แม่เลี้ยง(แต่งแทน)ขอปล่อยจอย เลี้ยงลูกน้อยสุดชิลแต่ไหงปังเว่อร์
ข้อมูลเบื้องต้น
替嫁糙汉后, 后娘摆烂养崽赢麻了
Author : เวย อวี่สือ
แปล: FrozenLily
เรียบเรียง : L.Qingwen
ลิขสิทธิ์ : 17K
ลิขสิทธิ์ฉบับภาษาไทย: Novel Kingdom
“สงวนสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. ๒๕๓๗ (ฉบับแก้ไขเพิ่มเติม พ.ศ. ๒๕๕๘)”
งานเข้าแบบไม่ให้ตั้งตัว!
"ซ่งจินเหยา" เพิ่งลืมตาตื่นก็พบว่าตัวเอง ทะลุมิติมาเป็นสาวน้อยกำพร้าสุดอาภัพ ถูกญาติใจร้ายจับแต่งงานแทนพี่สาวทันที!
แต่เอ๊ะ! ชีวิตใหม่กลับพลิกล็อกยิ่งกว่าถูกหวยรางวัลที่หนึ่ง!
เจ้าบ่าวเหรอ? …พ่อหม้ายวัย 25 ลูกติด 3 แถมจนขั้นที่ใครๆ ก็เม้าท์ว่านกยังบินหนี!
แต่เดี๋ยวก่อน—เรื่องมันไม่ได้เศร้าอย่างที่คิด…
เพราะคุณสามีที่ว่า “ดวงกุด” ตัวจริงกลับ หล่อ สุภาพ ใจดี จนเธอเผลอคิดว่า นี่เราฝันอยู่หรือเปล่า?
ส่วนลูกเลี้ยงตัวจิ๋ว 3 หน่อ ที่เตรียมใจไว้ว่าเป็นมารผจญ…ดันกลายเป็นแก๊งลูกเจี๊ยบแก้มยุ้ย น่ารักละลายหัวใจ!
ยิ่งไปกว่านั้น ซ่งจินเหยายังมาพร้อม สกิลค้าขายขั้นเทพ ที่พร้อมเปลี่ยนชีวิตให้ปังทะลุเพดาน งานนี้จากที่คิดว่าชีวิตจะรันทด…กลับกลายเป็นสุดชิล แถมฟินทุกวัน!
.
.
เรื่องราวของ “แม่เลี้ยงจำเป็น” สุดเฮงคนนี้ จะอลวน ป่วน ฮา และหวานจนหัวใจพองโตแค่ไหน…
มาร่วมส่องชีวิตสุดปังของ "ซ่งจินเหยา" แล้วระวัง…คุณอาจยิ้มไม่หยุด!
ตอนที่ 1 ข้าต้องแต่งงาน?
ซ่งจินเหยาได้เดินทางทะลุมิติมาแล้ว และทันทีที่ลืมตาตื่น เธอก็ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายดังมาจากด้านนอก
“หากนางไม่ยอมไป พวกเราจะยอมให้อิ๋งเซี่ยแต่งงานกับเขาจริง ๆ หรือ?” เสียงร้องของหญิงวัยกลางคนดังขึ้น
“อิ๋งเซี่ยต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในบ้านที่ยากจนข้นแค้นมานับสิบปี ในที่สุดพวกเราก็หานางพบ เจ้ายังจะยอมให้นางทนทุกข์ต่อไปได้อย่างไร?”
“ใช่ว่าข้าไม่ห่วงใยจินเหยา หลายปีมานี้ ข้าดีต่อนางเหมือนลูกในไส้ หากตอนนั้นข้าไม่กระโดดลงไปช่วยจินเหยาเอาไว้ อิ๋งเซี่ยก็คงไม่หายตัวไป จินเหยาใช้ชีวิตสุขสบายกับพวกเรามาหลายปี ทว่าอิ๋งเซี่ย…”
ซ่งจินเหยาพยายามอย่างหนักที่จะทำความเข้าใจบทสนทนาเหล่านั้น พร้อมกับปะติดปะต่อความทรงจำที่สับสนของเจ้าของร่างเดิมในหัว ในที่สุดเธอก็เริ่มเข้าใจเรื่องราวต่าง ๆ ได้พอสมควร
เธอได้ทะลุมิติมายังยุคโบราณที่ไม่มีใครรู้จัก หญิงสาวเจ้าของร่างเดิมอาศัยอยู่กับลุงและป้ามาตั้งแต่เด็ก และเสียงของหญิงวัยกลางคนที่กำลังพูดอยู่ขณะนี้ก็คือป้าของนาง
ลุงของนางเป็นบัณฑิต ตอนนี้ทำงานเป็นเสมียนอยู่ในที่ว่าการ ทำให้ครอบครัวของพวกเขามีฐานะดีกว่าชาวบ้านทั่วไปอยู่เล็กน้อย
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา พวกเขาดีกับนางมาก
ครั้งเมื่อหญิงสาวเจ้าของร่างเดิมอายุได้สามขวบ นางตกลงไปในแม่น้ำโดยบังเอิญ ป้าผู้นี้ก็เป็นคนกระโดดลงไปช่วยนางขึ้นมา ทว่าหลังจากนั้นกลับพบว่าลูกสาวแท้ ๆ ของตนเอง ‘หลี่อิ๋งเซี่ย’ ได้หายตัวไป พวกเขาออกตามหากันอยู่นานสองปี หาอย่างไรก็หาไม่พบ สุดท้ายก็ยอมแพ้และทำได้แต่ยอมรับความจริง จากนั้นจึงเลี้ยงดูเจ้าของร่างเดิมประหนึ่งลูกสาวแท้ ๆ
แต่แล้วโชคชะตากลับพลิกผัน จู่ ๆ หลี่อิ๋งเซี่ยก็กลับมา บนตัวนางมีปานแต่กำเนิด แถมยังมีหน้าตาละม้ายคล้ายมารดาไม่ผิดเพี้ยน จึงยืนยันได้ว่านางคือลูกสาวของตระกูลหลี่จริง ๆ
ตามหลักแล้ว เจ้าของร่างเดิมก็เป็นเพียงหลานสาวของตระกูลหลี่ การกลับมาของลูกพี่ลูกน้องอย่างหลี่อิ๋งเซี่ยจึงไม่น่าจะส่งผลกระทบอะไรต่อนางมากนัก
แต่ปัญหาก็คือ…พ่อแม่บุญธรรมในชนบทที่เลี้ยงดูหลี่อิ๋งเซี่ยมา ได้จัดเตรียมการแต่งงานให้นางกับผู้ชายคนหนึ่งไว้แล้ว แถมพวกเขายังรับเงินสินสอดจำนวนห้าสิบตำลึงมาแล้วด้วย
หากจะพูดให้เห็นภาพก็คือ สำหรับชาวบ้านทั่วไป การจะหาภรรยาสักคนหนึ่ง แค่สิบตำลึงก็ถือว่าดีมากแล้ว แต่นี่เป็นครอบครัวในชนบทแท้ ๆ กลับกล้าเรียกร้องเงินสินสอดมากกว่าถึงห้าเท่า แบบนี้ต้องมีบางอย่างไม่ชอบมาพากลแน่นอน
ใช่แล้ว ไม่ว่าจะมองมุมไหน การแต่งงานครั้งนี้ดูอย่างไรก็ไม่น่าจะดีนัก
ชายคนนั้นอายุยี่สิบห้าปี มากกว่าหลี่อิ๋งเซี่ยถึงเก้าปี แถมยังเป็นพ่อหม้ายลูกติด ที่ออกจากตระกูลมานานแล้ว เขาเลี้ยงดูลูกน้อยสามคนตามลำพัง ดังนั้นจึงต้องการแต่งภรรยาเพื่อให้มาช่วยเลี้ยงดูเด็ก ๆ งานนี้จึงยอมทุ่มสุดตัว ยกเงินสินสอดทั้งหมดที่มีเพื่อแต่งหลี่อิ๋งเซี่ยมาเป็นภรรยา
ยังลือกันอีกว่า ชายคนนั้นกังวลว่าภรรยาใหม่อาจจะใจร้ายกับลูก ๆ เขาจึงประกาศไว้ตั้งแต่เนิ่น ๆ ว่า หลังจากแต่งงานแล้วเขาจะไม่ขอมีลูกใหม่อีกในอนาคต
นั่นจึงเป็นเหตุผลว่าทำไมเขาถึงยอมจ่ายค่าสินสอดมากมายขนาดนี้
ด้วยเงื่อนไขเช่นนี้ ในอดีตหลี่อิ๋งเซี่ยอาจยอมรับชะตากรรมนี้ก็เป็นได้ แต่ตอนนี้นางได้พบกับบิดามารดาผู้ให้กำเนิดแล้ว จะให้นางกลับไปแต่งงานกับชายหม้ายผู้น่าสงสารคนนั้นได้อย่างไร?
แน่นอนว่านางย่อมต้องร้องไห้คร่ำครวญต่อหน้าบิดามารดาของนาง แสดงท่าทางที่น่าสงสารอย่างสุดฤทธิ์ จนทำให้พวกเขาใจอ่อนลง
ดังนั้น แม่ลี่จึงนึกถึงหลานสาวของตนอย่างซ่งจินเหยา
นางพูดความในใจทั้งหมดออกไป
“จินเหยา ตลอดหลายปีที่ผ่านมา ป้ากับลุงดูแลเจ้าดีเพียงใดก็คงไม่ต้องพูดให้มากความ กล่าวกันว่าบุญคุณของการเลี้ยงดูนั้นยิ่งใหญ่กว่าการให้กำเนิด ข้าไม่เคยร้องขอสิ่งใดตอบแทน แต่พี่สาวของเจ้าช่างน่าเวทนานัก นอกจากเจ้าแล้ว ใครเล่าจะช่วยนางได้อีก?”
“ถ้าตอนนั้นข้าไม่กระโดดลงแม่น้ำไปช่วยเจ้า อิ๋งเซี่ยจะหายตัวไปได้อย่างไร? แม่คนไหนจะยอมสละชีวิตลูกของตัวเองได้กันเล่า จริงไหม? แล้วตอนนี้เจ้าจะไม่สนใจตอบแทนความเมตตาของพวกเราสักหน่อยเลยหรือ?”
ส่วนพ่อหลี่เองก็ไม่เต็มใจที่จะแยกจากลูกสาวที่พวกเขาเพิ่งได้กลับมา ทว่าก็ไม่อยากทิ้งหลานสาวที่เลี้ยงดูมาอย่างดีเช่นกัน
แต่ถึงอย่างไร พวกเขาก็ไม่สามารถคืนเงินสินสอดห้าสิบตำลึงนั้นได้ สุดท้ายจึงต้องตัดสินใจ
พวกเขาจำต้องกัดฟันและตัดสินใจส่งหลานสาวไปแต่งงานแทน เพราะไม่ต้องการให้มีเรื่องวุ่นวายเกิดขึ้นในครอบครัว
หญิงสาวเจ้าของร่างเดิมร้องไห้เสียใจอย่างหนัก สุดท้ายจึงกระโดดลงบ่อน้ำฆ่าตัวตาย
และซ่งจินเหยาก็ทะลุมิติเข้ามาในร่างนี้พอดี
เธอเกาศีรษะด้วยความหงุดหงิดใจ
นี่มันเรื่องบ้าอะไรกันเนี่ย?
จากนิยายที่เธอเคยอ่านผ่านตามา เวลาที่คนอื่นเขาทะลุมิติ หากไม่ไปเป็นพระชายา ก็ไปเป็นคุณหนูผู้สูงศักดิ์กันทั้งนั้น
แล้วเหตุใดการเดินทางทะลุมิติของเธอจึงกลายเป็นเรื่องเลวร้ายเช่นนี้เนี่ย?
ที่แย่ไปกว่านั้น หากเธอมาถึงเร็วกว่านี้สักหน่อยก็ยังพอจะพลิกสถานการณ์ได้ แต่นี่เจ้าของร่างเดิมดันก่อเรื่องไว้จนวุ่นวาย สายสัมพันธ์ในครอบครัวและความรู้สึกผิดที่ตระกูลหลี่มีต่อนางจึงมลายหายไปจนสิ้น
เรื่องนี้ยิ่งทำให้แม่หลี่มีความมั่นใจในความคิดที่จะให้หลานสาวไปแต่งงานแทนลูกสาวแท้ ๆ ของตนมากขึ้น ตอนนี้นางไม่มีความรู้สึกผูกพันกับจินเหยาอีกต่อไป จึงไม่มีเหตุผลใดที่จะเก็บนางเอาไว้
ซ่งจินเหยาลุกขึ้นนั่งพร้อมกับถอนหายใจเบา ๆ ออกมา
เรื่องมาถึงจุดนี้แล้ว เธอจะทำอะไรได้อีก?
ซ่งจินเหยาลุกจากเตียงแล้วเดินออกไปพูดว่า “ท่านป้า หยุดร้องไห้ได้แล้ว ข้าจะไปเอง”
แม่หลี่ที่กำลังร้องไห้คร่ำครวญอยู่ถึงกับหยุดชะงักไปทันที นางไม่คิดว่าหลานสาวจะฟื้นขึ้นมาได้ในเวลานี้ จึงรู้สึกอึดอัดและอับอายมาก ผ่านไปครู่หนึ่งจึงพูดขึ้นอย่างตะกุกตะกัก
“จินเหยา ไม่ใช่ว่าป้าไม่รักเจ้า แต่เป็นเพราะ…”
“ข้าเข้าใจดี” ซ่งจินเหยาเอ่ยตอบด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “เมื่อข้าไปแล้ว การหมั้นหมายกับพี่เจียนปิ่งก็ส่งต่อให้อิ๋งเซี่ยเถอะ”
ใบหน้าของแม่หลี่พลันแดงก่ำ
ที่จริงแล้ว ซ่งจินเหยาได้หมั้นหมายกับหยางเจียนปิ่ง ลูกชายของรองนายอำเภอฉางฮวาเอาไว้แล้ว หยางเจียนปิ่งคนนี้เพิ่งอายุสิบเก้าปี ตอนอายุเพียงสิบหกปีก็สามารถสอบขุนนางผ่านได้ อนาคตถือว่าสดใสมากทีเดียว
ก่อนที่หลี่อิ๋งเซี่ยจะกลับมา ตระกูลหลี่ปฏิบัติต่อซ่งจินเหยาประหนึ่งลูกสาวแท้ ๆ ของตนก็มิปาน แน่นอนว่าอะไรดี ๆ พวกเขาย่อมมอบให้นางเสมอ
พ่อหลี่เป็นเสมียนในที่ว่าการอำเภอ เขาเป็นคนขยันขันแข็ง จึงได้รับความไว้วางใจจากรองนายอำเภอฉางฮวามาก สองสามีภรรยาตระกูลหลี่ต่างคิดว่า คงเป็นเพราะเหตุนี้ที่ทำให้ตระกูลหยางมาสนใจหมั้นหมายกับซ่งจินเหยา
หากหลี่อิ๋งเซี่ยมิได้หายตัวไปตั้งแต่เด็ก การหมั้นหมายนี้จะต้องเป็นของนางอย่างแน่นอน เพราะถึงอย่างไรนางก็เป็นลูกสาวในสายเลือดของพวกเขา หลานสาวนอกสายเลือดจะมาเทียบเคียงได้อย่างไร?
แน่นอนว่านี่เป็นเพียงความคิดของพวกเขาเท่านั้น แม่หลี่นั้นรักหน้าตาเกินกว่าจะพูดอะไรออกมาให้คนอื่นมองว่านางเป็นคนใจแคบไร้ความเมตตา
“หากเจ้าเต็มใจก็ดีแล้ว นี่เงินหนึ่งตำลึง เก็บติดตัวเอาไว้ใช้…”
พ่อหลี่ยื่นเงินหนึ่งตำลึงให้ซ่งจินเหยา แต่ก็ไม่ได้พูดเรื่องหากมีปัญหาก็ให้กลับมาหาพวกเขาได้อะไรทำนองนั้นออกมา
อย่างไรก็ตาม ชายที่ซ่งจินเหยาจะต้องไปแต่งงานด้วยนั้นมีลูกติดถึงสามคน อีกทั้งยังอาศัยอยู่ในชนบท หากนางทนความลำบากไม่ได้แล้วหนีกลับมาพวกเขาจะทำอย่างไร?
พวกเขาไม่มีเงินห้าสิบตำลึงมาคืนให้ฝ่ายชายหรอกนะ ตระกูลลี่เก็บเงินทั้งชีวิตก็มีไม่มากขนาดนั้น
กล่าวได้ว่าครอบครัวที่เลี้ยงหลี่อิ๋งเซี่ยมานั้นช่างเลวร้ายจริง ๆ
ในทางกลับกัน ซ่งจินเหยาไม่ใช่เจ้าของร่างเดิมและไม่ได้เติบโตมาในโลกนี้ เธอจึงไม่มีความรู้สึกผูกพันใด ๆ กับลุงและป้าที่อยู่ตรงหน้านี้เลย เธอไม่ได้รู้สึกเสียใจหรือต่อต้าน และยิ่งไม่มีทางปฏิเสธ ทำเพียงแค่รับเงินมาอย่างใจเย็นโดยไม่พูดอะไร
“พักผ่อนเถอะ พรุ่งนี้เช้าจะมีเกวียนมารับเจ้า”
ลุงและป้ากล่าวจบก็ออกจากห้องไป เห็นได้ชัดว่าพวกเขารีบร้อนที่จะส่งนางออกไปให้ไวที่สุด ไม่คิดแม้แต่จะเดินทางไปส่งนางเสียด้วยซ้ำ
บ้านตระกูลหลี่แม้ว่าจะมีฐานะดีกว่าชาวบ้านทั่วไป แต่พวกเขาก็ไม่ได้ร่ำรวยอะไร การให้เงินหนึ่งตำลึงแก่นางก็ถือว่าใจกว้างมากแล้ว
พ่อหลี่มีรายได้จากการเป็นเสมียนในที่ว่าการ ก็แค่เดือนละห้าสิบเหวินเท่านั้นเอง
…
เช้าวันรุ่งขึ้น
แม่หลี่มาที่ห้องของซ่งจินเหยาตั้งแต่เช้าเพื่อช่วยจัดของ แท้จริงแล้วก็แค่ข้ออ้าง นางมาเพื่อคอยจับตาดูต่างหาก
ทว่าซ่งจินเหยาไม่ได้ใส่ใจอะไร นางเก็บเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนแค่สองชุดและปิ่นไม้สามอัน ส่วนเครื่องประดับเงิน กำไลหยก และของล้ำค่าอื่น ๆ ในกล่อง นางไม่ได้เอาไปแม้แต่ชิ้นเดียว
เมื่อซ่งจินเหยาจัดของเสร็จ แม่หลี่ก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
ซ่งจินเหยารู้สึกขบขันอยู่ในใจ แต่สีหน้ากลับไม่ได้แสดงออกใด ๆ นางเดินออกจากบ้านและขึ้นเกวียนเทียมม้าหลังคาคลุมด้วยผ้าสีดำที่ตระกูลหลี่จัดเตรียมไว้ให้ โดยไม่แม้แต่จะหันกลับไปมองสักครั้ง
กลับเป็นพ่อแม่หลี่เสียเองที่รู้สึกไม่สบายใจอย่างบอกไม่ถูก
เลี้ยงดูมาสิบกว่าปี ต่อให้เป็นหมาหรือแมวก็ยังมีความผูกพัน แล้วนี่คือซ่งจินเหยาที่เป็นเด็กดี เชื่อฟังและว่านอนสอนง่าย เด็กที่ดูแลทุกอย่างในบ้านได้อย่างเรียบร้อยสมบูรณ์แบบ
เวลานี้…นางกลับเดินจากไปทั้งอย่างนั้น
ใครเล่าจะรู้สึกดี?
.
.
.
ตอนที่ 2 หมู่บ้านตุ้นเจีย
“ท่านพ่อ ท่านแม่ เป็นความผิดของข้าเอง หากข้าไม่กลับมา จินเหยาก็คงไม่ต้องแต่งงานไปไกลถึงเพียงนี้ ปล่อยให้ข้าไปแต่งงานแล้วให้นางกลับมาเถอะ…”
สองสามีภรรยาหันกลับมาพร้อมกัน ก็พลันเห็นหลี่อิ๋งเซี่ยยืนน้ำตาคลอเบ้า สีหน้าเต็มไปด้วยความรู้สึกผิด
ทันใดนั้น ความคิดที่ยังคงค้างคาใจเกี่ยวกับซ่งจินเหยาก็ถูกโยนทิ้งไป พวกเขารีบเดินเข้าไปปลอบประโลมหลี่อิ๋งเซี่ยด้วยความรู้สึกผิดทันที
“เด็กโง่ มันจะเป็นความผิดของเจ้าไปได้อย่างไร? ตอนนั้น ถ้าแม่เจ้าไม่มัวแต่หันไปช่วยหลานสาวของนาง จนเผลอดูแลเจ้าได้ไม่ดี เจ้าก็คงไม่ต้องทนทุกข์ทรมานอยู่ในชนบทหลายปีเช่นนี้ หากจะพูดถึงศีลธรรมและความถูกต้อง การที่นางแต่งงานออกไปแทนเจ้าก็ถือว่าทำถูกแล้ว”
“ใช่แล้ว อีกอย่าง…ในแต่ละปี พ่อแม่ของนางก็ส่งเงินมาให้เพียงเล็กน้อยเท่านั้น สองปีมานี้กลับไม่มีอะไรส่งมาอีกเลย ใครจะรู้ว่าเป็นตายร้ายดีอย่างไร? พวกเราเลี้ยงดูนางมาหลายปีโดยไม่ได้อะไรตอบแทน นี่ก็ถือว่าเมตตาต่อนางมากแล้ว เจ้าไม่ต้องรู้สึกผิดไปหรอก”
…
สถานที่ที่ซ่งจินเหยาแต่งงานออกไปนั้นไม่ได้อยู่ในอำเภอฉางฮวา แต่เป็นหมู่บ้านในอำเภอซงซวงที่อยู่ติดกัน เกวียนเทียมม้าเดินทางได้ค่อนข้างเร็ว หลังออกเดินทางตั้งแต่เช้าตรู่ ยังไม่ถึงเที่ยงวันดี พวกเขาก็มาถึงหมู่บ้านตุ้นเจียแล้ว
เมื่อลงจากเกวียนและมองดูสภาพแวดล้อมรอบตัว ซ่งจินเหยาก็รู้สึกไม่อยากเชื่อสายตาตัวเอง
จริงอยู่ที่นางเพิ่งจะทะลุมิติมาเมื่อวันก่อน แต่ด้วยความทรงจำของร่างเดิม จึงพอรู้ข้อมูลเกี่ยวกับ ‘ผู้ชายแก่’ ที่นางจะต้องแต่งงานด้วยจากปากของหลี่อิ๋งเซี่ยอยู่เล็กน้อย
อย่างแรกเลยคือ เขาเป็นคนยากจน เป็นเพียงชาวบ้านในชนบทที่ไม่มีอาชีพการงานมั่นคง แถมยังต้องเลี้ยงลูกเล็กถึงสามคน
ว่ากันว่าเพื่อหาภรรยาใหม่มาช่วยเลี้ยงดูเด็ก ๆ เขาถึงกับติดหนี้เป็นจำนวนมาก
แถม…เขายังไม่มีแม้แต่ที่ดินทำกินเลยด้วยซ้ำ
หลี่อิ๋งเซี่ยเคยบอกว่า ชายแก่ผู้นี้ไม่มีแม้แต่ไร่นา ต้องทำมาค้าขายเล็ก ๆ น้อย ๆ เพื่อเลี้ยงชีพ
แค่พอประทังชีวิตไปวัน ๆ เท่านั้น
อีกเรื่องที่สำคัญมากก็คือ อำเภอที่นางจากมาคืออำเภอฉางฮวาซึ่งเป็นอำเภอขนาดกลางในต้าโจว ถือได้ว่าเป็นเมืองที่เจริญรุ่งเรืองค่อนข้างมาก แต่อำเภอซงซวงที่อยู่ใกล้เคียง กลับเป็นเพียงเมืองเล็ก ๆ ที่มีประชากรน้อยและยากจนที่สุด
ในช่วงเทศกาล ชาวอำเภอซงซวงจะมาจับจ่ายซื้อของและเฉลิมฉลองในอำเภอฉางฮวาเสมอ ๆ
ดังนั้นตามทฤษฎีแล้ว หมู่บ้านที่ห่างไกลและยากจนนี้จะต้องเต็มไปด้วยกระท่อมฟางและบ้านเรือนที่ทรุดโทรมเป็นแน่
แต่สิ่งที่นางเห็นอยู่ตรงหน้า กลับไม่ใช่เพิงหญ้าทรุดโทรมอย่างที่นางคาดคิดไว้
บ้านเรือนส่วนใหญ่ในหมู่บ้านเป็นบ้านใหม่ที่สร้างด้วยอิฐมีหลังคากระเบื้องอย่างดี เทียบกับบ้านของตระกูลหลี่ในเมืองแล้วก็ไม่ได้ด้อยกว่าเลยแม้แต่น้อย บางหลังยังมีขนาดใหญ่และกว้างขวางกว่าด้วยซ้ำ
โดยเฉพาะบ้านหลังนั้นที่ดูโดดเด่นสะดุดตามากเป็นพิเศษ
ไม่เพียงแต่ถูกสร้างขึ้นมาอย่างสวยงามเท่านั้น แต่ยังมีลานกว้างภายในขนาดใหญ่ กำแพงรั้วรอบบ้านก็ทำมาจากอิฐดินเผา ดู ๆ ไปก็คล้ายกับบ้านพักตากอากาศของพวกเศรษฐีเลยทีเดียว
นี่มันอะไรกัน?
เดิมทีซ่งจินเหยาเตรียมใจไว้แล้วว่า ในเมื่อมาอยู่ที่นี่แล้ว ก็ต้องปรับตัวให้อยู่ให้ได้ นางจะเป็นแม่เลี้ยงให้กับเด็ก ๆ ทั้งสามคนเอง แต่สำหรับผู้ชายแก่คนนั้น นางตั้งใจที่จะพูดคุยและโน้มน้าวอย่างมีเหตุผลก่อน แต่หากไม่ได้ผลจริง ๆ ก็ค่อยหาวิธีอื่น
และที่สำคัญ…การหาเงินก็เป็นสิ่งจำเป็น
นางเชื่อว่าในฐานะผู้หญิงยุคใหม่ที่มีโลกทัศน์กว้างไกล นางจะสามารถหาหนทางดูแลตัวเองและลูก ๆ ได้อย่างแน่นอน เมื่อมีอำนาจทางการเงิน อำนาจในการควบคุมชายหม้ายและลูกสามคนก็จะง่ายขึ้น
แต่ตอนนี้…ดูเหมือนชีวิตที่นี่จะไม่ได้ยากลำบากอย่างที่จินตนาการไว้เลย
แน่นอนว่าก็ยังมีกระท่อมฟางอยู่บ้างในบริเวณใกล้เคียง ซ่งจินเหยาจึงคิดเอาเองว่า นั่นคือที่ที่ผู้ชายแก่คนนั้นอาศัยอยู่
ชาวบ้านหลายคนที่เดินผ่านไปมา ต่างก็แอบเหลือบมองหญิงสาวแปลกหน้าด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ซ่งจินเหยาเป็นหญิงสาวที่งดงามหมดจด ผิวพรรณผุดผ่อง กิริยาท่วงท่าสง่างามแตกต่างจากชาวบ้านธรรมดาทั่วไปโดยสิ้นเชิง ถึงขั้นที่ว่าไม่มีใครกล้าจ้องมองนางนานเกินไป ราวกับว่าการทำเช่นนั้นจะเป็นการดูหมิ่นนางเข้า
ซ่งจินเหยาเดินไปหาหญิงวัยกลางผู้หนึ่งที่กำลังจะเดินเข้าหมู่บ้าน “ท่านป้า ข้าขอถามทางไปบ้านโม่หงเชินหน่อยได้ไหม”
“หือ? เจ้ากำลังตามหาใครนะ? โม่หงเชินหรือ?”
ซ่งจินเหยารู้สึกประหลาดใจ —ไม่ใช่ว่าผู้ชายแก่คนนั้นแยกตัวออกจากตระกูล เพราะมีนิสัยแปลก ๆ เข้ากับใครก็ไม่ค่อยได้หรอกหรือ? ทำไมท่าทางของหญิงชาวบ้านผู้นี้ถึงดูเหมือนคุ้นเคยกับเขามากพอสมควรเลยล่ะ
ถึงในใจจะสงสัยแต่นางก็ยังคงแสดงสีหน้าสงบนิ่ง “ใช่แล้ว ข้าคือผู้หญิงที่โม่หงเชินจะแต่งงานด้วย ข้ามาเป็นเจ้าสาวของเขา”
ผู้หญิงคนนั้นอ้าปากค้าง มองซ่งจินเหยาอย่างตกตะลึงอยู่ครู่ใหญ่ “เจ้า…เจ้ามาจากบ้านตระกูลฉางหรือ…แต่เจ้า…ดูไม่เหมือนนางเลย…”
ซ่งจินเหยาไม่ได้อธิบายอะไร เพียงแต่ยิ้มและพูดซ้ำ “รบกวนท่านป้าช่วยชี้ทางให้ข้าหน่อยได้หรือไม่?”
“อ้อ ๆ…ได้สิ” ในที่สุดผู้หญิงคนนั้นก็ได้สติ ก่อนจะชี้ไปทางหนึ่ง “เดินตรงไปตามถนนในหมู่บ้านไปจนสุดทาง เห็นบ้านหลังใหญ่ ๆ ที่มีรั้วล้อมรอบนั่นไหม? นั่นแหละบ้านโม่หงเชิน”
ซ่งจินเหยาหันไปมองตามทิศทางที่หญิงคนนั้นชี้ แล้วถึงกับตกตะลึงไปทันที
นั่นมันไม่ใช่บ้านหลังใหญ่ที่คล้ายกับบ้านพักตากอากาศที่นางเพิ่งสังเกตเห็นหรือ?
เห็นได้ชัดว่าสิ่งต่าง ๆ ไม่ได้เลวร้ายเหมือนที่หลี่อิ๋งเซี่ยบรรยายไว้!
ซ่งจินเหยากล่าวขอบคุณและเดินตรงไปยังบ้านตระกูลโม่
ผู้หญิงคนนั้นยังคงสับสนและเกาศีรษะของตนด้วยความสงสัยไปตลอดทาง นางได้ยินมาว่าแม่นางตระกูลฉางไม่เต็มใจจะแต่งงาน ก่อเรื่องจนวุ่นวายใหญ่โต นางเองก็นึกว่าการแต่งงานถูกยกเลิกไปแล้วเสียอีก แล้วทำไมถึงยังมีคนโผล่มาอีกล่ะ?
คิดไปคิดมา หญิงคนนั้นจึงตะโกนเรียกหลานชายของตัวเอง “ตั้นจื่อ! ไปที่ทุ่งนาแล้วบอกลุงเฉินของเจ้าว่า เจ้าสาวของเขามาถึงแล้ว!”
เด็กชาย ‘ตั้นจื่อ’ ตัวน้อยที่กำลังเล่นโคลนอยู่ พอได้ยินก็ใช้มือที่เปื้อนเปรอะเลอะเทอะนั้นเช็ดกับเสื้อที่สวมใส่ แล้วรับคำ “อื้อ!” เสียงหนึ่ง ก่อนจะวิ่งปรู๊ดออกไปทันที
ซ่งจินเหยาหยุดยืนอยู่ที่หน้าบ้านที่ราวกับบ้านพักตากอากาศแล้วเคาะประตู ทว่ากลับไม่มีเสียงตอบรับ มีเพียงเสียงสุนัขเห่าดังลั่น ทำเอานางสะดุ้งสุดตัว
นางเป็นคนที่กลัวสุนัขมาก โดยเฉพาะสุนัขตัวใหญ่
แต่ดูเหมือนว่าเสียงเห่านั้นจะทำให้เจ้าของบ้านรู้ตัว ไม่นานก็มีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนตะโกนออกมาจากข้างใน
“มาแล้ว มาแล้ว ใครกัน?”
ซ่งจินเหยายิ่งรู้สึกประหลาดใจมากขึ้น
หลี่อิ๋งเซี่ยบอกว่าผู้ชายแก่คนนี้ไม่มีพ่อแม่หรือพี่น้อง แถมยังได้ตัดความสัมพันธ์กับตระกูลของเขาไปนานแล้ว
แล้วเหตุใดถึงมีเสียงผู้หญิงวัยกลางคนอยู่ข้างในล่ะ?
ประตูถูกเปิดออก หญิงผู้นั้นมองซ่งจินเหยาตั้งแต่หัวจรดเท้า "เจ้าเป็นใคร? มาที่นี่ต้องการอะไร?"
ซ่งจินเหยายังคงใช้น้ำเสียงสุภาพ “ข้าคือผู้หญิงที่โม่หงเชินจะแต่งงานด้วย ข้ามาที่นี่เพื่อเป็นเจ้าสาวให้เขา ขอถามได้หรือไม่ว่าท่านเป็นใคร?”
พอได้ยินคำนี้ สายตาของหญิงผู้นั้นพลันเฉียบคมและแฝงไปด้วยความระแวดระวัง นางพินิจมองซ่งจินเหยาอย่างไม่เป็นมิตร
“เจ้าคือฉางจินกุ้ย ลูกสาวตระกูลฉางคนนั้นหรือ?”
ชื่อของหลี่อิ๋งเซี่ยในบ้านตระกูลฉางคือ ‘ฉางจินกุ้ย’
เมื่อสัมผัสได้ถึงความเป็นปรปักษ์ ซ่งจินเหยาจึงอธิบายต่ออย่างใจเย็น “ข้าไม่ใช่นาง ท่านอาจเคยได้ยินมาบ้างแล้วว่าที่บ้านของพวกเขาเกิดปัญหาขึ้นนิดหน่อย ข้าเป็นลูกพี่ลูกน้องของนาง มารับหน้าที่แต่งงานแทนนาง”
“นี่มันเรื่องเหลวไหลอะไรกัน? ตอนแรกตกลงกันแล้วว่าจะเป็นฉางจินกุ้ย พอมาตอนนี้กลับเปลี่ยนคนเสียอย่างนั้น? ตระกูลฉางคิดจะหลอกลวงคนหรือยังไง? รีบไสหัวไปซะ!”
คำพูดนั้นรุนแรงมาก แน่นอนว่าซ่งจินเหยาย่อมไม่ยอมอยู่เฉย สีหน้าของนางพลันเปลี่ยนเป็นเย็นชา “แล้วท่านเป็นอะไรกับโม่หงเชิน ท่านมีสิทธิ์ตัดสินใจแทนเขาได้รึ?”
“ข้า…” ผู้หญิงคนนั้นถึงกับตะลึงงัน นางเอามือเท้าสะเอวแล้วแผดเสียงแหลมสูง “ข้าช่วยเสี่ยวเชินดูแลเด็ก ๆ มานาน ข้าเป็นป้าของเขา แน่นอนว่าข้ามีสิทธิ์ตัดสินใจ”
ซ่งจินเหยาพบว่าเรื่องนี้ไม่ชอบมาพากล —ไม่ใช่ว่าโม่หงเชินตัดสัมพันธ์กับคนในตระกูลไปแล้วหรือ? แล้วป้าผู้นี้มาจากไหนกัน?
ทว่านางก็ไม่ได้สนใจที่จะคิดหาคำตอบ เพียงเลิกคิ้วและพูดกลับไปว่า “ข้าอยากพบโม่หงเชิน”
หญิงคนนั้นพูดอย่างรังเกียจ “เขาไม่อยู่บ้าน ไปให้พ้น!”
“เช่นนั้นข้าก็จะรออยู่ที่นี่ ข้าจะรอจนกว่าเขาจะกลับมา เพื่อที่จะได้อธิบายว่าไม่ใช่ข้าที่ปฏิเสธการแต่งงาน แต่เป็นท่านที่ไม่ยอมให้ข้าเข้าบ้าน ในเมื่อเป็นเช่นนี้ก็เท่ากับว่าตระกูลโม่เป็นฝ่ายผิดสัญญา การแต่งงานนี้เป็นโมฆะ ฝ่ายเจ้าสาวก็ไม่จำเป็นต้องคืนเงินสินสอด”
.
.
.
ตอนที่ 3 ผู้ชายคนนี้ใจดีจริง ๆ
ทันทีที่กล่าวจบ เสียงทุ้มนุ่มลึกอันน่าดึงดูดก็ดังมาจากด้านหลัง "อาสะใภ้ห้า เกิดอะไรขึ้น?"
ซ่งจินเหยาหันกลับไปมอง ก็เห็นชายหนุ่มร่างสูงใหญ่สง่างามคนหนึ่ง เขาสวมเสื้อคลุมเนื้อบางที่ดูเก่าและเรียบง่าย บนตัวเขายังมีกลิ่นคาวเลือดจาง ๆ ติดอยู่ด้วย
ผู้หญิงคนนั้นรีบตอบด้วยน้ำเสียงร้ายกาจ “อาเชิน! ผู้หญิงคนนี้บอกว่านางมาจากตระกูลฉาง เห็นอยู่ว่านางโกหกชัด ๆ ข้าว่าตระกูลฉางคงไม่อยากคืนเงินห้าสิบตำลึงให้เจ้าต่างหาก! เจ้าอย่าโดนนางหลอกเชียวนะ”
คนนี้หรือ โม่หงเชิน?
เขาไม่ใช่ผู้ชายแก่ที่มีลูกติดสามคน และต้องดิ้นรนเพื่อหาเลี้ยงชีพหรอกหรือ? นางจินตนาการถึงใครสักคนที่น่าจะมีอายุสามสิบกว่า หน้าตาเศร้าหมอง หลังค่อม และบางทีอาจศีรษะล้านเสียด้วยซ้ำไป
แต่กลับกลายเป็นว่า…
ชายหนุ่มตรงหน้ามีรูปร่างสูงใหญ่และสมส่วน แม้ว่าสีหน้าของเขาจะเย็นชา แต่มันก็ไม่อาจปิดบังรูปลักษณ์ที่สง่างามและหล่อเหลาของเขาได้ ไม่ใช่แค่ในหมู่บ้าน แม้จะเอาไปอยู่ในเมืองหลวง ก็ถือว่ามีรูปลักษณ์และบุคลิกโดดเด่นมาก
ชายหนุ่มที่หล่อเหลาเช่นนี้ เขาคือโม่หงเชินจริงหรือ?
โม่หงเชินมองซ่งจินเหยาด้วยสายตาที่แฝงไปความสงสัยเล็กน้อย แต่แล้วก็รีบเบือนสายตาออก “ข้าคือโม่หงเชิน มีเรื่องอะไรก็เข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เขานำทางไป ตั้งใจจะพาซ่งจินเหยาเข้าบ้าน ทว่ากลับถูกอาสะใภ้ห้าขวางเอาไว้
นางเอ่ยด้วยน้ำเสียงวิตกกังวล “อาเชิน ผู้หญิงคนนี้…”
“ไม่ต้องพูดอะไรแล้ว ข้ารู้ว่าเกิดอะไรขึ้น” เขาตัดบท
เพียงประโยคเดียว อาสะใภ้ห้าถึงกับต้องเงียบปาก นางกระทืบเท้ากลับไปที่ห้องของตนด้วยความไม่พอใจ
ซ่งจินเหยาจึงตระหนักได้ว่า บทสนทนาระหว่างนางและอาสะใภ้ห้าเมื่อครู่ เขาคงได้ยินทั้งหมดแล้ว
สุนัขตัวใหญ่ที่ถูกผูกไว้กับต้นไม้ในลานกว้างส่งเสียงเห่าสองครั้งก่อนจะล้มตัวลงนอน ทำให้นางรู้สึกว่ามันก็ไม่ได้น่ากลัวอย่างที่คิด
เมื่อเข้ามาถึงห้องโถงหลัก โม่หงเชินบอกซ่งจินเหยาให้นั่งลงก่อนจะหยิบกาน้ำชาเตรียมรินน้ำให้ แต่พอหยุดคิดไปครู่หนึ่งเขาก็วางมันลง
“เจ้าชื่ออะไร?”
“ซ่งจินเหยา” หญิงสาวเอ่ยตอบ “หลี่อิ๋งเซี่ยคือชื่อจริงของฉางจินกุ้ย นางเป็นลูกพี่ลูกน้องของข้า ท่านลุงและท่านป้าเลี้ยงดูข้ามา และให้ข้ามาแต่งงานแทนนาง”
นางอธิบายเพียงสั้น ๆ และคิดว่าโม่หงเชินจะถามถึงรายละเอียดเพิ่มเติม แต่เขากลับไม่ทำเช่นนั้น
“ข้าชื่อโม่หงเชิน ปีนี้อายุยี่สิบห้า เรื่องของบ้านข้า ลูกพี่ลูกน้องเจ้าคงจะเล่าให้ฟังมาบ้างแล้ว”
เขาเงยหน้าขึ้นมองสำรวจซ่งจินเหยาอีกครั้ง และเห็นว่านางมีข้าวของติดตัวมาเพียงน้อยนิด ท่าทางดูเรียบง่าย สายตาของชายหนุ่มพลันวูบไหวเล็กน้อย “เจ้าคิดดีแล้วหรือ?”
โม่หงเชินได้ยินเกี่ยวกับลูกสาวตระกูลฉางมาบ้าง บิดามารดาบังเกิดเกล้าของนาง แท้จริงแล้วมีฐานะดี เมื่อนางได้กลับบ้านจึงปฏิเสธการแต่งงาน ในเมื่อพวกเขาส่งลูกพี่ลูกน้องอย่างซ่งจินเหยามาแทน นั่นก็หมายความว่าจะต้องมีเบื้องลึกเบื้องหลังอะไรบางอย่างแน่นอน
ซ่งจินเหยาพยักหน้า “อืม”
โม่หงเชินเสริม “ข้ามีลูกสามคน พวกเขาไม่ใช่เลือดเนื้อเชื้อไขของข้า ทว่าข้าปฏิบัติต่อพวกเขาไม่ต่างจากลูกในไส้ ดังนั้นจึงไม่คิดจะมีลูกเพิ่มอีกแล้ว”
ซ่งจินเหยารู้สึกประหลาดใจกับเรื่องนี้ นางนิ่งเงียบไม่พูดอะไรไปชั่วขณะ
เด็ก ๆ เหล่านี้ไม่ใช่ลูกของเขาอย่างนั้นหรือ?
นี่ไม่เหมือนกับที่หลี่อิ๋งเซี่ยพูดไว้นี่นา นางบอกว่าเขาเป็นพ่อหม้ายที่มีลูกติดสามคน
ซ่งจินเหยาเข้าใจได้ทันที หลี่อิ๋งเซี่ยจงใจพูดให้คนอื่นดูแย่ เพื่อเรียกร้องความเห็นอกเห็นใจจากบิดามารดาของนาง โดยทำให้ตนเองดูน่าสงสารน่าเวทนายิ่งขึ้น
เห็นได้ชัดว่านางไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ที่แท้จริงของตระกูลโม่เลย
“พวกเขาไม่ใช่ลูกของท่านหรือ?”
“ไม่ใช่ เด็กผู้ชายสองคนนั้นเป็นลูกของพี่ชายข้า หลังจากที่พี่ชายพี่สะใภ้เสียชีวิต ข้าในฐานะน้องชายจึงรับพวกเขามาเลี้ยงดู ส่วนเด็กหญิงคนเล็กเป็นลูกกำพร้าของสหายร่วมรบคนหนึ่ง ข้ารับเลี้ยงนางในชื่อของพี่ชาย”
ซ่งจินเหยาพิจารณาเรื่องนี้อยู่ครู่หนึ่ง จากนั้นก็ยื่นมือออกไปโดยไม่ลังเล “ข้าคิดว่าข้าจะเป็นแม่เลี้ยงที่ดีให้แก่พวกเขาได้ พวกเรามาร่วมมือกันอย่างราบรื่นเถอะ”
โม่หงเชินขมวดคิ้วเล็กน้อยกับท่าทางของนาง
แม้ที่นี่จะเป็นโลกยุคโบราณที่ไม่เป็นที่รู้จัก แต่ก็ไม่เหมือนในนวนิยายที่มักจะเขียนถึง ‘กำแพงกั้นระหว่างชายหญิง’ โดยเฉพาะในหมู่ชาวบ้าน การพบเจอกันระหว่างชายหญิงนับเป็นเรื่องปกติ
แต่ก็คงไม่มีใครกล้ายื่นมือออกมาแบบนี้กันง่าย ๆ
ซ่งจินเหยาดึงมือกลับอย่างเขินอายพร้อมกับยิ้มแก้เขิน “งั้นก็…ตกลงตามนั้นแล้วกัน”
โม่หงเชินถูกเรียกตัวกลับมาอย่างกะทันหัน เขาจึงยังมีงานที่ค้างคาอยู่ เมื่อเห็นว่าซ่งจินเหยาไม่รู้เกี่ยวกับสถานการณ์ของเขาเลย จึงอธิบายให้นางฟังเพียงสั้น ๆ และบอกให้นางทำตัวตามสบาย คิดเสียว่าที่นี่เป็นบ้านของตัวเอง จากนั้นเขาก็ออกไป
ก่อนไป เขาหันกลับมาอีกครั้ง แล้วหยิบถุงเงินเล็ก ๆ จากในแขนเสื้อยื่นให้นาง “เอาไว้ซื้อของที่เจ้าต้องการ”
ซ่งจินเหยาไม่คาดคิดเลยว่า ‘ผู้ชายแก่’ คนนี้ —อ้า ไม่สิ เขายังไม่แก่เลยสักนิด คนที่กำลังจะเป็นสามีในอนาคตของนาง กลับเป็นคนที่เอาใจใส่ถึงขนาดนี้
พบกันครั้งแรกก็ให้เงินนางเลยหรือ?
นางพอมองออกว่าโม่หงเชินคงสังเกตเห็นแล้วว่านางเอาของติดตัวมาเพียงน้อยนิด คงกังวลว่านางจะขาดข้าวของเครื่องใช้ที่จำเป็น
ช่างเป็นคนที่ทั้งเอาใจใส่แถมยังใจกว้าง นางรู้สึกพอใจมากจริง ๆ
ที่สำคัญคือ…เขาหล่อมาก!
บ้านตระกูลโม่นั้นมีมีขนาดค่อนข้างใหญ่ ทว่าการตกแต่งภายในนั้นต่างจากภาพลักษณ์ภายนอกเหลือเกิน แม้ว่าจะเป็นบ้านอิฐหลังใหญ่ที่แข็งแรงและตกแต่งด้วยกระเบื้องสีแดงที่ดูดี แต่ภายในกลับมีเครื่องเรือนดี ๆ เพียงเล็กน้อยเท่านั้น
ด้านหลังห้องโถงหลักมีเรือนเล็ก ๆ อีกสองฝั่ง ฝั่งซ้ายคือห้องของโม่หงเชินและเด็ก ๆ ในขณะที่ฝั่งขวาไม่มีคนอยู่ ด้านหลังสุดเป็นห้องครัว โรงเก็บฟืนและห้องเก็บของ
เนื่องจากพวกเขาไม่รู้ว่านางจะมา ห้องฝั่งขวาจึงยังไม่ได้จัดเตรียมไว้ โม่หงเชินเสนอห้องของเขาให้นาง โดยตัวเขาจะไปนอนกับเด็กชายสองคน
ซ่งจินเหยาพยายามแอบมองเข้าไปในห้องทั้งสองห้อง นอกจากเตียงและหีบเสื้อผ้าก็ไม่มีเครื่องเรือนอื่น ผ้าห่มบนเตียงถูกพับไว้อย่างเรียบร้อย แต่ดูแล้วช่างบางเหลือเกิน
เช่นนี้ในยามค่ำคืน แล้วพวกเขาจะรู้สึกอบอุ่นได้อย่างไร?
ซ่งจินเหยาไม่อยากคิดอะไรมากนัก วางข้าวของของตัวเองไว้ที่ปลายเตียง แล้วเริ่มคิดว่า นางจำเป็นต้องซื้อของบางอย่างเพิ่มจริง ๆ เสื้อผ้าที่นางนำมาด้วยก็มีเพียงแค่ชุดชั้นในสองชุด ภายใต้สายตาที่จับจ้องของแม่หลี่ขณะเก็บของ ทำให้แม้แต่เสื้อคลุมหนา ๆ สำหรับกันหนาวสักตัว นางก็ไม่ได้พกติดตัวมาเพิ่มเลย
ในหมู่บ้านอากาศเปิดโล่ง บ้านแต่ละหลังก็กว้างขวางทำให้อากาศหนาวกว่าในตัวเมือง
ตอนนี้เป็นช่วงฤดูหนาว นางคงต้องซื้อเสื้อผ้าหนา ๆ มาใส่สักสองสามชุด
นอกจากนี้พวกเครื่องนอนบนเตียง เช่น ผ้าห่มและเบาะรองนอนก็มีน้อยเกินไป นางคงต้องต้องซื้อเพิ่มด้วยเช่นกัน ไม่ใช่แค่ซื้อให้ตัวนางเอง แต่ต้องซื้อให้พวกเด็ก ๆ ด้วย ไม่อย่างนั้นคงนอนไม่พอแน่ ๆ
เมื่อตัดสินใจได้เช่นนี้ ซ่งจินเหยาจึงเปิดถุงเงินที่โม่หงเชินมอบให้เพื่อดูว่าพอจะซื้อหาอะไรได้บ้าง —นางจะไม่ยอมใช้เงินหนึ่งตำลึงที่ติดตัวมาเด็ดขาด มันเป็นเงินฉุกเฉินของนาง
แต่เมื่อเปิดถุงเงินออก ซ่งจินเหยาถึงกับตกตะลึง
ข้างในมีเหรียญทองแดงสองพวง กับแท่งเงินเล็ก ๆ อีกสองแท่ง นางลองชั่งน้ำหนักและคำนวณดูคร่าว ๆ น่าจะประมาณหกตำลึง
หกตำลึงเชียวนะ! ลุงของนางที่ทำงานเป็นเสมียนในที่ว่าการอำเภอ เขาต้องทำงานทั้งปีถึงจะได้เงินหกตำลึงนี้
นี่เป็นการพบกันครั้งแรก โม่หงเชินก็ให้เงินนางมากถึงเพียงนี้แล้ว
นี่เขา…เขาคิดจะรับนางเป็นคนในครอบครัวแล้วจริง ๆ อย่างนั้นหรือ?
เป็นไปไม่ได้…
หรือว่าโม่หงเชินมีเงินมากเสียจนไม่รู้ว่าจะใช้มันอย่างไร?
แต่พอดูสภาพของบ้านแล้ว ถ้าเขาเงินเหลือจริง ๆ บ้านจะซอมซ่อแบบนี้ได้อย่างไร?
ซ่งจินเหยาส่ายศีรษะ เรื่องที่คิดไม่ออก นางจึงไม่พยายามคิดให้เสียเวลา
นิสัยที่เด่นที่สุดของนางก็คือ ‘ความเห็นแก่ตัว’ —ไม่มีอะไรสำคัญไปกว่าความเป็นอยู่ที่ดีของตัวเอง หากโม่หงเชินต้องการใช้ชีวิตอย่างยากลำบาก นั่นก็เป็นทางเลือกของเขา แต่นางไม่ยอมลำบากแน่นอน
โดยเฉพาะตอนนี้ที่นางมีเงินอยู่ในมือ แล้วนางจะทนลำบากไปทำไมกัน?
ด้วยความทรงจำของเจ้าของร่างเดิม นางจึงรู้ดีว่าเงินหกตำลึงสามารถซื้ออะไรได้บ้าง ครั้นนึกสิ่งต่าง ๆ ออกแล้วนางก็ยิ้มออก ก่อนจะเดินออกจากบ้านด้วยอารมณ์เบิกบาน
นางไม่พบอาสะใภ้ห้าและก็ไม่อยากพบด้วย อย่างไรเสียโม่หงเชินก็บอกเอาไว้แล้วว่า จากนี้ไปเรื่องในบ้านให้นางเป็นคนจัดการดูแล
.
.
.