โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

คนไทยกังวลปัญหาเศรษฐกิจ การเงินอ่อนแอ เกือบครึ่งมี “เงินสำรอง” ไว้ใช้ยามฉุกเฉินไม่ถึงเดือน

Thairath Money

อัพเดต 13 พ.ค. 2568 เวลา 02.48 น. • เผยแพร่ 13 พ.ค. 2568 เวลา 02.48 น.
ภาพไฮไลต์

ท่ามกลางบรรยากาศเศรษฐกิจโลกที่เปราะบาง ไทยกำลังเผชิญแรงกระแทกจากหลายทิศ ทั้งการส่งออกที่ชะลอลงจากมาตรการภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ความไม่แน่นอนของภาคการท่องเที่ยวจากเหตุภัยธรรมชาติ รวมถึงภาวะราคาสินค้าและค่าครองชีพที่พุ่งสูงต่อเนื่อง ขณะที่รายได้ประชาชนจำนวนมากยังไม่ขยับตาม

สถานการณ์ดังกล่าว ทำให้การบริโภคภายในประเทศเริ่มอ่อนแรงลงอย่างชัดเจน คนไทยจำนวนไม่น้อยเริ่มจับจ่ายอย่างระมัดระวัง ลดการใช้จ่ายที่ไม่จำเป็น และพยายามประคองตัวเองให้อยู่รอดในภาวะเศรษฐกิจที่ยังไม่เห็นทางออก

ในช่วงเวลาแบบนี้ “ความรู้สึกของประชาชน” จึงเป็นอีกหนึ่งสัญญาณสะท้อนความร้อนแรงของปัญหาได้ชัดเจน และจากผลสำรวจล่าสุดของ สวนดุสิตโพล ก็พบว่า คนไทยจำนวนมากไม่เพียงแต่รู้สึก “ไม่มั่นใจ” ต่อภาวะเศรษฐกิจปัจจุบันเท่านั้น แต่ยังต้องใช้ชีวิตบนฐานการเงินที่เปราะบาง เสี่ยงต่อการได้รับผลกระทบอย่างรุนแรง หากเกิดวิกฤตขึ้นอีกครั้ง

สวนดุสิตโพล เผยผลสำรวจ “คนไทยกับการรับมือปัญหาเศรษฐกิจ” ที่จัดทำระหว่างวันที่ 6 – 9 พฤษภาคม 2568 กับกลุ่มตัวอย่าง 1,229 คน พบประชาชนส่วนใหญ่รู้สึกไม่มั่นคงต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน โดยรวมกว่า 92% ระบุว่ากังวล ทั้งในระดับ “มาก” และ “ค่อนข้างมาก” สะท้อนความรู้สึกลึก ๆ ของคนไทยที่มองว่าเศรษฐกิจวันนี้ยังไม่มีทิศทางที่ชัดเจนและไม่น่าไว้วางใจ

สิ่งที่สร้างความกังวลมากที่สุดคือ “ราคาสินค้าที่แพงขึ้น” (73.23%) ตามมาด้วย “ค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง” (67.36%) ซึ่งเป็นแรงกดดันสำคัญต่อครัวเรือนจำนวนมากที่ต้องพยายามปรับตัวให้อยู่รอดในภาวะที่รายได้ไม่โตทันรายจ่าย

ผลสำรวจยังพบข้อมูลที่น่าตกใจว่า เกือบครึ่งหนึ่งของกลุ่มตัวอย่าง (48.32%) มีเงินสำรองฉุกเฉินใช้ได้ไม่ถึง 1 เดือน หากไม่มีรายได้เลย ขณะที่อีกร้อยละ 35.24 มีสำรองแค่เพียง 1-3 เดือนเท่านั้น นั่นหมายความว่า กว่า 83% ของประชาชน อยู่ในภาวะเปราะบางทางการเงิน ซึ่งไม่สามารถรับมือวิกฤตเศรษฐกิจได้ในระยะยาว แม้จะมีความพยายามในการ “รัดเข็มขัด”

  • 77.37% ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็น
  • 63.96% ลดการก่อหนี้ใหม่

แต่เมื่อสอบถามถึงการวางแผนการเงินในชีวิตประจำวันกลับพบว่า มีเพียง 27.83% ที่สามารถวางแผนได้อย่างต่อเนื่อง ส่วนใหญ่ยังติดกับดักของการวางแผนที่ “ทำไม่ได้จริง” ซึ่งมีสัดส่วนสูงถึง เกือบ 60%

ขณะเดียวกัน ความไม่มั่นใจต่อการบริหารจัดการของรัฐบาลยิ่งซ้ำเติมความไม่สบายใจของประชาชน โดยเฉพาะในประเด็นผลกระทบจากการขึ้นภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐฯ ซึ่งอาจกระทบต่อการส่งออกของไทย ผลสำรวจพบว่า 76.06% ไม่เชื่อมั่นในศักยภาพของรัฐบาลไทยในการรับมือกับปัญหานี้ เหลือเพียง 23.94% ที่ยังคงมีความเชื่อมั่น

นางสาวพรพรรณ บัวทอง ประธานสวนดุสิตโพล ชี้ว่า ความกังวลของประชาชนไม่ใช่แค่เรื่องปากท้องในปัจจุบัน แต่ยังสะท้อนถึง โครงสร้างทางการเงินของครัวเรือนที่เปราะบาง ต่อการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ แม้จะพยายามวางแผนและปรับตัว แต่เมื่อรายได้ไม่พอ รายจ่ายก็ยังเป็นภาระที่จัดการได้ยาก

ขณะที่ ร้อยเอกศักดา ศรีทิพย์ อาจารย์ด้านกฎหมายมหาชน ม.สวนดุสิต วิเคราะห์ว่า จากปัจจัยการส่งออกที่ได้รับผลกระทบจากการจัดเก็บภาษีนำเข้าสินค้าของสหรัฐ ปัจจัยการท่องเที่ยวได้รับผลกระทบจากเหตุการณ์แผ่นดินไหวทำ ให้นักท่องเที่ยวลดลง ซึ่ง 2 ปัจจัยนี้เป็นองค์ประกอบหลักของ GDP ประเทศไทย

ทำให้ประชาชนค่อนข้างกังวลต่อสถานการณ์เศรษฐกิจไทยในปัจจุบัน กังวลว่าราคาสินค้าจะแพง ค่าครองชีพจะสูง หนี้สินี้ สินครัวเรือนจะเพิ่มขึ้น จึงต้องลดรายจ่ายที่ไม่จำ เป็นลง ลดการก่อหนี้ใหม่ เก็บออมเงินมากขึ้นขึ้นเพื่อรับมือกับภาวะเศรษฐกิจ

ซึ่งการบริโภคภายในประเทศที่ชะลอตัวลง เพราะประชาชน ระมัดระวังการจับจ่ายมากขึ้น จะกลายเป็นอีกปัจจัยหนึ่งที่ ซ้ำเติมเศรษฐกิจในประเทศให้อ่อนแรงลง อาจจะเกิดภาวะเศรษฐกิจถดถอย (Economic Recession)ได้

ที่มา : สวนดุสิตโพล

อ่านข่าวการเงินส่วนบุคคล และการวางแผนการเงิน กับ Thairath Money เพื่อให้คุณ "การเงินดีชีวิตดีได้ที่ https://www.thairath.co.th/money/personal_finance

ติดตามเพจ Facebook : Thairath Money ได้ที่ลิงก์นี้ https://www.facebook.com/ThairathMoney

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : คนไทยกังวลปัญหาเศรษฐกิจ การเงินอ่อนแอ เกือบครึ่งมี “เงินสำรอง” ไว้ใช้ยามฉุกเฉินไม่ถึงเดือน

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...