“ดัชนี PPI จีน” ร่วงหนัก 3.6% ต่ำสุดรอบ 2 ปี สะท้อนเศรษฐกิจติดหล่มเงินฝืด-สงครามราคา
"ดัชนี PPI จีน" ร่วง 3.6% ต่ำสุดรอบ 2 ปี สะท้อนเศรษฐกิจติดหล่มเงินฝืด-สงครามราคา นักเศรษฐศาสตร์เตือนหากไม่มีมาตรการกระตุ้นเชิงรุก อาจหลุดไม่พ้นภาวะถดถอยด้านราคาในระยะยาว
วันที่ 9 กรกฎาคม 2568 เวลา 08.41 น. สำนักข่าว CNBC รายงานว่าสำนักงานสถิติแห่งชาติจีน (NBS) เปิดเผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) ของจีนในเดือนมิถุนายนลดลง 3.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดในรอบเกือบ 2 ปี สะท้อนถึงผลกระทบจากสงครามราคาที่รุนแรงขึ้นซึ่งลุกลามไปทั่วเศรษฐกิจจีนที่ยังคงเผชิญกับอุปสงค์ของผู้บริโภคที่ซบเซา
ในขณะที่ดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) เพิ่มขึ้นเพียง 0.1% ในเดือนมิถุนายน จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นสัญญาณเริ่มต้นของการฟื้นตัวหลังจากลดลงติดต่อกัน 4 เดือน ทั้งนี้นักเศรษฐศาสตร์ที่รอยเตอร์สำรวจคาดการณ์ว่า CPI จะทรงตัวจากช่วงเดียวกันของปีก่อน ส่วน Core CPI ซึ่งไม่รวมราคาอาหารและพลังงาน เพิ่มขึ้น 0.7% จากปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการเพิ่มขึ้นมากที่สุดในรอบ 14 เดือน ตามข้อมูลของ NBS
อย่างไรก็ตามการลดลงของ PPI นั้นรุนแรงกว่าที่นักวิเคราะห์คาดการณ์ไว้ โดยรอยเตอร์คาดว่าจะลดลง 3.2% และถือเป็นการลดลงรายปีที่มากที่สุดนับตั้งแต่เดือนกรกฎาคม 2566 ตามข้อมูลของ LSEG ขณะที่ PPI ของจีนอยู่ในภาวะเงินฝืดต่อเนื่องมาตั้งแต่เดือนกันยายน 2565
แลร์รี่ หู หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์จีนของ Macquarie กล่าวว่า “หากไม่มีมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจอย่างจริงจัง ก็ยากที่จีนจะหลุดพ้นจากภาวะเงินฝืดที่กำลังดำเนินอยู่ …การส่งออกของจีนที่ดีขึ้นในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา กลับทำให้รัฐบาลกลางลังเลที่จะกระตุ้นการบริโภคภายในประเทศอย่างเป็นรูปธรรม”
เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว ผู้นำจีนได้ประชุมระดับสูงด้านนโยบายเศรษฐกิจ โดยมี ประธานาธิบดีสี จิ้นผิง เป็นประธาน ซึ่งที่ประชุมได้วิพากษ์วิจารณ์การแข่งขันด้านราคาที่รุนแรงเกินไปของบริษัทจีนในการจูงใจผู้บริโภค ขณะเดียวกันมาตรการภาษีของสหรัฐก็สร้างความเสี่ยงต่อความสามารถในการแข่งขันของจีนในตลาดผู้บริโภคที่ใหญ่ที่สุดของโลก
โดยจีนให้คำมั่นว่าจะเข้มงวดในการควบคุมพฤติกรรมการลดราคาที่รุนแรงซึ่งไม่ได้ช่วยกระตุ้นการใช้จ่ายของผู้บริโภค แต่กลับส่งผลเสียต่อความสามารถในการทำกำไรของธุรกิจ
หนังสือพิมพ์ของรัฐจีนรายงานโดยอ้างอิงเนื้อหาจากการประชุมดังกล่าวว่า“ธุรกิจควรได้รับการชี้นำให้ปรับปรุงคุณภาพสินค้า และสนับสนุนการทยอยเลิกสายการผลิตที่ล้าสมัยอย่างมีระเบียบ”
ขณะที่ผลกำไรของบริษัทอุตสาหกรรมในจีนลดลงถึง 9.1% ในเดือนพฤษภาคม เมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า ซึ่งเป็นการลดลงมากที่สุดนับตั้งแต่เดือนตุลาคมปีก่อน
อ้างอิง : cnbc.com