โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

‘ดีบีเอส’ สแกน ‘หุ้นไทย’ เหลือ1,000จุด แรงบีบ ‘ภาษีทรัมป์36%‘

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 17 ก.ค. 2568 เวลา 05.46 น. • เผยแพร่ 17 ก.ค. 2568 เวลา 12.31 น.

บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด ชี้ว่าปี 2568 จะเป็นปีแห่ง “การตั้งรับอย่างมีกลยุทธ์” สำหรับตลาดหุ้นไทย ด้วยเศรษฐกิจที่มีแนวโน้มโตเพียง 1.8% และความเสี่ยงที่อาจลดลงเหลือ 1% หากเผชิญภาษีทรัมป์ในระดับรุนแรง

ภายใต้ภาพรวมที่ท้าทายนี้ ดีบีเอส แนะกลยุทธ์ “ทยอยสะสมหุ้นปลอดภัย” ในกลุ่มที่มีรายได้มั่นคง ไม่รับผลกระทบจากภาษีนำเข้า พร้อมกระจายพอร์ตลงทุนสู่ตลาดต่างประเทศและสินทรัพย์ทางเลือก เพื่อรับมือกับความผันผวนทั่วโลกอย่างมีประสิทธิภาพ

นางสาว จันทร์เพ็ญ ศิริธนารัตนกุล กรรมการบริหารอาวุโส ฝ่ายวิจัยหลักทรัพย์ บริษัทหลักทรัพย์ (บล.) ดีบีเอส วิคเคอร์ส (ประเทศไทย) จำกัด เปิดเผยว่า กล่าวว่า ดัชนีหุ้นไทยปรับตัวขึ้นแรงวันนี้ (17 ก.ค.) จากนักลงทุนยังคาดหวังว่าภาษีทรัมป์ ( US tariff ) ของไทยจะต่ำกว่า 36% อย่างมีนัยสำคัญ (ซึ่งเวียดนาม และฟิลิปปินส์บรรลุข้อตกลงภาษีฯที่ 20% และอินโดฯ 19%) และทรัมป์ยืนยันว่า ไม่มีแผนปลดนายเจอโรม พาวเวล ออกจากตำแหน่งประธานเฟด

ทั้งนี้ ดีบีเอส ประเมินเศรษฐกิจไทยปีนี้ โต 1.8% ภายใต้สมมติฐาน อัตราภาษีนำเข้าของสหรัฐ เก็บไทยที่18-20% และมีมุมมองดัชนีตลาดหุ้นไทยสิ้นปีนี้ที่ระดับ 1,300 จุด

แต่หากกรณีเลวร้าย ไทยยังโดนเก็บภาษีทรัมป์ที่ 36% จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจไทยโตเหลือ 1 % ในปีนี้และถึงปีหน้ายังมีดาวน์ไซด์ ขณะที่ดัชนีหุ้นไทยสิ้นปีนี้ มีความเสี่ยงปรับลงมาที่ระดับ 1,000 จุด ซึ่งยังไม่นับรวมความเสี่ยงจากปัจจัยการเมืองในประเทศในระยะข้างหน้า จากปัจจุบันดัชนีหุ้นไทยแกว่งตัวระดับ 1,100-1,200จุด

นางสาวจันทร์เพ็ญ มองว่า ไทยจะน่าจะได้อัตราภาษีทรัมป์ที่ต่ำกว่า36% แต่ยังต้องติดตามการเจรจาภาษีทรัมป์ว่าจะได้เท่ากับหรือต่ำกว่า ประเทศเพื่อนบ้านหรือไม่

ขณะเดียวกันรอความชัดเจนปัจจัยการเมืองในประเทศ จะเกิดขึ้นในเดือน ส.ค.และก.ย. รวมถึงในเดือน ส.ค.จะมีการจัดงานไทยแลนด์โฟกัสเกิดขึ้นในเดือนส.ค. จะกำหนดทิศทางตลาดหุ้นไทย ซึ่งตลอด 2-3 ปีที่ผ่านมา นักลงทุนต่างชาติลดน้ำหนักหุ้นไทยติดต่อกัน แต่ขณะนี้ได้มีการสอบถามเข้ามา

เก็บสะสมหุ้นปลอดภัย

ดีบีเอส มีกลยุทธ์ลงทุนหุ้นไทย ที่ราคาหุ้นปรับตัวลงมาในระดับที่น่าสนใจและหุ้นบางตัวยังมีผลการดำเนินงานรายได้และกำไรเติบโตดี ไม่ได้รับผลกระทบภาษีทรัมป์ชัดเจน พิจารณาเลือกหุ้นปลอดภัยและทยอยสะสมช่วงนี้ ได้แก่ กลุ่มค้าปลีก(CPALL COM7 OSP ) กลุ่มเทเลคอม (ADVANC DIF) กลุ่มโรงพยาบาล (PR9 BDMS) กลุ่มพลังงาน (BCP GULF) กลุ่มไฟแนนซ์ (MTC) กลุ่มรีท(YIFF WHART FTREIT)

นอกจากนี้ ด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยปีนี้ ชะลอตัว และภาษีทรัมป์ทำให้ส่งออกชะลอและท่องเที่ยวต่ำกว่าคาด ดีบีเอส มองว่า ดอกเบี้ยนโยบายของไทยมีแนวโน้มลดลงต่อเรื่อง โดยมีโอกาสปรับลงในไตรมาส3/2568 1 ครั้ง ราว 0.25% ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายสิ้นปีนี้อยู่ที่ระดับ 1.5% และ

ปีหน้าแนวโน้มดอกเบี้ยนโยบายยังลงต่อเนื่องอีก2ครั้ง ในไตรมาส1และไตรมาส 2 ทำให้ดอกเบี้ยนโยบายลงมาอยู่ที่ระดับ 1% แต่หากเศรษฐกิจไทยปีนี้ออกมาแย่กว่าคาดอาจปรับลดดอกเบี้ยลงมาจาก 1 เป็น2ครั้งและในปีหน้าจาก 2ครั้งเหลือ 1 ครั้ง ได้เช่นกัน

ขณะที่บัญชีเดินสะพัดยังเกินดุลได้อยู่แม้การนำเข้าส่งออกได้รับผลกระทบ และปัจจัยหลักจะมาจากรัฐบาลจีนเปิดช่องให้ค่าเงินหยวนแข็งค่า หนุนค่าเงินเอเชียแข็งค่าขึ้นตามด้วย ทำให้ทิศทางเงินบาท ยังมีโอกาสแข็งค่าต่อเนื่องได้ สิ้นปีนี้มองที่ระดับ 32.80 บาทต่อดอลลาร์ และแข็งค่าที่ระดับ 32.00 บาทต่อดอลลาร์ในปีหน้า

ปรับกลยุทธ์กระจายพอร์ตลงทุนต่างประเทศ

อย่างไรก็ตามแนะจัดพอร์ตลงทุนกระจายความเสี่ยงในต่างประเทศ มองนโยบายของทรัมป์ จุดชนวนสงครามภาษีระดับโลก รวมทั้งความไม่ชัดเจนด้านนโยบาย และความกังวลเกี่ยวกับปัญหาด้านการคลังสหรัฐ ได้สร้างความเสี่ยงต่อสินทรัพย์ทั่วโลกในระยะข้างหน้า แม้ว่า ตลาดหุ้นทั่วโลกสามารถฟื้นตัวแข็งแกร่งในไตรมาส 2/2568

นายเวย์ ฟุก โหว Chief Investment Office DBS กล่าวว่า ดีบีเอส ปรับกลยุทธ์ คงน้ำหนัก Neutral ในตลาดหุ้นคาดว่า ผลตอบแทนจะแตกต่างกันไปตามภูมิภาค และกลุ่มอุตสาหกรรม ยังคงมีมุมมองเชิงบวกต่อกลุ่มเทคโนโลยีของสหรัฐ ขณะที่กลุ่มบริการ มีแนวโน้มเติบโตดีกว่ากลุ่มที่เน้นสินค้า ซึ่งในระยะสั้นลดน้ำหนักหุ้นสหรัฐลงราว2-3% จากสัดส่วนการลงทุน60%ของพอร์ต และปรับลดน้ำหนักพันธบัตรรัฐบาลในตลาดพัฒนแล้ว (DM) สู่ระดับ Neutral จากความกังวลด้านการคลังและและเงินเฟ้อสหรัฐยังสูง

ยังคงเพิ่มน้ำหนัก ( Overweight ) ลงทุนหุ้นเอเชีย (ไม่รวมญุี่ปุ่น) รวมถึงหุ้นยุโรป มีมูลค่าที่ดึงดูดและมีปันผล พร้อมกันนี้เพิ่มน้ำหนักในสินทรัพย์ทางเลือก เช่น ทอคำ และและสินทรัพย์นอกตลาดที่สามารถสร้างรายได้ประจำ เพื่อเสริมความแข็งแรงของพอร์ตในยุคที่โลกเริ่มเปลี่ยนผ่าน จากการพึ่งพาสินทรัพย์การเงินของสหรัฐฯ

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...