.3 หมื่นลบ. (ข้อมูลปี 2567) ไทยจึงเสียหายมากหากมีการ ban เรื่องการซื้อขายสินค้า ทั้งนี้ สินค้า 5 ลำดับแรก ที่ไทยส่งออกไปกัมพูชา คือ อัญมณี น้ำมัน(17% มูลค่าของส่งออกไปกัมพูชา) น้ำตาลทราย เครื่องดื่ม และเคมีภัณฑ์
Fed กรรมการพูดเป็นคนที่สอง (คืนที่ผ่านมา Bowman) แล้วว่า 16 ก.ค. ที่จะมีการประชุม FOMC จะมีการปรับลดดอกเบี้ย …… ข่าวนี้ บวกต่อตลาดหุ้นทั่วโลก
สกุลเงินส่วนใหญ่ในเอเชียอ่อนค่าลงเมื่อเทียบกับเงินดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งได้รับแรงหนุนจากความต้องการสินทรัพย์ปลอดภัย หลังจากที่สหรัฐฯ โจมตีโรงงานยูเรเนียมของอิหร่านเมื่อวันอาทิตย์ ขณะที่ ค่าเงินบาทเผชิญแรงกดดันจากการอ่อนค่าลงเช่นกัน เนื่องจากความไม่แน่นอนทางการเมืองในประเทศทวีความรุนแรงขึ้น หลังจากนายกรัฐมนตรียืนยันที่จะไม่ลาออกจากตำแหน่ง …. เงินบาทล่าสุด 32.99 บาท อ่อนค่าลงเป็นวันที่ 5 ติดต่อกันถึง 1.8% หลังจากประเด็นการเมือง(คลิปเสียงหลุด)
Event วันนี้ : ประชุม ครม. และกระทรวงการคลังจะแถลงเรื่องมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ
Technical : BCH, KAMART
ขณะที่ บล.คิงส์ฟอร์ด ประเมินแนวรับดัชนี SET ที่ 1,160 แนวต้าน 1,185 คาดดัชนีมีโอกาสฟื้นตัว หลังอิสราเอล – อิหร่านประกาศหยุดยิง กอปรกับแรงกดดันจากปัจจัยการเมืองในประเทศก็เริ่มลดลง แนะนำซื้อเก็งกำไร GULF,GSPC,SCC,AOT,AAV,BA ที่คาดได้ประโยชน์จากราคาน้ำมันดิบที่เริ่มลดลง
CENTEL* (ทยอยซื้อ / ราคาเป้าหมาย IAA Consensus 36.00 บาท) แนวโน้มผลประกอบการ 2Q68-3Q68 จะอ่อนตัว QoQ ลงตามปัจจัยฤดูกาลที่เข้าช่วง low season ท่องเที่ยวไทยและมัลดีฟส์ แต่คาดยังเห็นการเติบโต YoY จากธุรกิจโรงแรมในญี่ปุ่น และโรงแรมพัทยาและภูเก็ตกลับมาเปิดหลังรีโนเวต ภาพรวมปี 68 บริษัทวางเป้ารายได้ธุรกิจโรงแรม +17-20%YoY เป็น 1.3 หมื่นล้านบาท โดยมี RevPAR ที่ 4.3-4.6 พันบาท ส่วนธุรกิจอาหารรายได้ +4-6%YoY เป็น 1.35-1.4 หมื่นล้านบาท และเน้นการขยายผ่าน JV ที่มีอัตรากำไรดีอย่าง Shinkanzen ทั้งนี้คาดราคาลงมาตอบรับปัจจัยลบเรื่อง low season จำนวนนักท่องเที่ยวจีน และแผ่นดินไหวไปแล้ว ล่าสุดนักท่องเที่ยวในเดือน มิ.ย.-ก.ค.มีโอกาสฟื้นตัว MoM ตามสถิติย้อนหลัง โดยตลาดคาดกำไรปี 68-69 ไว้ที่ 1.94 พันล้านบาท (+10%YoY) และ 2.23 พันล้านบาท (+15%YoY)
SKR (ซื้อสะสม / ราคาเป้าหมาย 10.30 บาท) กำไรสุทธิ 1Q68 อยู่ที่ 207 ลบ. (-13% YoY, +1066% QoQ) ภาพ YoY อ่อนตัวจากรายได้ที่ลดลงในส่วนของการรักษาโรคยากที่ซับซ้อนด้วยการผ่าตัด(ลดลงจากกลุ่มลูกค้าประกันสังคมโครงการ MOU ปรับลดจำนวนกลุ่มโรค จากเดิม 5 กลุ่มโรค เหลือเพียง 2 กลุ่มโรค) ส่วน 2Q68 คาดการดำเนินงาน QoQ ถูกกดดันจาก Low Season อย่างไรก็ตาม 3Q68 จะเข้าสู High Season แล้ว และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังนี้จะมีแรงหนุนเพิ่มเติมจากการกลับมาของรายได้การผ่าตัดเย็บกระเพาะที่ SSO มีเกณฑ์ใหม่(ท้ายปี67) คือให้รักษาทางเลือกก่อน 6 เดือน ถึงจะให้ผ่าได้
รู้ทันเกม รู้ก่อนใคร ติดตาม "ทันหุ้น" ได้ทุกช่องทางเหล่านี้
Facebook คลิก https://www.facebook.com/thunhoonnews
Youtube คลิก https://www.youtube.com/c/ThunhoonOfficial
Tiktok คลิก https://www.tiktok.com/@thunhoon_/