เปิดเงื่อนไขงบประมาณ-ฐานะคลัง เงินชดเชย ปมเสี่ยงรถไฟฟ้า 20 บาท
นโยบายเรือธงของรัฐบาลเพื่อไทย รถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย ถูกขับเคลื่อนตั้งแต่ปี 2567 เป็นหนึ่งในนโยบาย Quick Win ตั้งแต่ยุค “เศรษฐา ทวีสิน” เป็นนายกรัฐมนตรี และมี สุริยะ จึงรุ่งเรืองกิจ คุมหางเสือในฐานะ รมว.คมนาคม
แต่ในยกแรกยังทำได้เพียง 2 สาย คือรถไฟฟ้าสายสีแดงสายนครวิถี (กรุงเทพอภิวัฒน์-ตลิ่งชัน) และสายธานีรัถยา (กรุงเทพอภิวัฒน์-รังสิต) กับโครงการรถไฟฟ้ามหานคร สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) ช่วงเตาปูน-คลองบางไผ่
มาถึงยุคนายกฯแพทองธาร ชินวัตร นโยบายรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายกลายเป็น “นโยบายเร่งด่วน” ที่รัฐบาลแถลงต่อสภาผู้แทนราษฎร
โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่จะเริ่มต้น 1 ตุลาคมนี้ ไม่ใช่เพียงแค่การปรับลดอัตราค่าโดยสารเท่านั้น แต่เป็นการทดสอบความสามารถในการบริหารจัดการทางการเงินของภาครัฐ เมื่อต้องเตรียมงบประมาณชดเชยส่วนต่างรายได้จากงบประมาณปี 2569 กว่า 5.5 พันล้านบาทต่อปี ท่ามกลางเสียงท้วงติงจากฟากฝ่ายค้าน รวมถึงหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง อย่างสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ หรือกรุงเทพมหานคร ในด้านภาระงบประมาณ
เหตุผลต้องลงทะเบียน
โครงการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสายที่จะคิกออฟ 1 ตุลาคมนั้น จะครอบคลุมโครงข่ายเส้นทางรถไฟฟ้าในเขตกรุงเทพมหานครและปริมณฑลจำนวน 13 เส้นทาง ระยะทางรวม 276.84 กิโลเมตร 194 สถานี ผู้โดยสารต้องลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” เพื่อให้สามารถระบุยืนยันตัวบุคคล จึงกำหนดสิทธิรองรับมาตรการให้กับผู้โดยสาร โดยใช้เลขประจำตัวในบัตรประชาชนของคนไทย 13 หลัก เพราะนักท่องเที่ยวต่างชาติจะไม่ได้รับสิทธิตามนโยบายนี้
โดยผูกกับบัตรโดยสาร Europay Mastercard and Visa (EMV) Contactless หรือบัตรโดยสาร Rabbit แบบ ABT เท่านั้น เนื่องจากบัตรดังกล่าวสามารถรองรับการเดินทางข้ามโครงข่ายของผู้ให้บริการรถไฟฟ้า และสามารถยืนยันตัวบุคคลได้ หากผู้โดยสารชำระค่าโดยสารผ่านบัตรประเภทอื่น หรือบัตรที่ไม่ได้ลงทะเบียนผ่านแอปพลิเคชั่น “ทางรัฐ” จะต้องชำระค่าโดยสารในอัตราค่าโดยสารราคาปกติ
วิธีเก็บค่าโดยสาร
การเรียกเก็บค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย จากสถานีต้นทางจนถึงสถานีปลายทาง หน่วยงานผู้ให้บริการรถไฟฟ้าจะร่วมกับสำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล (องค์การมหาชน) ในการเตรียมระบบการตรวจสอบข้อมูลการเดินทาง (Trip) และคำนวณค่าโดยสาร (Fare) ให้เป็นไปตามเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) เพื่อส่งข้อมูลการเดินทางให้แก่ผู้รับบัตร
โดยบัตร Mastercard and Visa ที่เป็นระบบ Contactless บริษัท ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ดำเนินการรวบรวมข้อมูล EMV Acquirer ส่วนบัตรโดยสาร Rabbit แบบ ABT บริษัท บางกอก สมาร์ทการ์ด ซิสเทม จำกัด (BSS) ดำเนินการรวบรวมข้อมูล Rabbit Acquirer ก่อนส่งให้ระบบศูนย์บริหารจัดการรายได้กลาง (Central Clearing House : CCH) โดยทำหน้าที่ตรวจสอบข้อมูลและแจ้งยืนยันการเดินทางข้ามโครงข่ายของบัตร EMV และบัตรโดยสาร Rabbit ABT
กรณีที่ผู้โดยสารไม่ได้เดินทางเข้า-ออกบริเวณจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า (Interchange) ผู้ให้บริการแก่ผู้รับบัตร (Acquirer) จะเรียกเก็บค่าโดยสารตามเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) ที่กำหนดไว้ แต่หากเป็นกรณีที่ผู้โดยสารเดินทางเข้า-ออกบริเวณจุดเชื่อมต่อรถไฟฟ้า (Interchange) ที่กำหนดไว้ ข้อมูลการเดินทางจะถูกส่งไปที่ CCH เพื่อตรวจสอบข้อมูลการเดินทางข้ามโครงข่ายของผู้โดยสารตามเงื่อนไขทางธุรกิจ ก่อนแจ้งให้ผู้ให้บริการแก่ผู้รับบัตร (Acquirer) เรียกเก็บค่าโดยสารตามเงื่อนไขทางธุรกิจ (Business Rules) ที่กำหนดไว้
ชดเชยส่วนต่าง 5.5 พันล้าน
สำหรับประมาณการค่าใช้จ่ายในการชดเชยส่วนต่างของรายได้ค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 ตลอดสาย คาดว่าจะส่งผลให้สูญเสียส่วนต่างของรายได้ค่าโดยสารในปีงบประมาณ 2569 รวมทั้งสิ้น 5,512.00 ล้านบาท โดยแบ่งเป็น
รถไฟฟ้าสายสีแดง-แอร์พอร์ตลิงก์ ซึ่งอยู่ภายใต้การกำกับของการรถไฟแห่งประเทศไทยรวม 666 ล้านบาท โดยคณะกรรมการการรถไฟแห่งประเทศไทย เสนอขอรับการสนับสนุนเงินชดเชยรายได้ที่สูญเสียตามจริงจากงบประมาณแผ่นดิน สำหรับโครงการรถไฟชานเมืองสายสีแดง ในส่วนต่าง 10 บาทต่อคนต่อเที่ยว รวม 189 ล้านบาท และสำหรับโครงการรถไฟฟ้าเชื่อมท่าอากาศยานสุวรรณภูมิ (ARL) ในส่วนต่าง 9.6 บาทต่อคนต่อเที่ยว รวม 477 ล้านบาท ซึ่งเป็นแหล่งที่มาตาม พ.ร.บ.วินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
รฟม.ขอชดเชย 2.3 พันล้าน
ส่วนโครงการรถไฟฟ้า ภายใต้การกำกับของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ประกอบด้วย โครงการรถไฟฟ้าสายเฉลิมรัชมงคล (สายสีน้ำเงิน) สายฉลองรัชธรรม (สายสีม่วง) สายนัคราพิพัฒน์ (สายสีเหลือง) และสายสีชมพู มีการขอชดเชยตามประมาณการรายได้ที่สูญเสีย โดยชดเชยจากส่วนต่างของรายได้จากการดำเนินมาตรการ เมื่อเทียบกับรายได้หากไม่มีการดำเนินมาตรการในช่วงเวลาเดียวกัน
โดยภาครัฐจะต้องชดเชยให้รถไฟฟ้ามหานครทั้ง 4 โครงการ ในปีงบประมาณ 2569 จำนวน 2,321 ล้านบาท แบ่งเป็นสายสีน้ำเงิน 1,192 ล้านบาท สายสีม่วง 480 ล้านบาท สายสีเหลือง 249 ล้านบาท และสายสีชมพู 400 ล้านบาท โดยแหล่งที่มาของงบประมาณเพื่อชดเชยส่วนต่างของรายได้ค่าโดยสารจากกองทุนส่งเสริมระบบตั๋วร่วม (ร่างพระราชบัญญัติการบริหารจัดการระบบตั๋วร่วม พ.ศ. …) หรือแหล่งเงินอื่นที่เหมาะสม
บีทีเอสชดเชย 2.5 พันล้าน
ด้านรถไฟฟ้าภายใต้การกำกับของกรุงเทพมหานครมี 2 สายคือ สายสีเขียวและสายสีทอง มีการประมาณการค่าใช้จ่ายในการชดเชยส่วนต่างรายได้รวม 2,525 ล้านบาท แบ่งเป็นสายสีเขียว 2,503 ล้านบาท และสายสีทอง 22 ล้านบาท
ทั้งนี้ กรุงเทพมหานครในฐานะหน่วยงานเจ้าของโครงการรับหลักการและแนวทางการดำเนินมาตรการรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย เพื่อประกอบการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้า ภายใต้กฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน และดำเนินการตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ มติคณะรัฐมนตรี ที่เกี่ยวข้องเสนอต่อคณะรัฐมนตรีต่อไป
ประโยชน์และผลกระทบ
การดำเนินมาตรการอัตราค่าโดยสารรถไฟฟ้า 20 บาทตลอดสาย กระทรวงคมนาคมจะประเมินผลการดำเนินมาตรการเป็นรายปี โดยพิจารณาจากปัจจัยต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง อาทิ ปริมาณผู้โดยสารและรายได้ ซึ่งจะส่งผลต่อภาระการชดเชยจากภาครัฐ และคำนึงถึงความสะดวกสบายในการเดินทาง และการช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในการเดินทางของประชาชน เพื่อใช้ประกอบการพิจารณาการดำเนินมาตรการดังกล่าวเป็นรายปี โดยได้ประมาณการผลตอบแทนและประโยชน์ที่จะได้รับ
ประมาณการผลตอบแทนที่จะได้รับ โดยประเมินในเชิงปริมาณและมูลค่าจากจำนวนผู้ใช้บริการรถไฟฟ้าที่ได้รับผลประโยชน์ใน 3 ด้าน ได้แก่ ด้านเศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม โดยมีสมมติฐานในการประมาณการมูลค่าผลประโยชน์ในปีงบประมาณ 2569 รวม 21,812.64 ล้านบาท
สภาพัฒน์ห่วงวินัยการเงินการคลัง
ขณะที่ความเห็นของหน่วยงานต่าง ๆ ที่ประกอบการพิจารณาของ ครม. มีทั้งเห็นด้วยและทักท้วงให้ระวัง อาทิ สภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ แนะว่าการดำเนินมาตรการดังกล่าวต้องสอดคล้องหลักการตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ 2561 โดยเฉพาะมาตรา 27 และ 28 อย่างเคร่งครัด
ทั้งนี้ เมื่อค้นกฎหมายดังกล่าวในมาตรา 27 มีข้อความสำคัญในวรรคสองระบุว่า ในการพิจารณาอนุมัติกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการตามวรรคหนึ่ง ให้คณะรัฐมนตรีพิจารณาความจําเป็นเร่งด่วน ประโยชน์ที่ได้รับ และภาระทางการคลัง หรือการสูญเสียรายได้ที่จะเกิดขึ้นในอนาคตด้วย
รวมถึงมาตรา 28 ระบุว่า การมอบหมายให้หน่วยงานของรัฐดําเนินกิจกรรม มาตรการ หรือโครงการ โดยรัฐบาลรับภาระจะชดเชยค่าใช้จ่าย หรือการสูญเสียรายได้ในการดําเนินการนั้น ให้กระทําได้เฉพาะกรณีที่อยู่ในหน้าที่และอํานาจตามกฎหมาย และอยู่ภายในขอบเขตแห่งวัตถุประสงค์ของหน่วยงานของรัฐนั้น เพื่อฟื้นฟูหรือกระตุ้นเศรษฐกิจ หรือเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการประกอบอาชีพ หรือยกระดับคุณภาพชีวิตของประชาชน
“ครม.ต้องพิจารณาภาระทางการคลังของรัฐที่อาจเกิดขึ้น ทั้งในปัจจุบันและในอนาคต ผลกระทบต่อการดําเนินงานของหน่วยงานของรัฐซึ่งได้รับมอบหมายนั้น และแนวทางการบริหารจัดการภาระทางการคลังของรัฐและผลกระทบจากการดําเนินการดังกล่าว”
สำนักงบฯ ให้ประเมินความคุ้มค่า
ด้านความเห็นของสำนักงบประมาณ เห็นควรให้กระทรวงคมนาคม การรถไฟแห่งประเทศไทย การรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย และกรุงเทพมหานคร พิจารณาแหล่งเงินที่จะใช้ในการดำเนินมาตรการดังกล่าวให้มีความชัดเจน โดยไม่ก่อให้เกิดภาระทางการคลังกับภาครัฐในระยะยาว และกำหนดแนวทางในการเจรจากับคู่สัญญาสัมปทานรถไฟฟ้าอย่างเหมาะสม เป็นธรรม โปร่งใส และเป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ข้อบังคับ และมติคณะรัฐมนตรีที่เกี่ยวข้องอย่างเคร่งครัด โดยไม่ทำให้รัฐเสียประโยชน์ ก่อนนำเสนอคณะรัฐมนตรีพิจารณาอนุมัติอีกครั้งหนึ่ง
“เนื่องจากการดำเนินมาตรการดังกล่าว คาดว่าจะส่งผลกระทบต่อฐานะการคลังของภาครัฐในแต่ละปีเป็นจำนวนมาก ดังนั้น จึงเห็นควรให้กระทรวงคมนาคมดำเนินการติดตามและประเมินผลการดำเนินงาน ความคุ้มค่า ผลสัมฤทธิ์ และประโยชน์ที่ได้รับจากการดำเนินมาตรการในระยะแรกให้ครบถ้วนในทุกมิติ และนำผลการประเมินดังกล่าวเสนอคณะรัฐมนตรี เพื่อเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาดำเนินมาตรการในระยะต่อไป”
กทม.หวั่นต้องชดเชยเอกชนสูง
ส่วนความเห็นของกรุงเทพมหานคร เห็นว่ามาตรการดังกล่าวเป็นมาตรการที่ดี ที่เป็นประโยชน์ โดยสามารถช่วยลดภาระค่าครองชีพของประชาชน ส่งเสริมการใช้ระบบขนส่งสาธารณะ และก่อให้เกิดการเชื่อมโยงการเดินทาง แต่จะทำให้เกิดภาระงบประมาณที่สูง เนื่องจากต้องมีการชดเชยให้กับเอกชนผู้เดินรถ
ดังนั้น ต้องมีการศึกษารายละเอียด วิธีการคิดค่าใช้จ่าย และกำหนดวิธีการชดเชยให้ชัดเจนและได้ข้อยุติก่อน หากกรุงเทพมหานครไม่ได้รับการสนับสนุนงบประมาณอย่างเพียงพอแล้วจะเป็นภาระต่องบประมาณ หรือภาระทางการคลังของกรุงเทพมหานครในอนาคต และไม่เป็นการรักษาวินัยการเงินการคลังตามพระราชบัญญัติวินัยการเงินการคลังของรัฐ พ.ศ. 2561
เงินชดเชยต่ำกว่าค่าจ้างเดินรถ-ซ่อมบำรุง
จากประมาณการค่าใช้จ่ายในการชดเชยส่วนต่างรายได้ของโครงการรถไฟฟ้า ภายใต้กำกับของกรุงเทพมหานคร ได้แก่ สายสีเขียวและสายสีทองรวม 2,525.0 ล้านบาท กรุงเทพมหานครเห็นว่าการชดเชยดังกล่าวยังต่ำกว่าค่าจ้างเดินรถและซ่อมบำรุงของส่วนต่อขยายที่กรุงเทพมหานครจ้าง ซึ่งไม่สะท้อนถึงต้นทุนในการบริหารจัดการโครงการที่แท้จริง ประกอบด้วย ภาระค่างานโครงสร้าง งานโยธา งานระบบการเดินรถ (ไฟฟ้าและเครื่องกล) และงานจ้างเดินรถ และซ่อมบำรุงตามสัญญาจ้างที่กรุงเทพมหานครได้ลงทุนแล้ว โดยกรุงเทพมหานครคาดว่าต้นทุนในการบริหารจัดการโครงการในปีงบประมาณ 2569 การชดเชยจะต้องใช้งบประมาณที่สูงเป็นจำนวน 11,059.64 ล้านบาท และยังไม่รวมงบประมาณอันอาจจะเกิดขึ้นทั้งหมดจากการปรับเปลี่ยนระบบจัดเก็บค่าโดยสารตามมาตรการดังกล่าว
ดังนั้น จึงไม่สามารถยืนยันประมาณการดังกล่าวตามที่กระทรวงคมนาคมเสนอได้ และขอให้รัฐบาลชดเชยส่วนของต้นทุนในการบริหารจัดการโครงการที่แท้จริง รวมถึงขอให้จัดสรรงบประมาณในการปรับเปลี่ยนระบบจัดเก็บค่าโดยสาร เพื่อให้เป็นไปตามหลักการที่กรุงเทพมหานครได้แจ้งต่อที่ประชุมคณะทำงานขับเคลื่อนนโยบายค่าโดยสารราคาเดียวตลอดสาย ครั้งที่ 1/2568 เมื่อวันที่ 25 เมษายน 2568
หวั่นกระทบสัญญาสัมปทาน
การดำเนินโครงการรถไฟฟ้าสายสีเขียวส่วนสัมปทาน กรุงเทพมหานครได้ทำสัญญาสัมปทานกับเอกชน ซึ่งเงื่อนไขของสัญญาสัมปทานกำหนดให้รายได้จากค่าโดยสาร และรายได้จากกิจการที่เกี่ยวเนื่องกับระบบขนส่งมวลชนเป็นของเอกชนผู้รับสัมปทานทั้งหมด
โดยกรุงเทพมหานครใช้อำนาจในการกำกับเอกชน ตามพระราชบัญญัติการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชน พ.ศ. 2562 และตามสัญญาสัมปทานเท่านั้น หากมีการเปลี่ยนแปลงค่าโดยสารตามมาตรการของรัฐบาลจะส่งผลกระทบต่อเงื่อนไขในสัญญาสัมปทาน ซึ่งเป็นเรื่องที่มีรายละเอียดและมีเงื่อนไขที่ซับซ้อน
ดังนั้น จึงต้องดำเนินการเจรจากับผู้รับสัมปทาน ตามกฎหมายว่าด้วยการร่วมลงทุนระหว่างรัฐและเอกชนให้ได้ข้อยุติก่อน ซึ่งต้องกำหนดแนวทางการดำเนินงาน วิธีการชดเชยภาคเอกชน รวมทั้งต้องมีการประมาณการค่าใช้จ่ายในการชดเชยให้ชัดเจน
หวั่นกระเป๋าฉีก ไม่มีเงินทำภารกิจอื่น
กรุงเทพมหานครมีงบประมาณที่จำกัดที่ต้องใช้ในการพัฒนาตามภารกิจด้านต่าง ๆ ซึ่งหากมีความจำเป็นต้องใช้งบประมาณของกรุงเทพมหานครในการชดเชยค่าใช้จ่ายเพิ่มเติม เพื่อดำเนินตามมาตรการที่กระทรวงคมนาคมเสนอ อาจทำให้กรุงเทพมหานครมีงบประมาณไม่เพียงพอที่จะนำมาพัฒนาภารกิจอื่น ๆ อีกทั้งยังต้องได้รับความเห็นชอบจากสภากรุงเทพมหานคร และต้องผ่านกระบวนการทางกฎหมายที่เกี่ยวข้อง ดังนั้น การชดเชยดังกล่าวจึงควรที่รัฐบาลต้องเป็นผู้ชดเชยค่าใช้จ่ายให้ครอบคลุมทั้งหมด
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เปิดเงื่อนไขงบประมาณ-ฐานะคลัง เงินชดเชย ปมเสี่ยงรถไฟฟ้า 20 บาท
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net