นักวิเคราะห์มอง “หุ้นยุโรป” ยังแกร่ง คาดปิดปี 68 ผลตอบแทนรวมสูงถึง 10% แม้เสี่ยงสงครามการค้า
นักวิเคราะห์มอง "หุ้นยุโรป" ยังแกร่ง คาดปิดปี 68 ผลตอบแทนรวมสูงถึง 10% รับแรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง การใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจยุโรป
วันที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 15.52 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานว่าแม้จะมีความเสี่ยงด้านการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่เหล่านักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทยังเชื่อว่ากระแสการปรับตัวขึ้นของ "หุ้นยุโรป" จะเพียงแค่ชะลอลง ไม่ได้สะดุดหรือถูกฉุดให้ตกลง
ดัชนี Stoxx Europe 600 คาดว่าจะปิดปีนี้ที่ราว 557 จุด จากผลสำรวจนักกลยุทธ์ 19 รายโดย Bloomberg ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3% จากระดับปิดของวันพุธ และจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนรายปีราว 10% โดยแรงหนุนหลักมาจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นในยุโรป และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้หุ้นยุโรปมีแรงขับเคลื่อนเพียงพอในการรับมือกับแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น
Beata Manthey นักกลยุทธ์จาก Citigroup Inc. ระบุว่า “ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง แม้จะมีความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงภูมิเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับปานกลางก่อนเกิดความขัดแย้งอิสราเอล–อิหร่าน ซึ่งแม้จะน่ากังวลในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เรายังเห็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนหุ้นยุโรปอยู่มาก”
นับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม หุ้นยุโรปเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด หลังจากเกิดการฟื้นตัวแบบ V-shape ที่สามารถลบผลกระทบจากข่าวภาษีของสหรัฐเมื่อต้นเดือนเมษายนได้หมด อย่างไรก็ตามช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดกลับมีความผันผวนเพิ่มขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยในเดือนนี้ Stoxx Europe 600 ปรับตัวลดลง 1.5% โดยมีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคที่ยังเป็นบวก
Roland Kaloyan นักกลยุทธ์จาก Societe Generale SA กล่าวว่า “นักลงทุนหลายรายที่เราพูดคุยด้วยกำลังรอความชัดเจนหลังจากวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ข้อตกลงพักรบด้านภาษีกับสหรัฐจะสิ้นสุด เพื่อดูทิศทางที่ชัดเจนขึ้น”
และเสริมว่า “เราคาดว่าตลาดหุ้นยุโรปจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบต่อไปในระยะสั้น”
โดยนักวิเคราะห์หลายรายต้องปรับเป้าหมายราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หลังจากตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวดีกว่าที่คาดไว้ โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้น และความแตกต่างด้านอัตราดอกเบี้ยระหว่างยุโรปกับสหรัฐ
Bank of America (BofA) ซึ่งนำโดยนักกลยุทธ์ Sebastian Raedler ได้ปรับเป้าหมายของดัชนี Stoxx Europe 600 ขึ้นเป็น 530 จุดภายในสิ้นปีนี้ แม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์รายอื่น โดยยังคงมีมุมมองระมัดระวัง แต่เริ่มมองว่าตลาดจะปรับลงเพียงเล็กน้อย พร้อมระบุว่าแนวโน้มดัชนี PMI ทั่วโลกที่ดีขึ้นหลังสหรัฐและจีนเริ่มผ่อนคลายข้อพิพาททางการค้า อาจช่วยหนุนภาพรวม
บรรยากาศเชิงบวกยังสะท้อนในมุมมองของนักลงทุนเช่นกัน จากการสำรวจผู้จัดการกองทุนของ BofA เมื่อช่วงต้นเดือนก่อนที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรง พบว่าสุทธิ 34% ของนักลงทุนยุโรปคาดว่าหุ้นในภูมิภาคจะปรับตัวขึ้นในช่วงเดือนข้างหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับผลสำรวจในเดือนพฤษภาคม แต่ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า 75% ที่คาดว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้น ซึ่งถือเป็นระดับเดียวกับจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์
เมื่อดูในเชิงเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ผู้จัดการกองทุนเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นกับหุ้นยุโรป โดย 34% มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นยุโรปมากกว่าดัชนีชี้วัด (overweight) ซึ่งถือว่าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ 36% ระบุว่ามีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง (underweight) ซึ่งเกือบแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี
ผลสำรวจชี้ว่าแม้นักลงทุนยังไม่ละเลยความเสี่ยงจากภาษีการค้า แต่ก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกำไรของภาคธุรกิจในยุโรป
Peter Oppenheimer หุ้นส่วนของ Goldman Sachs และหัวหน้ากลยุทธ์ตลาดหุ้นโลก กล่าวว่า “ธีมเรื่องการกระจายความเสี่ยงยังมีระยะทางให้เดินต่อไปอีก” พร้อมระบุว่าดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนสินทรัพย์ยุโรป เมื่อมองในแง่ผลตอบแทนรวม หุ้นยุโรปมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ยังมีพอร์ตกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐเป็นหลัก
แม้หุ้นยุโรปจะทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐในช่วงต้นปี แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากกระแสการลงทุนกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในอเมริกา ความหวังเรื่องการลดภาษี และความคืบหน้าในการเจรจาการค้า ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ลบการขาดทุนของปี 2568 ได้หมดเมื่อเดือนที่แล้ว
อย่างไรก็ตามนักกลยุทธ์จาก Deutsche Bank นำโดย Maximilian Uleer ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นยุโรปมาโดยตลอด ชี้ว่าภาษีนำเข้าจะเป็นภาระที่หนักกว่าสำหรับบริษัทในสหรัฐมากกว่ายุโรป โดยระบุว่าแรงส่งด้านกำไรและระดับมูลค่าหุ้นยังดูดีกว่าในยุโรป แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังมีอยู่บ้าง
ทีม Deutsche Bank ยังกล่าวว่านโยบายการคลังและอัตราดอกเบี้ยก็เอื้อต่อยุโรปมากกว่า และหากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างยูเครนกับรัสเซีย จะเป็นแรงสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับตลาดหุ้นยุโรป
“เมื่อเราได้รับความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องภาษีของสหรัฐ กฎหมายงบประมาณของเยอรมนี แพ็กเกจนโยบายการคลัง และการใช้จ่ายด้าน NATO ตลาดก็อาจเริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายฤดูร้อน …ในระยะกลาง หุ้นยุโรปอาจกลับมาทำผลงานดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง” Deutsche Bank ระบุ
อ้างอิง : finance.yahoo.com