โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

‘ไทย’เทหมดหน้าตักแลกดีล ยื่นสหรัฐเปิดเสรีสินค้าเกษตร

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 09 ก.ค. 2568 เวลา 09.28 น. • เผยแพร่ 09 ก.ค. 2568 เวลา 23.00 น.

สถานการณ์การส่งออกของไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหญ่ เมื่อสหรัฐประกาศคงอัตราภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยอัตราสูงถึง 36% ภายใต้มาตรการ “Reciprocal Tariff” ซึ่งสูงกว่าคู่แข่งสำคัญอย่างเวียดนามและมาเลเซียที่ปิดดีลได้ที่ 20% และ 25% ตามลำดับ โดยจะมีผลตั้งแต่วันที่ 1 ส.ค.2568

รัฐบาลได้ยื่นข้อเสนอรอบที่ 2 ให้กับสหรัฐเมื่อวันที่ 6 ก.ค.2568 โดยมีข้อเสนอไทยขยับเป้าหมายสมดุลการค้าสหรัฐเร็วขึ้นจาก 10 ปี เหลือ 7-8 ปี โดยกำหนดให้ปี2573 ไทยลดได้ดุลการค้าสหรัฐลง 70% และปี2574-2575 ไทย และสหรัฐมีสมดุลการค้ากัน

ส่วนข้อเสนอเปิดตลาดการค้าได้ปรับเป็นการเปิดเสรีหรือภาษีนำเข้า 0% ให้สหรัฐในสินค้าจำนวนหนึ่ง แต่ต้องไม่ทำให้คู่ค้าไทยที่มีข้อตกลงเขตการค้าเสรี (FTA) เสียเปรียบสหรัฐ รวมทั้งไทยจะเพิ่มการนำเข้าก๊าซธรรมชาติและเครื่องบิน

นายลวรณ แสงสนิทปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า ข้อเสนอรอบที่ 2 ที่ยื่นให้สหรัฐมีความแตกต่างจากข้อเสนอแรก โดยเฉพาะในเรื่องจำนวนรายการสินค้าที่จะลดภาษีให้เป็น 0% ซึ่งมีจำนวนหลายพันรายการ

รวมถึงอุตสาหกรรมในประเทศที่อาจได้รับผลกระทบจากการลดภาษีสินค้าจำนวนมากให้เป็น 0% เพื่อเปิดตลาดให้ อย่างไรก็ตาม หลายรายการเป็นสินค้าที่เราได้ลดภาษี 0% อยู่แล้วกับประเทศคู่ค้า FTA อื่นๆ

แหล่งข่าวจากทำเนียบรัฐบาล กล่าวว่า ไทยยื่นข้อเสนอการลดภาษีให้สหรัฐพิจารณาได้ยึดแนวทางการลดภาษีตามกรอบความตกลงหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจระดับภูมิภาค (RCEP) ซึ่งมีการลดภาษีครอบคลุมสินค้าประมาณ 90% หรือประมาณ 9,000 รายการ โดยเป็นแนวทางที่จะไม่กระทบกับคู่ค้าอื่นของไทย

นอกจากนี้ ไทยได้มีการพิจารณาอัตราภาษีศุลกากร MFN ซึ่งมีประมาณ 10,000 รายการ ในปี 2566 มีอัตราเฉลี่ยอยู่ที่ 9.8% แบ่งเป็นอัตราภาษีสำหรับสินค้าเกษตรอยู่ที่ 27.0% และอัตราภาษีสินค้าที่ไม่ใช่เกษตร 7.1% โดยจะเห็นได้ว่าอัตราภาษีกลุ่มสินค้าเกษตรค่อนข้างสูงจึงทำให้สหรัฐต้องการลดภาษีส่วนนี้ลง

ทั้งนี้ เมื่อเทียบอัตราภาษีศุลกากร MFN ของไทยอยู่ในอัตราสูงที่สุดในอาเซียน รองลงมาเป็นกัมพูชา 9.4% เวียดนาม 9.4% อินโดนีเซีย 8.0% เมียนมา 7.6% ฟิลิปปินส์ 6.0% มาเลเซีย 5.6% บรูไน 0.5% และสิงคโปร์ 0%

สำหรับอัตราภาษีนำเข้าสินค้าที่อยู่ในระดับสูงและมีเป้าหมายภาษีให้สหรัฐ อาทิ เครื่องดื่มและยาสูบที่มีอัตราถึง 47.1% , น้ำตาลและของที่ทำจากน้ำตาล 41.0% , ผลไม้และผัก 34.0% , ไขมันและน้ำมันจากพืช 33.8% ผลิตภัณฑ์จากนม 32.3% กาแฟ ชา โกโก้และเครื่องเทศ 31.5 , ธัญพืชและอาหารปรุงแต่ง 21.2% เสื้อผ้า 29.5%

สรท.ห่วงกระทบตลาดสหรัฐ

นายธนากร เกษตรสุวรรณ ประธานสภาผู้ส่งสินค้าทางเรือแห่งประเทศไทย (สรท.) หรือสภาผู้ส่งออก เปิดเผยว่า ภาษีตอบโต้สหรัฐไทยได้รับ 36% สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ขณะที่คู่แข่งอย่างเวียดนามปิดดีลตัวเลขได้ 20% มาเลเซีย 25% ทำให้ไทยเสียเปรียบเวียดนาม ซึ่งหากถึงวันที่ 1 ส.ค. หากไทยไม่สามารถปิดการเจรจาได้สินค้าที่ไปสหรัฐจะโดนเก็บภาษี 36%

ทั้งนี้ จะทำให้ต้นทุนส่งออกสินค้าไทยไปยังสหรัฐอเมริกาสูงขึ้นจนไม่สามารถแข่งขันได้ กระทบต่อมูลค่าการส่งออกของไทยไปยังสหรัฐ ซึ่งสูงถึง 2 ล้านล้านบาท หรือคิดเป็น 20% ของการส่งออกทั้งหมดของประเทศไทย โดยเฉพาะสินค้าที่ไทยจะเสียเปรียบคู่แข่งมากที่สุด ประกอบด้วย เครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์, อาหารสำเร็จรูป, ข้าว, ยางพาราและผลิตภัณฑ์ และสินค้าอุปโภคบริโภคอื่น

อย่างไรก็ตาม หลายอุตสาหกรรมมีการใช้แรงงานเข้มข้นที่อาจนำไปสู่การเลิกจ้างแรงงานจำนวนมาก รวมถึงสินค้าเกษตรหลายรายการจะไม่สามารถแข่งขันได้ จะมีผลให้เกิดแรงกดดันต่อราคาผลผลิตภายในประเทศและกระทบต่อรายได้เกษตรกรและครัวเรือนไทยจำนวนมากในที่สุด

“ไทยจำเป็นต้องปิดดีลให้ได้ หรือปิดดีลภาษีให้ได้20 % เท่ากับเวียดนาม ไม่เช่นนั้นจะมีเอฟเฟ็กต์ตามมามหาศาล เพราะไม่เพียงจะกระทบต่อยอดส่งออกไปสหรัฐ 2 ล้านล้านบาท แต่ยังกระทบต่อภาคการผลิต และการลงทุนจากต่างประเทศจะลดลงอย่างมากในช่วงหลายปีต่อจากนี้เพราะนักลงทุนจะย้ายฐานการผลิตไปยังประเทศที่เสียภาษีน้อยกว่าไทย ซึ่งจะทำให้ระบบเศรษฐกิจในประเทศเกิดภาวะชะงักงัน และไม่สามารถแข่งขันทางการค้ากับคู่แข่งสำคัญได้อีกในระยะยาว" นายธนากร กล่าว

นายธนากร กล่าวว่า การที่ไทยโดนภาษี 36% ส่งออกไทยจะไม่ขยายตัว โดยเฉพาะในครึ่งปีหลังจะไม่เติบโตเลย ส่ออาการไม่ดี ส่งผลให้ส่งออกทั้งปีจากเดิมตั้งเป้าไว้ 1-3% จะเติบโตเพียง 1% เท่านั้น โดยประเทศไทยจะนิ่งอยู่กับที่

ดังนั้น ไทยต้องปิดดีลให้ได้ในรอบที่ 2 เพราะระยะเวลาเพียง 3 สัปดาห์จะถึงเส้นตายวันที่ 1 ส.ค.นี้ ซึ่ง นายโดนัลด์ ทรัมป์ ส่งมามีการระบุชัดเจนว่าเขาจะไม่มีการขยับวันที่ ฉะนั้นจําเป็นอย่างยิ่งที่ทางทีมเจรจาของฝ่ายรัฐบาลไทยต้องเร่งปิดดีลให้จบ

หากพลาดดีลต้องฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย 5-10 ปี

นายคงฤทธิ์ จันทริก ผู้อำนวยการบริหาร สรท. กล่าวว่า คาดว่าตลาดสหรัฐจะชะลอตัวลงในครึ่งปีหลังแต่ตลาดอื่นๆ ยังคงไปได้ แต่เห็นการผลกระทบชัดเจนในต้นปีหน้า หากทีมเจรจาปิดดีลภาษีได้ที่ 20% สรท.ก็ยังรับได้ เพราะยังเท่ากับคู่แข่ง แต่หากคงภาษีที่ 36% ผลกระทบจะขยายวงกว้าง ไม่ใช่แค่เรื่องการส่งออกเท่านั้น แต่จะกระทบไปถึงเรื่องอื่น ๆ ด้วย เช่น การจ้างงาน การลงทุน ถึงแม้ประธานาธิบดีทรัมป์จะหมดวาระการดำรงตำแหน่งไปแล้วก็ตาม ปัญหาก็ไม่ได้หมดไปทันที

“การเรียกเก็บภาษีในอัตราที่สูงครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อภาวะเศรษฐกิจของประเทศไทยในวงกว้าง ทั้งด้านการค้าการลงทุน ซึ่งต้องใช้ระยะเวลาในการฟื้นฟูอย่างน้อย 5-10 ปี" นายคงฤทธิ์ กล่าว

ชง 3 ข้อเสนอเร่งด่วน ป้องเศรษฐกิจไทย

ทั้งนี้ สรท.จะยื่นข้อเสนอต่อนายพิชัย ชุณหวชิร รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง และนายจตุพร บุรุษพัฒน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เพื่อเป็นแนวทางดำเนินการ คือ

1.ข้อเสนอสำหรับการเจรจาลดอัตราภาษีกับสหรัฐ อาทิ สนับสนุนการปรับลดภาษีนำเข้าสินค้าจากสหรัฐอเมริกาเป็น 0% ให้มากที่สุด โดยเฉพาะในรายการสินค้าที่ไทยสามารถยอมรับได้ การขยายเวลาการให้สิทธิประโยชน์ในการส่งเสริมการลงทุนสำหรับการลงทุนทางตรง (FDI) จากสหรัฐ และเร่งจัดซื้อสินค้ากลุ่มพลังงานจากสหรัฐให้มากขึ้นแทนการซื้อจากแหล่งอื่น

2.ข้อเสนอสำหรับการหาตลาดศักยภาพอื่นทดแทน อาทิ สนับสนุนงบประมาณในปี 2569-2570 สำหรับการจัดกิจกรรมส่งเสริมการค้าระหว่างประเทศ ทั้งในต่างประเทศ อาทิ การพาผู้ประกอบการไปเข้าร่วมออกงานแสดงสินค้าในต่างประเทศ และการจัดกิจกรรม Business Matching และในประเทศ อาทิ กิจกรรม Incoming Mission ให้มากขึ้นและต่อเนื่อง

รวมทั้งเพิ่มงบประมาณโครงการ SMEs Proactive ให้ผู้ประกอบการส่งออก SMEs สามารถบุกตลาดอื่นได้มากขึ้น โดยเฉพาะในงานแสดงสินค้าที่ภาครัฐไม่สามารถพาผู้ประกอบการไทยไปเข้าร่วม

นอกจากนี้ ร่วมมือกับสถาบันการเงินของรัฐ เช่น ธนาคารเพื่อการส่งออกและนำเข้าแห่งประเทศไทย และธนาคารพัฒนาวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมแห่งประเทศไทย สำหรับจัดหาวงเงินหมุนเวียนและสนับสนุนค่าธรรมเนียมป้องกันความเสี่ยงทางการค้าในการบุกตลาดใหม่ และเร่งรัดการเจรจาการค้าเสรีทุกกรอบที่อยู่ระหว่างการเจรจาให้แล้วเสร็จโดยเร็ว

รวมถึงเพิ่มเติมการเจรจากับคู่ค้าสำคัญอื่นเพิ่มเติม และสนับสนุนให้ผู้ประกอบการสามารถใช้สิทธิประโยชน์จากความตกลงที่มีอยู่ให้เกิดประโยชน์สูงสุด

3.ข้อเสนออื่นเพิ่มเติม ทั้งเพื่อเสริมสร้างความสามารถในการแข่งขันของผู้ส่งออก และเพื่อปกป้องผู้ประกอบการในประเทศจากการนำเข้าสินค้าแหล่งอื่น อาทิ ขอให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องทุกภาคส่วน พิจารณาเงื่อนไขการปรับลดต้นทุนให้ภาคธุรกิจที่ได้รับผลกระทบ ดำเนินมาตรการกำกับดูแลค่าเงินบาทให้อยู่ในระดับอ่อนค่าเมื่อเทียบกับคู่แข่งสำคัญ เป็นต้น

นอกจากนี้ ยังรวมถึงการพิจารณาชะลอการขึ้นค่าแรงงานขั้นต่ำและปรับลดต้นทุนการดำเนินธุรกิจ อาทิ ค่าไฟฟ้า น้ำมันเชื้อเพลิง เร่งรัดกระบวนการคืนภาษีธุรกิจ อาทิ ภาษีเงินได้นิติบุคคล รวมทั้งเพิ่มความเข้มงวดมาตรการปรามการนำเข้าสินค้าไม่ได้มาตรฐานที่เข้ามาตีตลาดในประเทศ และสินค้าสวมสิทธิ์ ตรวจสอบสินค้านำเข้า เป็นต้น

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...