โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ปมข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชา สั่นคลอนเสถียรภาพรัฐบาล บั่นทอนความเชื่อมั่น หวั่นเคราะห์ซ้ำลากยาวกระทบการค้า การลงทุน ฉุดเศรษฐกิจไทยสะดุดหนักกว่าเดิม

BTimes

อัพเดต 21 มิ.ย. 2568 เวลา 09.02 น. • เผยแพร่ 21 มิ.ย. 2568 เวลา 07.00 น. • อัพเดตข่าวหุ้น ธุรกิจ การเงิน การลงทุน การตลาด การค้า สุขภาพ กับ บัญชา ชุมชัยเวทย์ - BTimes.Biz

ความขัดแย้งกระทบกระทั่งกันตามแนวชายแดนไทยกับกัมพูชา ที่ปะทุขึ้นเมื่อช่วงปลายเดือน พ.ค. ที่ผ่านมา (28 พ.ค. 68) ดูเหมือนจะยืดเยื้อและบานปลายออกไปเรื่อยๆ แม้ว่าไทยและกัมพูชาจะมีการหารือกันในที่ประชุมคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมไทย–กัมพูชา (JBC) ครั้งล่าสุดเมื่อวันเสาร์ (15 มิ.ย.) ที่ผ่านมา

ถึงแม้จะช่วยผ่อนคลายความตึงเครียดลงบ้าง แต่ฝ่ายกัมพูชาก็ยังคงยืนยันจุดยืนเดิม คือนำข้อพิพาทชายแดนใน 4 พื้นที่มอมเบย ปราสาทตาเมือนธม ปราสาทตาเมือนโต๊ด และปราสาทตาควาย ขึ้นสู่ศาลยุติธรรมระหว่างประเทศ (ICJ) และยังยืนยันกับฝ่ายไทยต่อไปว่าตั้งแต่นี้เป็นต้นไป พื้นที่ทั้ง 4 แห่งนี้จะไม่เป็นหัวข้อหรือวัตถุในการหารือและการแก้ไขภายใต้กรอบของคณะกรรมาธิการเขตแดนร่วมกัมพูชา–ไทย (JBC) อีกต่อไป และย้ำด้วยว่าจะยึดตามเอกสารกฎหมายและแผนที่ที่ตกลงกันตามที่ระบุไว้ในบันทึกความเข้าใจ (MOU) ปี 2000 ซึ่งทั้งสองฝ่ายตกลงที่จะใช้แผนที่มาตราส่วน 1/200,000 โดยจะไม่ยอมรับแผนที่ที่ฝ่ายไทยวาดขึ้นโดยฝ่ายเดียวและใช้เป็นข้อมูลอ้างอิง ซึ่งเป็นแหล่งที่มาหลักของข้อพิพาทพรมแดนเรื้อรังทั้งในอดีต ปัจจุบัน และอนาคต

สะท้อนถึงท่าทีของกัมพูชาที่แสดงให้เห็นว่าจะยังใช้ไพ่ใบเดิมในการงัดข้อกับไทย

และจากท่าทีของนายกรัฐมนตรีที่ผ่านมาต่อการตอบโต้ แก้เกมกัมพูชา ได้สร้างกระแสวิพากษ์วิจารณ์ที่มีต่อการปฏิบัติหน้าที่ของนายกรัฐมนตรี แพทองธาร ชินวัตร เป็นอย่างมาก และด้วยความสัมพันธ์อันยาวนานของฮุน เซน กับอดีตนายกรัฐมนตรี ทักษิน ชินวัตร ผู้เป็นบิดาของนายกฯ ยิ่งทำให้กระแสวิจารณ์ถาโถมไปที่นายกฯ แพทองธารไม่หยุด
จนกรณีล่าสุด นายฮุน เซน ประธานวุฒิสภากัมพูชา ได้โพสต์คลิปเสียงการพูดคุยระหว่างตนเองกับ นายกรัฐมนตรีของไทย เนื้อหาสำคัญคือการเจรจาปมพิพาทชายแดน บริเวณ 'ช่องบก' ชายแดนไทย–กัมพูชา จ.อุบลราชธานี และมีการพาดพิงถึง พล.ท.บุญสิน พาดกลาง แม่ทัพภาคที่ 2 จนทำให้นายกรัฐมนตรี ออกมาแถลงชี้แจงด่วน โดยได้ยอมรับว่าคลิปเสียงสนทนาระหว่างเธอกับ สมเด็จฮุน เซน อดีตนายกรัฐมนตรีของกัมพูชาและประธานวุฒิสภาของกัมพูชา เป็นคลิปเสียงจริง พร้อมชี้แจงว่าประเด็นที่กล่าวถึงแม่ทัพภาคที่ 2 “เป็นเทคนิคในการคุยการเจรจาต่อรอง” และไม่ทราบว่าความสัมพันธ์ระหว่างสองตระกูล “ฮุน–ชินวัตร” จะเป็นอย่างไรต่อไป

จากสถานการณ์ปมข้อพิพาทชายแดนไทย–กัมพูชาในช่วงที่ผ่านมาได้สร้างแรงสั่นสะเทือนให้กับเสถียรภาพรัฐบาลแพทองธาร เข้าไปอีก และได้นำไปสู่การจำกัดเวลาปิดเปิดด่านชายแดน ทั้ง 18 แห่ง ใน 7 จังหวัด ชายแดนกัมพูชา คือ จ.ตราด จันทบุรี สระแก้ว บุรีรัมย์ สุรินทร์ ศรีสะเกษ และอุบลราชธานี ซึ่งได้สร้างความกังวลให้กับภาคธุรกิจทั้งฝั่งไทยและกัมพูชา โดยเฉพาะการค้าการขายที่อาจจะชะลอส่งผลกระทบไปถึงประชาชนทั้ง 2 ประเทศที่ไม่ได้รับความสะดวกสบายในการจับจ่ายใช้สอยเพื่อหาซื้อสินค้าอุปโภคบริโภค ยังรวมไปถึงกระแสการแบนสินค้าไทย ละครไทย ที่ผู้นำกัมพูชาใช้เป็นกลยุทธ์การต่อรอง

ด้วยภาวะเศรษฐกิจไทยที่ยังเผชิญความเสี่ยงจากทั้งปัจจัยภายในและภายนอกอย่างสงครามการค้า มาตรการภาษีที่การเจรจาก็ยังไม่ชัดเจน ความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่สุ่มเสี่ยงจะมีผลกระทบต่อเส้นทางเดินเรือ และการส่งออกยังต้องมีความเสี่ยงกับปัญหาชายแดนไทย–กัมพูชา ยิ่งเหมือนเคราะห์ซ้ำ บั่นทอนความเชื่อมั่นของประเทศไทยลงอีก

คุณเกรียงไกร เธียรนุกุล ประธานสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย (ส.อ.ท.) ยอมรับว่าสถานการณ์ขณะนี้น่ากังวลมากขึ้น ทั้งสถานการณ์สู้รบในตะวันออกกลางที่รุนแรงมากขึ้น และการเจรจากำแพงภาษีระหว่างไทยกับสหรัฐ ยังไม่รู้ว่าจะมีออกมาเป็นอย่างไร หากผลออกมาไทยเสียเปรียบคู่แข่ง จะยิ่งส่งผลกระทบต่อการส่งออก และเศรษฐกิจภายในประเทศในช่วงครึ่งหลังของปี 2568 ประกอบกับปัญหาชายแดนระหว่างไทยกับกัมพูชา ทำให้ไทยเผชิญความเสี่ยงมากกว่าที่คณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เคยคาดการณ์ไว้ก่อนหน้านี้ โดยเฉพาะกรณีคลิปเสียงสนทนาระหว่างนายกรัฐมนตรีของไทยกับอดีตนายกรัฐมนตรีกัมพูชานั้น ส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของประเทศไทย และเป็นความเสี่ยงต่อเศรษฐกิจ อีกหนึ่งปัจจัยที่เพิ่มขึ้นมาภายในประเทศของเราเอง

รวมทั้งกรณีที่พรรคภูมิใจไทยประกาศลาออก ทั้งที่เป็นพรรคที่มีจำนวน ส.ส.มาก ก็ต้องคอยติดตามขดูว่ารัฐบาลจะมีพรรคร่วม หรือจำนวนเสียงของพรรคเป็นอย่างไรต่อไป

ด้านตลาดหุ้นในบ้านเรา ช่วงสัปดาห์ที่ผ่านมาดำดิ่งหนักหนาสาหัสจนน่าตกใจ ดัชนียังเคลื่อนไหวอยู่แถว 1,000 กว่าจุด ตุ๊มๆต่อมๆ ว่าจะหลุด 1,000 จุดวันไหนเข้าสักวัน นอกเหนือจากความกังวลนอกประเทศ ก็ยังมีความกังวลการเมืองและความมั่นคงของรัฐบาลปัจจุบันด้วยที่ฉุดดัชนีหุ้นไทยให้ดิ่งลึกลงมามาก โดยช่วงก่อนปลายสัปดาหืดัชนีหุ้นไทยเกือบหลุด 1,000 จุ และดำดิ่งหนักในรอบ 5 ปี หรือตั้งแต่วิกฤตการณ์โควิด –19 ในไทย ดัชนี SET ร่วงลงเหวมากกว่า –23% ตั้งแต่ต้นปีนี้อีกด้วย

บล.ยูโอบี เคย์เฮีน (ประเทศไทย) ระบุว่าตลาดหุ้นไทยยังคงอยู่ในช่วงขาลง แม้จะมีการฟื้นตัวเล็กน้อยในช่วงเช้าจากความคืบหน้าทางการเมืองที่รัฐบาลเดินหน้าต่อได้ แต่สถานการณ์โดยรวมยังคงมีความไม่แน่นอนสูง ตลาดเผชิญกับแรงเทขายหนักในช่วงเย็น และการ rebalance ของดัชนี FTSE ในขณะที่กลุ่มหุ้นธนาคารทรงตัวได้เล็กน้อยจากความคืบหน้าเรื่อง Virtual Bank ทั้งนี้ การลงทุนในระยะกลางยังคงต้องใช้ความระมัดระวังเป็นอย่างยิ่ง

บลป. เอฟเอสเอส อินเตอร์เนชั่นแนล แนะติดตามความเคลื่อนไหวของรัฐบาลอย่างใกล้ชิดต่อไป เพราะเป็นปัจจัยที่มีน้ำหนักต่อตลาดหุ้นไทยสูงในระยะนี้ พรรคร่วมรัฐบาลและพรรคเพื่อไทยในฐานะแกนนำรัฐบาลจะมีทางออกต่อสถานการณ์ที่กดดันนี้อย่างไร รวมถึงติดตามผลประชุมคณะกรรมการนโยบายการเงิน (กนง.) สัปดาห์หน้าด้วยเช่นกัน

บริษัทหลักทรัพย์ พาย จำกัด (มหาชน) มองว่ากรณีความขัดแย้งระหว่างไทยและกัมพูชานั้น ส่วนตัวเชื่อว่าไม่มีผลอย่างมีนัยยะต่อ GDP ไทย เพราะ GDP ไทยกว่า 50% ขับเคลื่อนด้วยการบริโภคในประเทศ

ส่วนบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ก็มีบางบริษัทขายสินค้าในกัมพูชา อาทิ CBG SCC แต่ก็ไม่มีผลอย่างมีนัยยะต่อผลประกอบการ เพราะมีแหล่งรายได้จากที่อื่น ส่วนหุ้นท่องเที่ยวไม่มีผลอย่างมีนัยยะเช่นกัน จากการที่อิงรายได้จากคนในประเทศ จีน และยุโรป

ช่วง 4 เดือนแรกของปี 2568 (ม.ค. – เม.ย.) พบว่าการค้าระหว่างประเทศไทย–กัมพูชา มีมูลค่ารวม 126,283 ล้านบาท ขยายตัว +2.3 % ในขณะที่การค้าชายแดนไทย–กัมพูชา มูลค่า 64,612 ล้านบาท ขยายตัว +12.4 % อีกทั้งยังมีการค้าผ่านแดนด้านกัมพูชาไปยังประเทศที่ 3 ที่หากในอนาคต ปิดด่าน 100% การค้าของไทยก็จะต้องชะงักตามไปด้วย

แม้ปมความขัดแย้งไทย–กัมพูชา อาจจะไม่ได้เป็นปัจจัยหลักฉุดเศรษฐกิจไทย แต่ด้วยเสถียรภาพของรัฐบาล กระแสกลุ่มผู้ชุมนุมขับไล่นายกฯ ลงจากตำแหน่ง ความสั่นคลอนของพรรคร่วมรัฐบาลที่สะท้อนไปยังสายตานานาประเทศ และนักลงทุน ย่อมมีผลกระทบตามมาอย่างแน่นอน…

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...