โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

เรื่องสั้น

แม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์

นิยาย Dek-D

อัพเดต 06 ก.ย 2568 เวลา 03.40 น. • เผยแพร่ 16 พ.ค. 2568 เวลา 06.33 น. • ตำหนักหมื่นบุปผา
จากสาวยุคใหม่ทะลุมิติเป็นภรรยา (แม่เลี้ยงจำเป็น) ของชายหม้ายลูกติดสุดลึกลับ—ปล่อยจอย เลี้ยงลูกสุดชิล แต่ชีวิตกลับดีเกินคาด! สามีแสนดี เด็กๆ ก็น่ารัก แถมสกิลค้าขายสุดเทพอยู่ในมือ! ใครเห็นก็อิจฉา!

ข้อมูลเบื้องต้น

替嫁糙汉后, 后娘摆烂养崽赢麻了

Author : เวย อวี่สือ

แปล: FrozenLily

เรียบเรียง : L.Qingwen

ลิขสิทธิ์ : 17K
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”

งานเข้าแบบไม่ให้ตั้งตัว!
"ซ่งจินเหยา" เพิ่งลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเอง ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยกำพร้าสุดอาภัพ ถูกญาติใจร้ายจับแต่งงานแทนพี่สาวทันที!

แต่เอ๊ะ! ชีวิตใหม่กลับพลิกล็อกยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง!

เจ้าบ่าวเหรอ? …พ่อหม้ายวัย 25 ลูกติด 3 แถมจนขั้นที่ใครๆ ก็เม้าท์ว่านกยังบินหนี!
แต่เดี๋ยวก่อน—เรื่องมันไม่ได้เศร้าอย่างที่คิด…

เพราะคุณสามีที่ว่า “ดวงกุด” ตัวจริงกลับ หล่อ สุภาพ ใจดี จนเธอเผลอคิดว่า นี่เราฝันอยู่หรือเปล่า?
ส่วนลูกเลี้ยงตัวจิ๋ว 3 หน่อ ที่เตรียมใจไว้ว่าเป็นมารผจญ…ดันกลายเป็นแก๊งลูกเจี๊ยบแก้มยุ้ย น่ารักละลายหัวใจ!

ยิ่งไปกว่านั้น ซ่งจินเหยายังมาพร้อม สกิลค้าขายขั้นเทพ ที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตให้ปังทะลุเพดาน งานนี้จากที่คิดว่าชีวิตจะรันทด…กลับกลายเป็นสุดชิล แถมฟินทุกวัน!

.

.

เรื่องราวของ “แม่เลี้ยงจำเป็น” สุดเฮงคนนี้ จะอลวน ป่วน ฮา และหวานจนหัวใจพองโตแค่ไหน…
มาร่วมส่องชีวิตสุดปังของ "ซ่งจินเหยา" แล้วระวัง…คุณอาจยิ้มไม่หยุด!

ตอนที่ 1 ข้าต้องแต่งงาน?

ซ่งจินเหยาได้เดินทางทะลุมิติมาแล้ว และทันทีที่ลืมตาตื่น เธอก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก

“หากนางไม่ยอมไป พวกเราจะยอมให้อิ๋งเซี่ยแต่งงานกับเขาจริง ๆ หรือ?” เสียงร้องของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น

“อิ๋งเซี่ยต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านที่ยากจนข้นแค้นมานับสิบปี ในที่สุดพวกเราก็หานางพบ เจ้ายังจะยอมให้นางทนทุกข์ต่อไปได้อย่างไร?”

“ใช่ว่าข้าไม่ห่วงใยจินเหยา หลายปีมานี้ ข้าดีต่อนางเหมือนลูกในไส้ หากตอนนั้นข้าไม่กระโดดลงไปช่วยจินเหยาเอาไว้ อิ๋งเซี่ยก็คงไม่หายตัวไป จินเหยาใช้ชีวิตสุขสบายกับพวกเรามาหลายปี ทว่าอิ๋งเซี่ย…”

ซ่งจินเหยาพยายามอย่างหนักที่จะทำความเข้าใจบทสนทนาเหล่านั้น พร้อมกับปะติดปะต่อความทรงจำที่สับสนของเจ้าของร่างเดิมในหัว ในที่สุดเธอก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้พอสมควร

เธอได้ทะลุมิติมายังยุคโบราณที่ไม่มีใครรู้จัก หญิงสาวเจ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่กับลุงและป้ามาตั้งแต่เด็ก และเสียงของหญิงวัยกลางคนที่กำลังพูดอยู่ขณะนี้ก็คือป้าของนาง

ลุงของนางเป็นบัณฑิต ตอนนี้ทำงานเป็นเสมียนอยู่ในที่ว่าการ ทำให้ครอบครัวของพวกเขามีฐานะดีกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่เล็กน้อย

ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาดีกับนางมาก

ครั้งเมื่อหญิงสาวเจ้าของร่างเดิมอายุได้สามขวบ นางตกลงไปในแม่น้ำโดยบังเอิญ ป้าผู้นี้ก็เป็นคนกระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมา ทว่าหลังจากนั้นกลับพบว่าลูกสาวแท้ ๆ ของตนเอง ‘หลี่อิ๋งเซี่ย’ ได้หายตัวไป พวกเขาออกตามหากันอยู่นานสองปี หาอย่างไรก็หาไม่พบ สุดท้ายก็ยอมแพ้และทำได้แต่ยอมรับความจริง จากนั้นจึงเลี้ยงดูเจ้าของร่างเดิมประหนึ่งลูกสาวแท้ ๆ

แต่แล้วโชคชะตากลับพลิกผัน จู่ ๆ หลี่อิ๋งเซี่ยก็กลับมา บนตัวนางมีปานแต่กำเนิด แถมยังมีหน้าตาละม้ายคล้ายมารดาไม่ผิดเพี้ยน จึงยืนยันได้ว่านางคือลูกสาวของตระกูลหลี่จริง ๆ

ตามหลักแล้ว เจ้าของร่างเดิมก็เป็นเพียงหลานสาวของตระกูลหลี่ การกลับมาของลูกพี่ลูกน้องอย่างหลี่อิ๋งเซี่ยจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อนางมากนัก

แต่ปัญหาก็คือ…พ่อแม่บุญธรรมในชนบทที่เลี้ยงดูหลี่อิ๋งเซี่ยมา ได้จัดเตรียมการแต่งงานให้นางกับผู้ชายคนหนึ่งไว้แล้ว แถมพวกเขายังรับเงินสินสอดจำนวนห้าสิบตำลึงมาแล้วด้วย

หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ สำหรับชาวบ้านทั่วไป การจะหาภรรยาสักคนหนึ่ง แค่สิบตำลึงก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่นี่เป็นครอบครัวในชนบทแท้ ๆ กลับกล้าเรียกร้องเงินสินสอดมากกว่าถึงห้าเท่า แบบนี้ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่นอน

ใช่แล้ว ไม่ว่าจะมองมุมไหน การแต่งงานครั้งนี้ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะดีนัก

ชายคนนั้นอายุยี่สิบห้าปี มากกว่าหลี่อิ๋งเซี่ยถึงเก้าปี แถมยังเป็นพ่อหม้ายลูกติด ที่ออกจากตระกูลมานานแล้ว เขาเลี้ยงดูลูกน้อยสามคนตามลำพัง ดังนั้นจึงต้องการแต่งภรรยาเพื่อให้มาช่วยเลี้ยงดูเด็ก ๆ งานนี้จึงยอมทุ่มสุดตัว ยกเงินสินสอดทั้งหมดที่มีเพื่อแต่งหลี่อิ๋งเซี่ยมาเป็นภรรยา

ยังลือกันอีกว่า ชายคนนั้นกังวลว่าภรรยาใหม่อาจจะใจร้ายกับลูก ๆ เขาจึงประกาศไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า หลังจากแต่งงานแล้วเขาจะไม่ขอมีลูกใหม่อีกในอนาคต

นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมจ่ายค่าสินสอดมากมายขนาดนี้

ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ในอดีตหลี่อิ๋งเซี่ยอาจยอมรับชะตากรรมนี้ก็เป็นได้ แต่ตอนนี้นางได้พบกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิดแล้ว จะให้นางกลับไปแต่งงานกับชายหม้ายผู้น่าสงสารคนนั้นได้อย่างไร?

แน่นอนว่านางย่อมต้องร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าบิดามารดาของนาง แสดงท่าทางที่น่าสงสารอย่างสุดฤทธิ์ จนทำให้พวกเขาใจอ่อนลง

ดังนั้น แม่ลี่จึงนึกถึงหลานสาวของตนอย่างซ่งจินเหยา

นางพูดความในใจทั้งหมดออกไป

“จินเหยา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ป้ากับลุงดูแลเจ้าดีเพียงใดก็คงไม่ต้องพูดให้มากความ กล่าวกันว่าบุญคุณของการเลี้ยงดูนั้นยิ่งใหญ่กว่าการให้กำเนิด ข้าไม่เคยร้องขอสิ่งใดตอบแทน แต่พี่สาวของเจ้าช่างน่าเวทนานัก นอกจากเจ้าแล้ว ใครเล่าจะช่วยนางได้อีก?”

“ถ้าตอนนั้นข้าไม่กระโดดลงแม่น้ำไปช่วยเจ้า อิ๋งเซี่ยจะหายตัวไปได้อย่างไร? แม่คนไหนจะยอมสละชีวิตลูกของตัวเองได้กันเล่า จริงไหม? แล้วตอนนี้เจ้าจะไม่สนใจตอบแทนความเมตตาของพวกเราสักหน่อยเลยหรือ?”

ส่วนพ่อหลี่เองก็ไม่เต็มใจที่จะแยกจากลูกสาวที่พวกเขาเพิ่งได้กลับมา ทว่าก็ไม่อยากทิ้งหลานสาวที่เลี้ยงดูมาอย่างดีเช่นกัน

แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถคืนเงินสินสอดห้าสิบตำลึงนั้นได้ สุดท้ายจึงต้องตัดสินใจ

พวกเขาจำต้องกัดฟันและตัดสินใจส่งหลานสาวไปแต่งงานแทน เพราะไม่ต้องการให้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในครอบครัว

หญิงสาวเจ้าของร่างเดิมร้องไห้เสียใจอย่างหนัก สุดท้ายจึงกระโดดลงบ่อน้ำฆ่าตัวตาย

และซ่งจินเหยาก็ทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้พอดี

เธอเกาศีรษะด้วยความหงุดหงิดใจ

นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?

จากนิยายที่เธอเคยอ่านผ่านตามา เวลาที่คนอื่นเขาทะลุมิติ หากไม่ไปเป็นพระชายา ก็ไปเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์กันทั้งนั้น

แล้วเหตุใดการเดินทางทะลุมิติของเธอจึงกลายเป็นเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เนี่ย?

ที่แย่ไปกว่านั้น หากเธอมาถึงเร็วกว่านี้สักหน่อยก็ยังพอจะพลิกสถานการณ์ได้ แต่นี่เจ้าของร่างเดิมดันก่อเรื่องไว้จนวุ่นวาย สายสัมพันธ์ในครอบครัวและความรู้สึกผิดที่ตระกูลหลี่มีต่อนางจึงมลายหายไปจนสิ้น

เรื่องนี้ยิ่งทำให้แม่หลี่มีความมั่นใจในความคิดที่จะให้หลานสาวไปแต่งงานแทนลูกสาวแท้ ๆ ของตนมากขึ้น ตอนนี้นางไม่มีความรู้สึกผูกพันกับจินเหยาอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเก็บนางเอาไว้

ซ่งจินเหยาลุกขึ้นนั่งพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ ออกมา

เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว เธอจะทำอะไรได้อีก?

ซ่งจินเหยาลุกจากเตียงแล้วเดินออกไปพูดว่า “ท่านป้า หยุดร้องไห้ได้แล้ว ข้าจะไปเอง”

แม่หลี่ที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ถึงกับหยุดชะงักไปทันที นางไม่คิดว่าหลานสาวจะฟื้นขึ้นมาได้ในเวลานี้ จึงรู้สึกอึดอัดและอับอายมาก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก

“จินเหยา ไม่ใช่ว่าป้าไม่รักเจ้า แต่เป็นเพราะ…”

“ข้าเข้าใจดี” ซ่งจินเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เมื่อข้าไปแล้ว การหมั้นหมายกับพี่เจียนปิ่งก็ส่งต่อให้อิ๋งเซี่ยเถอะ”

ใบหน้าของแม่หลี่พลันแดงก่ำ

ที่จริงแล้ว ซ่งจินเหยาได้หมั้นหมายกับหยางเจียนปิ่ง ลูกชายของรองนายอำเภอฉางฮวาเอาไว้แล้ว หยางเจียนปิ่งคนนี้เพิ่งอายุสิบเก้าปี ตอนอายุเพียงสิบหกปีก็สามารถสอบขุนนางผ่านได้ อนาคตถือว่าสดใสมากทีเดียว

ก่อนที่หลี่อิ๋งเซี่ยจะกลับมา ตระกูลหลี่ปฏิบัติต่อซ่งจินเหยาประหนึ่งลูกสาวแท้ ๆ ของตนก็มิปาน แน่นอนว่าอะไรดี ๆ พวกเขาย่อมมอบให้นางเสมอ

พ่อหลี่เป็นเสมียนในที่ว่าการอำเภอ เขาเป็นคนขยันขันแข็ง จึงได้รับความไว้วางใจจากรองนายอำเภอฉางฮวามาก สองสามีภรรยาตระกูลหลี่ต่างคิดว่า คงเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ตระกูลหยางมาสนใจหมั้นหมายกับซ่งจินเหยา

หากหลี่อิ๋งเซี่ยมิได้หายตัวไปตั้งแต่เด็ก การหมั้นหมายนี้จะต้องเป็นของนางอย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นลูกสาวในสายเลือดของพวกเขา หลานสาวนอกสายเลือดจะมาเทียบเคียงได้อย่างไร?

แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของพวกเขาเท่านั้น แม่หลี่นั้นรักหน้าตาเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาให้คนอื่นมองว่านางเป็นคนใจแคบไร้ความเมตตา

“หากเจ้าเต็มใจก็ดีแล้ว นี่เงินหนึ่งตำลึง เก็บติดตัวเอาไว้ใช้…”

พ่อหลี่ยื่นเงินหนึ่งตำลึงให้ซ่งจินเหยา แต่ก็ไม่ได้พูดเรื่องหากมีปัญหาก็ให้กลับมาหาพวกเขาได้อะไรทำนองนั้นออกมา

อย่างไรก็ตาม ชายที่ซ่งจินเหยาจะต้องไปแต่งงานด้วยนั้นมีลูกติดถึงสามคน อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในชนบท หากนางทนความลำบากไม่ได้แล้วหนีกลับมาพวกเขาจะทำอย่างไร?

พวกเขาไม่มีเงินห้าสิบตำลึงมาคืนให้ฝ่ายชายหรอกนะ ตระกูลลี่เก็บเงินทั้งชีวิตก็มีไม่มากขนาดนั้น

กล่าวได้ว่าครอบครัวที่เลี้ยงหลี่อิ๋งเซี่ยมานั้นช่างเลวร้ายจริง ๆ

ในทางกลับกัน ซ่งจินเหยาไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมและไม่ได้เติบโตมาในโลกนี้ เธอจึงไม่มีความรู้สึกผูกพันใด ๆ กับลุงและป้าที่อยู่ตรงหน้านี้เลย เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือต่อต้าน และยิ่งไม่มีทางปฏิเสธ ทำเพียงแค่รับเงินมาอย่างใจเย็นโดยไม่พูดอะไร

“พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าจะมีเกวียนมารับเจ้า”

ลุงและป้ากล่าวจบก็ออกจากห้องไป เห็นได้ชัดว่าพวกเขารีบร้อนที่จะส่งนางออกไปให้ไวที่สุด ไม่คิดแม้แต่จะเดินทางไปส่งนางเสียด้วยซ้ำ

บ้านตระกูลหลี่แม้ว่าจะมีฐานะดีกว่าชาวบ้านทั่วไป แต่พวกเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การให้เงินหนึ่งตำลึงแก่นางก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว

พ่อหลี่มีรายได้จากการเป็นเสมียนในที่ว่าการ ก็แค่เดือนละห้าสิบเหวินเท่านั้นเอง

เช้าวันรุ่งขึ้น

แม่หลี่มาที่ห้องของซ่งจินเหยาตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยจัดของ แท้จริงแล้วก็แค่ข้ออ้าง นางมาเพื่อคอยจับตาดูต่างหาก

ทว่าซ่งจินเหยาไม่ได้ใส่ใจอะไร นางเก็บเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแค่สองชุดและปิ่นไม้สามอัน ส่วนเครื่องประดับเงิน กำไลหยก และของล้ำค่าอื่น ๆ ในกล่อง นางไม่ได้เอาไปแม้แต่ชิ้นเดียว

เมื่อซ่งจินเหยาจัดของเสร็จ แม่หลี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก

ซ่งจินเหยารู้สึกขบขันอยู่ในใจ แต่สีหน้ากลับไม่ได้แสดงออกใด ๆ นางเดินออกจากบ้านและขึ้นเกวียนเทียมม้าหลังคาคลุมด้วยผ้าสีดำที่ตระกูลหลี่จัดเตรียมไว้ให้ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสักครั้ง

กลับเป็นพ่อแม่หลี่เสียเองที่รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก

เลี้ยงดูมาสิบกว่าปี ต่อให้เป็นหมาหรือแมวก็ยังมีความผูกพัน แล้วนี่คือซ่งจินเหยาที่เป็นเด็กดี เชื่อฟังและว่านอนสอนง่าย เด็กที่ดูแลทุกอย่างในบ้านได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ

เวลานี้…นางกลับเดินจากไปทั้งอย่างนั้น

ใครเล่าจะรู้สึกดี?

.

.

.

ตอนที่ 2 หมู่บ้านตุ้นเจีย

“ท่านพ่อ ท่านแม่ เป็นความผิดของข้าเอง หากข้าไม่กลับมา จินเหยาก็คงไม่ต้องแต่งงานไปไกลถึงเพียงนี้ ปล่อยให้ข้าไปแต่งงานแล้วให้นางกลับมาเถอะ…”

สองสามีภรรยาหันกลับมาพร้อมกัน ก็พลันเห็นหลี่อิ๋งเซี่ยยืนน้ำตาคลอเบ้า สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด

ทันใดนั้น ความคิดที่ยังคงค้างคาใจเกี่ยวกับซ่งจินเหยาก็ถูกโยนทิ้งไป พวกเขารีบเดินเข้าไปปลอบประโลมหลี่อิ๋งเซี่ยด้วยความรู้สึกผิดทันที

“เด็กโง่ มันจะเป็นความผิดของเจ้าไปได้อย่างไร? ตอนนั้น ถ้าแม่เจ้าไม่มัวแต่หันไปช่วยหลานสาวของนาง จนเผลอดูแลเจ้าได้ไม่ดี เจ้าก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในชนบทหลายปีเช่นนี้ หากจะพูดถึงศีลธรรมและความถูกต้อง การที่นางแต่งงานออกไปแทนเจ้าก็ถือว่าทำถูกแล้ว”

“ใช่แล้ว อีกอย่าง…ในแต่ละปี พ่อแม่ของนางก็ส่งเงินมาให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สองปีมานี้กลับไม่มีอะไรส่งมาอีกเลย ใครจะรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร? พวกเราเลี้ยงดูนางมาหลายปีโดยไม่ได้อะไรตอบแทน นี่ก็ถือว่าเมตตาต่อนางมากแล้ว เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอก”

สถานที่ที่ซ่งจินเหยาแต่งงานออกไปนั้นไม่ได้อยู่ในอำเภอฉางฮวา แต่เป็นหมู่บ้านในอำเภอซงซวงที่อยู่ติดกัน เกวียนเทียมม้าเดินทางได้ค่อนข้างเร็ว หลังออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไม่ถึงเที่ยงวันดี พวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านตุ้นเจียแล้ว

เมื่อลงจากเกวียนและมองดูสภาพแวดล้อมรอบตัว ซ่งจินเหยาก็รู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง

จริงอยู่ที่นางเพิ่งจะทะลุมิติมาเมื่อวันก่อน แต่ด้วยความทรงจำของร่างเดิม จึงพอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ผู้ชายแก่’ ที่นางจะต้องแต่งงานด้วยจากปากของหลี่อิ๋งเซี่ยอยู่เล็กน้อย

อย่างแรกเลยคือ เขาเป็นคนยากจน เป็นเพียงชาวบ้านในชนบทที่ไม่มีอาชีพการงานมั่นคง แถมยังต้องเลี้ยงลูกเล็กถึงสามคน

ว่ากันว่าเพื่อหาภรรยาใหม่มาช่วยเลี้ยงดูเด็ก ๆ เขาถึงกับติดหนี้เป็นจำนวนมาก

แถม…เขายังไม่มีแม้แต่ที่ดินทำกินเลยด้วยซ้ำ

หลี่อิ๋งเซี่ยเคยบอกว่า ชายแก่ผู้นี้ไม่มีแม้แต่ไร่นา ต้องทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเลี้ยงชีพ

แค่พอประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น

อีกเรื่องที่สำคัญมากก็คือ อำเภอที่นางจากมาคืออำเภอฉางฮวาซึ่งเป็นอำเภอขนาดกลางในต้าโจว ถือได้ว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองค่อนข้างมาก แต่อำเภอซงซวงที่อยู่ใกล้เคียง กลับเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรน้อยและยากจนที่สุด

ในช่วงเทศกาล ชาวอำเภอซงซวงจะมาจับจ่ายซื้อของและเฉลิมฉลองในอำเภอฉางฮวาเสมอ ๆ

ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว หมู่บ้านที่ห่างไกลและยากจนนี้จะต้องเต็มไปด้วยกระท่อมฟางและบ้านเรือนที่ทรุดโทรมเป็นแน่

แต่สิ่งที่นางเห็นอยู่ตรงหน้า กลับไม่ใช่เพิงหญ้าทรุดโทรมอย่างที่นางคาดคิดไว้

บ้านเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นบ้านใหม่ที่สร้างด้วยอิฐมีหลังคากระเบื้องอย่างดี เทียบกับบ้านของตระกูลหลี่ในเมืองแล้วก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย บางหลังยังมีขนาดใหญ่และกว้างขวางกว่าด้วยซ้ำ

โดยเฉพาะบ้านหลังนั้นที่ดูโดดเด่นสะดุดตามากเป็นพิเศษ

ไม่เพียงแต่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีลานกว้างภายในขนาดใหญ่ กำแพงรั้วรอบบ้านก็ทำมาจากอิฐดินเผา ดู ๆ ไปก็คล้ายกับบ้านพักตากอากาศของพวกเศรษฐีเลยทีเดียว

นี่มันอะไรกัน?

เดิมทีซ่งจินเหยาเตรียมใจไว้แล้วว่า ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ให้ได้ นางจะเป็นแม่เลี้ยงให้กับเด็ก ๆ ทั้งสามคนเอง แต่สำหรับผู้ชายแก่คนนั้น นางตั้งใจที่จะพูดคุยและโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลก่อน แต่หากไม่ได้ผลจริง ๆ ก็ค่อยหาวิธีอื่น

และที่สำคัญ…การหาเงินก็เป็นสิ่งจำเป็น

นางเชื่อว่าในฐานะผู้หญิงยุคใหม่ที่มีโลกทัศน์กว้างไกล นางจะสามารถหาหนทางดูแลตัวเองและลูก ๆ ได้อย่างแน่นอน เมื่อมีอำนาจทางการเงิน อำนาจในการควบคุมชายหม้ายและลูกสามคนก็จะง่ายขึ้น

แต่ตอนนี้…ดูเหมือนชีวิตที่นี่จะไม่ได้ยากลำบากอย่างที่จินตนาการไว้เลย

แน่นอนว่าก็ยังมีกระท่อมฟางอยู่บ้างในบริเวณใกล้เคียง ซ่งจินเหยาจึงคิดเอาเองว่า นั่นคือที่ที่ผู้ชายแก่คนนั้นอาศัยอยู่

ชาวบ้านหลายคนที่เดินผ่านไปมา ต่างก็แอบเหลือบมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น

ซ่งจินเหยาเป็นหญิงสาวที่งดงามหมดจด ผิวพรรณผุดผ่อง กิริยาท่วงท่าสง่างามแตกต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ว่าไม่มีใครกล้าจ้องมองนางนานเกินไป ราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการดูหมิ่นนางเข้า

ซ่งจินเหยาเดินไปหาหญิงวัยกลางผู้หนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าหมู่บ้าน “ท่านป้า ข้าขอถามทางไปบ้านโม่หงเชินหน่อยได้ไหม”

“หือ? เจ้ากำลังตามหาใครนะ? โม่หงเชินหรือ?”

ซ่งจินเหยารู้สึกประหลาดใจ —ไม่ใช่ว่าผู้ชายแก่คนนั้นแยกตัวออกจากตระกูล เพราะมีนิสัยแปลก ๆ เข้ากับใครก็ไม่ค่อยได้หรอกหรือ? ทำไมท่าทางของหญิงชาวบ้านผู้นี้ถึงดูเหมือนคุ้นเคยกับเขามากพอสมควรเลยล่ะ

ถึงในใจจะสงสัยแต่นางก็ยังคงแสดงสีหน้าสงบนิ่ง “ใช่แล้ว ข้าคือผู้หญิงที่โม่หงเชินจะแต่งงานด้วย ข้ามาเป็นเจ้าสาวของเขา”

ผู้หญิงคนนั้นอ้าปากค้าง มองซ่งจินเหยาอย่างตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ “เจ้า…เจ้ามาจากบ้านตระกูลฉางหรือ…แต่เจ้า…ดูไม่เหมือนนางเลย…”

ซ่งจินเหยาไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแต่ยิ้มและพูดซ้ำ “รบกวนท่านป้าช่วยชี้ทางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”

“อ้อ ๆ…ได้สิ” ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ได้สติ ก่อนจะชี้ไปทางหนึ่ง “เดินตรงไปตามถนนในหมู่บ้านไปจนสุดทาง เห็นบ้านหลังใหญ่ ๆ ที่มีรั้วล้อมรอบนั่นไหม? นั่นแหละบ้านโม่หงเชิน”

ซ่งจินเหยาหันไปมองตามทิศทางที่หญิงคนนั้นชี้ แล้วถึงกับตกตะลึงไปทันที

นั่นมันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่คล้ายกับบ้านพักตากอากาศที่นางเพิ่งสังเกตเห็นหรือ?

เห็นได้ชัดว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่หลี่อิ๋งเซี่ยบรรยายไว้!

ซ่งจินเหยากล่าวขอบคุณและเดินตรงไปยังบ้านตระกูลโม่

ผู้หญิงคนนั้นยังคงสับสนและเกาศีรษะของตนด้วยความสงสัยไปตลอดทาง นางได้ยินมาว่าแม่นางตระกูลฉางไม่เต็มใจจะแต่งงาน ก่อเรื่องจนวุ่นวายใหญ่โต นางเองก็นึกว่าการแต่งงานถูกยกเลิกไปแล้วเสียอีก แล้วทำไมถึงยังมีคนโผล่มาอีกล่ะ?

คิดไปคิดมา หญิงคนนั้นจึงตะโกนเรียกหลานชายของตัวเอง “ตั้นจื่อ! ไปที่ทุ่งนาแล้วบอกลุงเฉินของเจ้าว่า เจ้าสาวของเขามาถึงแล้ว!”

เด็กชาย ‘ตั้นจื่อ’ ตัวน้อยที่กำลังเล่นโคลนอยู่ พอได้ยินก็ใช้มือที่เปื้อนเปรอะเลอะเทอะนั้นเช็ดกับเสื้อที่สวมใส่ แล้วรับคำ “อื้อ!” เสียงหนึ่ง ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไปทันที

ซ่งจินเหยาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านที่ราวกับบ้านพักตากอากาศแล้วเคาะประตู ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงสุนัขเห่าดังลั่น ทำเอานางสะดุ้งสุดตัว

นางเป็นคนที่กลัวสุนัขมาก โดยเฉพาะสุนัขตัวใหญ่

แต่ดูเหมือนว่าเสียงเห่านั้นจะทำให้เจ้าของบ้านรู้ตัว ไม่นานก็มีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนตะโกนออกมาจากข้างใน

“มาแล้ว มาแล้ว ใครกัน?”

ซ่งจินเหยายิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น

หลี่อิ๋งเซี่ยบอกว่าผู้ชายแก่คนนี้ไม่มีพ่อแม่หรือพี่น้อง แถมยังได้ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลของเขาไปนานแล้ว

แล้วเหตุใดถึงมีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนอยู่ข้างในล่ะ?

ประตูถูกเปิดออก หญิงผู้นั้นมองซ่งจินเหยาตั้งแต่หัวจรดเท้า "เจ้าเป็นใคร? มาที่นี่ต้องการอะไร?"

ซ่งจินเหยายังคงใช้น้ำเสียงสุภาพ “ข้าคือผู้หญิงที่โม่หงเชินจะแต่งงานด้วย ข้ามาที่นี่เพื่อเป็นเจ้าสาวให้เขา ขอถามได้หรือไม่ว่าท่านเป็นใคร?”

พอได้ยินคำนี้ สายตาของหญิงผู้นั้นพลันเฉียบคมและแฝงไปด้วยความระแวดระวัง นางพินิจมองซ่งจินเหยาอย่างไม่เป็นมิตร

“เจ้าคือฉางจินกุ้ย ลูกสาวตระกูลฉางคนนั้นหรือ?”

ชื่อของหลี่อิ๋งเซี่ยในบ้านตระกูลฉางคือ ‘ฉางจินกุ้ย’

เมื่อสัมผัสได้ถึงความเป็นปรปักษ์ ซ่งจินเหยาจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ข้าไม่ใช่นาง ท่านอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าที่บ้านของพวกเขาเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง มารับหน้าที่แต่งงานแทนนาง”

“นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไรกัน? ตอนแรกตกลงกันแล้วว่าจะเป็นฉางจินกุ้ย พอมาตอนนี้กลับเปลี่ยนคนเสียอย่างนั้น? ตระกูลฉางคิดจะหลอกลวงคนหรือยังไง? รีบไสหัวไปซะ!”

คำพูดนั้นรุนแรงมาก แน่นอนว่าซ่งจินเหยาย่อมไม่ยอมอยู่เฉย สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา “แล้วท่านเป็นอะไรกับโม่หงเชิน ท่านมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเขาได้รึ?”

“ข้า…” ผู้หญิงคนนั้นถึงกับตะลึงงัน นางเอามือเท้าสะเอวแล้วแผดเสียงแหลมสูง “ข้าช่วยเสี่ยวเชินดูแลเด็ก ๆ มานาน ข้าเป็นป้าของเขา แน่นอนว่าข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจ”

ซ่งจินเหยาพบว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล —ไม่ใช่ว่าโม่หงเชินตัดสัมพันธ์กับคนในตระกูลไปแล้วหรือ? แล้วป้าผู้นี้มาจากไหนกัน?

ทว่านางก็ไม่ได้สนใจที่จะคิดหาคำตอบ เพียงเลิกคิ้วและพูดกลับไปว่า “ข้าอยากพบโม่หงเชิน”

หญิงคนนั้นพูดอย่างรังเกียจ “เขาไม่อยู่บ้าน ไปให้พ้น!”

“เช่นนั้นข้าก็จะรออยู่ที่นี่ ข้าจะรอจนกว่าเขาจะกลับมา เพื่อที่จะได้อธิบายว่าไม่ใช่ข้าที่ปฏิเสธการแต่งงาน แต่เป็นท่านที่ไม่ยอมให้ข้าเข้าบ้าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าตระกูลโม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา การแต่งงานนี้เป็นโมฆะ ฝ่ายเจ้าสาวก็ไม่จำเป็นต้องคืนเงินสินสอด”

.

.

.

ตอนที่ 3 ผู้ชายคนนี้ใจดีจริง ๆ

ทันทีที่กล่าวจบ เสียงทุ้มนุ่มลึกอันน่าดึงดูดก็ดังมาจากด้านหลัง "อาสะใภ้ห้า เกิดอะไรขึ้น?"

ซ่งจินเหยาหันกลับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สง่างามคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อคลุมเนื้อบางที่ดูเก่าและเรียบง่าย บนตัวเขายังมีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ติดอยู่ด้วย

ผู้หญิงคนนั้นรีบตอบด้วยน้ำเสียงร้ายกาจ “อาเชิน! ผู้หญิงคนนี้บอกว่านางมาจากตระกูลฉาง เห็นอยู่ว่านางโกหกชัด ๆ ข้าว่าตระกูลฉางคงไม่อยากคืนเงินห้าสิบตำลึงให้เจ้าต่างหาก! เจ้าอย่าโดนนางหลอกเชียวนะ”

คนนี้หรือ โม่หงเชิน?

เขาไม่ใช่ผู้ชายแก่ที่มีลูกติดสามคน และต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพหรอกหรือ? นางจินตนาการถึงใครสักคนที่น่าจะมีอายุสามสิบกว่า หน้าตาเศร้าหมอง หลังค่อม และบางทีอาจศีรษะล้านเสียด้วยซ้ำไป

แต่กลับกลายเป็นว่า…

ชายหนุ่มตรงหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่และสมส่วน แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเย็นชา แต่มันก็ไม่อาจปิดบังรูปลักษณ์ที่สง่างามและหล่อเหลาของเขาได้ ไม่ใช่แค่ในหมู่บ้าน แม้จะเอาไปอยู่ในเมืองหลวง ก็ถือว่ามีรูปลักษณ์และบุคลิกโดดเด่นมาก

ชายหนุ่มที่หล่อเหลาเช่นนี้ เขาคือโม่หงเชินจริงหรือ?

โม่หงเชินมองซ่งจินเหยาด้วยสายตาที่แฝงไปความสงสัยเล็กน้อย แต่แล้วก็รีบเบือนสายตาออก “ข้าคือโม่หงเชิน มีเรื่องอะไรก็เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”

เขานำทางไป ตั้งใจจะพาซ่งจินเหยาเข้าบ้าน ทว่ากลับถูกอาสะใภ้ห้าขวางเอาไว้

นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล “อาเชิน ผู้หญิงคนนี้…”

“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาตัดบท

เพียงประโยคเดียว อาสะใภ้ห้าถึงกับต้องเงียบปาก นางกระทืบเท้ากลับไปที่ห้องของตนด้วยความไม่พอใจ

ซ่งจินเหยาจึงตระหนักได้ว่า บทสนทนาระหว่างนางและอาสะใภ้ห้าเมื่อครู่ เขาคงได้ยินทั้งหมดแล้ว

สุนัขตัวใหญ่ที่ถูกผูกไว้กับต้นไม้ในลานกว้างส่งเสียงเห่าสองครั้งก่อนจะล้มตัวลงนอน ทำให้นางรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด

เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงหลัก โม่หงเชินบอกซ่งจินเหยาให้นั่งลงก่อนจะหยิบกาน้ำชาเตรียมรินน้ำให้ แต่พอหยุดคิดไปครู่หนึ่งเขาก็วางมันลง

“เจ้าชื่ออะไร?”

“ซ่งจินเหยา” หญิงสาวเอ่ยตอบ “หลี่อิ๋งเซี่ยคือชื่อจริงของฉางจินกุ้ย นางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า ท่านลุงและท่านป้าเลี้ยงดูข้ามา และให้ข้ามาแต่งงานแทนนาง”

นางอธิบายเพียงสั้น ๆ และคิดว่าโม่หงเชินจะถามถึงรายละเอียดเพิ่มเติม แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น

“ข้าชื่อโม่หงเชิน ปีนี้อายุยี่สิบห้า เรื่องของบ้านข้า ลูกพี่ลูกน้องเจ้าคงจะเล่าให้ฟังมาบ้างแล้ว”

เขาเงยหน้าขึ้นมองสำรวจซ่งจินเหยาอีกครั้ง และเห็นว่านางมีข้าวของติดตัวมาเพียงน้อยนิด ท่าทางดูเรียบง่าย สายตาของชายหนุ่มพลันวูบไหวเล็กน้อย “เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”

โม่หงเชินได้ยินเกี่ยวกับลูกสาวตระกูลฉางมาบ้าง บิดามารดาบังเกิดเกล้าของนาง แท้จริงแล้วมีฐานะดี เมื่อนางได้กลับบ้านจึงปฏิเสธการแต่งงาน ในเมื่อพวกเขาส่งลูกพี่ลูกน้องอย่างซ่งจินเหยามาแทน นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบางอย่างแน่นอน

ซ่งจินเหยาพยักหน้า “อืม”

โม่หงเชินเสริม “ข้ามีลูกสามคน พวกเขาไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของข้า ทว่าข้าปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ต่างจากลูกในไส้ ดังนั้นจึงไม่คิดจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว”

ซ่งจินเหยารู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้ นางนิ่งเงียบไม่พูดอะไรไปชั่วขณะ

เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ลูกของเขาอย่างนั้นหรือ?

นี่ไม่เหมือนกับที่หลี่อิ๋งเซี่ยพูดไว้นี่นา นางบอกว่าเขาเป็นพ่อหม้ายที่มีลูกติดสามคน

ซ่งจินเหยาเข้าใจได้ทันที หลี่อิ๋งเซี่ยจงใจพูดให้คนอื่นดูแย่ เพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากบิดามารดาของนาง โดยทำให้ตนเองดูน่าสงสารน่าเวทนายิ่งขึ้น

เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงของตระกูลโม่เลย

“พวกเขาไม่ใช่ลูกของท่านหรือ?”

“ไม่ใช่ เด็กผู้ชายสองคนนั้นเป็นลูกของพี่ชายข้า หลังจากที่พี่ชายพี่สะใภ้เสียชีวิต ข้าในฐานะน้องชายจึงรับพวกเขามาเลี้ยงดู ส่วนเด็กหญิงคนเล็กเป็นลูกกำพร้าของสหายร่วมรบคนหนึ่ง ข้ารับเลี้ยงนางในชื่อของพี่ชาย”

ซ่งจินเหยาพิจารณาเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปโดยไม่ลังเล “ข้าคิดว่าข้าจะเป็นแม่เลี้ยงที่ดีให้แก่พวกเขาได้ พวกเรามาร่วมมือกันอย่างราบรื่นเถอะ”

โม่หงเชินขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทางของนาง

แม้ที่นี่จะเป็นโลกยุคโบราณที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ก็ไม่เหมือนในนวนิยายที่มักจะเขียนถึง ‘กำแพงกั้นระหว่างชายหญิง’ โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้าน การพบเจอกันระหว่างชายหญิงนับเป็นเรื่องปกติ

แต่ก็คงไม่มีใครกล้ายื่นมือออกมาแบบนี้กันง่าย ๆ

ซ่งจินเหยาดึงมือกลับอย่างเขินอายพร้อมกับยิ้มแก้เขิน “งั้นก็…ตกลงตามนั้นแล้วกัน”

โม่หงเชินถูกเรียกตัวกลับมาอย่างกะทันหัน เขาจึงยังมีงานที่ค้างคาอยู่ เมื่อเห็นว่าซ่งจินเหยาไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของเขาเลย จึงอธิบายให้นางฟังเพียงสั้น ๆ และบอกให้นางทำตัวตามสบาย คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง จากนั้นเขาก็ออกไป

ก่อนไป เขาหันกลับมาอีกครั้ง แล้วหยิบถุงเงินเล็ก ๆ จากในแขนเสื้อยื่นให้นาง “เอาไว้ซื้อของที่เจ้าต้องการ”

ซ่งจินเหยาไม่คาดคิดเลยว่า ‘ผู้ชายแก่’ คนนี้ —อ้า ไม่สิ เขายังไม่แก่เลยสักนิด คนที่กำลังจะเป็นสามีในอนาคตของนาง กลับเป็นคนที่เอาใจใส่ถึงขนาดนี้

พบกันครั้งแรกก็ให้เงินนางเลยหรือ?

นางพอมองออกว่าโม่หงเชินคงสังเกตเห็นแล้วว่านางเอาของติดตัวมาเพียงน้อยนิด คงกังวลว่านางจะขาดข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น

ช่างเป็นคนที่ทั้งเอาใจใส่แถมยังใจกว้าง นางรู้สึกพอใจมากจริง ๆ

ที่สำคัญคือ…เขาหล่อมาก!

บ้านตระกูลโม่นั้นมีมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทว่าการตกแต่งภายในนั้นต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกเหลือเกิน แม้ว่าจะเป็นบ้านอิฐหลังใหญ่ที่แข็งแรงและตกแต่งด้วยกระเบื้องสีแดงที่ดูดี แต่ภายในกลับมีเครื่องเรือนดี ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น

ด้านหลังห้องโถงหลักมีเรือนเล็ก ๆ อีกสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคือห้องของโม่หงเชินและเด็ก ๆ ในขณะที่ฝั่งขวาไม่มีคนอยู่ ด้านหลังสุดเป็นห้องครัว โรงเก็บฟืนและห้องเก็บของ

เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่านางจะมา ห้องฝั่งขวาจึงยังไม่ได้จัดเตรียมไว้ โม่หงเชินเสนอห้องของเขาให้นาง โดยตัวเขาจะไปนอนกับเด็กชายสองคน

ซ่งจินเหยาพยายามแอบมองเข้าไปในห้องทั้งสองห้อง นอกจากเตียงและหีบเสื้อผ้าก็ไม่มีเครื่องเรือนอื่น ผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย แต่ดูแล้วช่างบางเหลือเกิน

เช่นนี้ในยามค่ำคืน แล้วพวกเขาจะรู้สึกอบอุ่นได้อย่างไร?

ซ่งจินเหยาไม่อยากคิดอะไรมากนัก วางข้าวของของตัวเองไว้ที่ปลายเตียง แล้วเริ่มคิดว่า นางจำเป็นต้องซื้อของบางอย่างเพิ่มจริง ๆ เสื้อผ้าที่นางนำมาด้วยก็มีเพียงแค่ชุดชั้นในสองชุด ภายใต้สายตาที่จับจ้องของแม่หลี่ขณะเก็บของ ทำให้แม้แต่เสื้อคลุมหนา ๆ สำหรับกันหนาวสักตัว นางก็ไม่ได้พกติดตัวมาเพิ่มเลย

ในหมู่บ้านอากาศเปิดโล่ง บ้านแต่ละหลังก็กว้างขวางทำให้อากาศหนาวกว่าในตัวเมือง

ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว นางคงต้องซื้อเสื้อผ้าหนา ๆ มาใส่สักสองสามชุด

นอกจากนี้พวกเครื่องนอนบนเตียง เช่น ผ้าห่มและเบาะรองนอนก็มีน้อยเกินไป นางคงต้องต้องซื้อเพิ่มด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่ซื้อให้ตัวนางเอง แต่ต้องซื้อให้พวกเด็ก ๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นคงนอนไม่พอแน่ ๆ

เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้ ซ่งจินเหยาจึงเปิดถุงเงินที่โม่หงเชินมอบให้เพื่อดูว่าพอจะซื้อหาอะไรได้บ้าง —นางจะไม่ยอมใช้เงินหนึ่งตำลึงที่ติดตัวมาเด็ดขาด มันเป็นเงินฉุกเฉินของนาง

แต่เมื่อเปิดถุงเงินออก ซ่งจินเหยาถึงกับตกตะลึง

ข้างในมีเหรียญทองแดงสองพวง กับแท่งเงินเล็ก ๆ อีกสองแท่ง นางลองชั่งน้ำหนักและคำนวณดูคร่าว ๆ น่าจะประมาณหกตำลึง

หกตำลึงเชียวนะ! ลุงของนางที่ทำงานเป็นเสมียนในที่ว่าการอำเภอ เขาต้องทำงานทั้งปีถึงจะได้เงินหกตำลึงนี้

นี่เป็นการพบกันครั้งแรก โม่หงเชินก็ให้เงินนางมากถึงเพียงนี้แล้ว

นี่เขา…เขาคิดจะรับนางเป็นคนในครอบครัวแล้วจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?

เป็นไปไม่ได้…

หรือว่าโม่หงเชินมีเงินมากเสียจนไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไร?

แต่พอดูสภาพของบ้านแล้ว ถ้าเขาเงินเหลือจริง ๆ บ้านจะซอมซ่อแบบนี้ได้อย่างไร?

ซ่งจินเหยาส่ายศีรษะ เรื่องที่คิดไม่ออก นางจึงไม่พยายามคิดให้เสียเวลา

นิสัยที่เด่นที่สุดของนางก็คือ ‘ความเห็นแก่ตัว’ —ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเอง หากโม่หงเชินต้องการใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นั่นก็เป็นทางเลือกของเขา แต่นางไม่ยอมลำบากแน่นอน

โดยเฉพาะตอนนี้ที่นางมีเงินอยู่ในมือ แล้วนางจะทนลำบากไปทำไมกัน?

ด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางจึงรู้ดีว่าเงินหกตำลึงสามารถซื้ออะไรได้บ้าง ครั้นนึกสิ่งต่าง ๆ ออกแล้วนางก็ยิ้มออก ก่อนจะเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน

นางไม่พบอาสะใภ้ห้าและก็ไม่อยากพบด้วย อย่างไรเสียโม่หงเชินก็บอกเอาไว้แล้วว่า จากนี้ไปเรื่องในบ้านให้นางเป็นคนจัดการดูแล

.

.

.

อ่านต่อนิยายเรื่องนี้

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...