โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

นักวิเคราะห์มอง “หุ้นยุโรป” ยังแกร่ง คาดปิดปี 68 ผลตอบแทนรวมสูงถึง 10% แม้เสี่ยงสงครามการค้า

การเงินธนาคาร

อัพเดต 20 มิ.ย. 2568 เวลา 17.12 น. • เผยแพร่ 20 มิ.ย. 2568 เวลา 10.12 น.

นักวิเคราะห์มอง "หุ้นยุโรป" ยังแกร่ง คาดปิดปี 68 ผลตอบแทนรวมสูงถึง 10% รับแรงหนุนจากดอกเบี้ยขาลง การใช้จ่ายภาครัฐ และความเชื่อมั่นที่เพิ่มขึ้นต่อเศรษฐกิจยุโรป

วันที่ 20 มิถุนายน 2568 เวลา 15.52 น. เว็บไซต์ Yahoo Finance รายงานว่าแม้จะมีความเสี่ยงด้านการค้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศเพิ่มขึ้น แต่เหล่านักวิเคราะห์จากวอลล์สตรีทยังเชื่อว่ากระแสการปรับตัวขึ้นของ "หุ้นยุโรป" จะเพียงแค่ชะลอลง ไม่ได้สะดุดหรือถูกฉุดให้ตกลง

ดัชนี Stoxx Europe 600 คาดว่าจะปิดปีนี้ที่ราว 557 จุด จากผลสำรวจนักกลยุทธ์ 19 รายโดย Bloomberg ซึ่งหมายถึงการเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 3% จากระดับปิดของวันพุธ และจะทำให้นักลงทุนได้ผลตอบแทนรายปีราว 10% โดยแรงหนุนหลักมาจากนโยบายการเงินที่ผ่อนคลายขึ้นในยุโรป และการใช้จ่ายภาครัฐที่เพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยให้หุ้นยุโรปมีแรงขับเคลื่อนเพียงพอในการรับมือกับแรงกดดันจากภาษีนำเข้าและความตึงเครียดระหว่างประเทศที่ทวีความรุนแรงขึ้น

Beata Manthey นักกลยุทธ์จาก Citigroup Inc. ระบุว่า “ตลาดหุ้นทั่วโลกแสดงให้เห็นถึงความแข็งแกร่งอย่างน่าทึ่ง แม้จะมีความเสี่ยงรอบด้าน โดยเฉพาะความเสี่ยงเชิงภูมิเศรษฐกิจที่อยู่ในระดับปานกลางก่อนเกิดความขัดแย้งอิสราเอล–อิหร่าน ซึ่งแม้จะน่ากังวลในระยะสั้น แต่ในระยะยาว เรายังเห็นปัจจัยเชิงโครงสร้างที่สนับสนุนหุ้นยุโรปอยู่มาก”

นับตั้งแต่กลางเดือนพฤษภาคม หุ้นยุโรปเคลื่อนไหวในกรอบจำกัด หลังจากเกิดการฟื้นตัวแบบ V-shape ที่สามารถลบผลกระทบจากข่าวภาษีของสหรัฐเมื่อต้นเดือนเมษายนได้หมด อย่างไรก็ตามช่วงไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมาตลาดกลับมีความผันผวนเพิ่มขึ้นเนื่องจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ซึ่งผลักดันให้ราคาน้ำมันสูงขึ้น โดยในเดือนนี้ Stoxx Europe 600 ปรับตัวลดลง 1.5% โดยมีเพียงหุ้นกลุ่มพลังงานและสาธารณูปโภคที่ยังเป็นบวก

Roland Kaloyan นักกลยุทธ์จาก Societe Generale SA กล่าวว่า “นักลงทุนหลายรายที่เราพูดคุยด้วยกำลังรอความชัดเจนหลังจากวันที่ 9 กรกฎาคม ซึ่งเป็นวันที่ข้อตกลงพักรบด้านภาษีกับสหรัฐจะสิ้นสุด เพื่อดูทิศทางที่ชัดเจนขึ้น”
และเสริมว่า “เราคาดว่าตลาดหุ้นยุโรปจะยังคงเคลื่อนไหวในกรอบต่อไปในระยะสั้น”

โดยนักวิเคราะห์หลายรายต้องปรับเป้าหมายราคาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วงที่ผ่านมา หลังจากตลาดหุ้นยุโรปฟื้นตัวดีกว่าที่คาดไว้ โดยมีปัจจัยหนุนจากแนวโน้มเศรษฐกิจยุโรปที่ดีขึ้น และความแตกต่างด้านอัตราดอกเบี้ยระหว่างยุโรปกับสหรัฐ

Bank of America (BofA) ซึ่งนำโดยนักกลยุทธ์ Sebastian Raedler ได้ปรับเป้าหมายของดัชนี Stoxx Europe 600 ขึ้นเป็น 530 จุดภายในสิ้นปีนี้ แม้จะต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของนักวิเคราะห์รายอื่น โดยยังคงมีมุมมองระมัดระวัง แต่เริ่มมองว่าตลาดจะปรับลงเพียงเล็กน้อย พร้อมระบุว่าแนวโน้มดัชนี PMI ทั่วโลกที่ดีขึ้นหลังสหรัฐและจีนเริ่มผ่อนคลายข้อพิพาททางการค้า อาจช่วยหนุนภาพรวม

บรรยากาศเชิงบวกยังสะท้อนในมุมมองของนักลงทุนเช่นกัน จากการสำรวจผู้จัดการกองทุนของ BofA เมื่อช่วงต้นเดือนก่อนที่ความตึงเครียดในตะวันออกกลางจะทวีความรุนแรง พบว่าสุทธิ 34% ของนักลงทุนยุโรปคาดว่าหุ้นในภูมิภาคจะปรับตัวขึ้นในช่วงเดือนข้างหน้า ซึ่งใกล้เคียงกับผลสำรวจในเดือนพฤษภาคม แต่ในระยะ 12 เดือนข้างหน้า 75% ที่คาดว่าหุ้นจะปรับตัวขึ้น ซึ่งถือเป็นระดับเดียวกับจุดสูงสุดในเดือนกุมภาพันธ์

เมื่อดูในเชิงเปรียบเทียบกับตลาดอื่น ๆ ผู้จัดการกองทุนเริ่มให้น้ำหนักมากขึ้นกับหุ้นยุโรป โดย 34% มีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นยุโรปมากกว่าดัชนีชี้วัด (overweight) ซึ่งถือว่าใกล้จุดสูงสุดในรอบ 4 ปี ขณะที่ 36% ระบุว่ามีน้ำหนักการลงทุนในหุ้นสหรัฐต่ำกว่าดัชนีอ้างอิง (underweight) ซึ่งเกือบแตะระดับสูงสุดในรอบ 2 ปี

ผลสำรวจชี้ว่าแม้นักลงทุนยังไม่ละเลยความเสี่ยงจากภาษีการค้า แต่ก็มีความเชื่อมั่นมากขึ้นต่อแนวโน้มเศรษฐกิจ ซึ่งจะส่งผลบวกต่อกำไรของภาคธุรกิจในยุโรป

Peter Oppenheimer หุ้นส่วนของ Goldman Sachs และหัวหน้ากลยุทธ์ตลาดหุ้นโลก กล่าวว่า “ธีมเรื่องการกระจายความเสี่ยงยังมีระยะทางให้เดินต่อไปอีก” พร้อมระบุว่าดอลลาร์สหรัฐที่อ่อนค่าลงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยที่หนุนสินทรัพย์ยุโรป เมื่อมองในแง่ผลตอบแทนรวม หุ้นยุโรปมีเรื่องราวที่น่าสนใจมาก โดยเฉพาะอย่างยิ่งสำหรับนักลงทุนที่ยังมีพอร์ตกระจุกตัวในหุ้นสหรัฐเป็นหลัก

แม้หุ้นยุโรปจะทำผลงานได้ดีกว่าหุ้นสหรัฐในช่วงต้นปี แต่ช่องว่างเริ่มแคบลงเมื่อเร็ว ๆ นี้ เนื่องจากกระแสการลงทุนกลับเข้าสู่หุ้นเทคโนโลยียักษ์ใหญ่ในอเมริกา ความหวังเรื่องการลดภาษี และความคืบหน้าในการเจรจาการค้า ส่งผลให้ดัชนี S&P 500 ลบการขาดทุนของปี 2568 ได้หมดเมื่อเดือนที่แล้ว

อย่างไรก็ตามนักกลยุทธ์จาก Deutsche Bank นำโดย Maximilian Uleer ซึ่งมีมุมมองเชิงบวกต่อหุ้นยุโรปมาโดยตลอด ชี้ว่าภาษีนำเข้าจะเป็นภาระที่หนักกว่าสำหรับบริษัทในสหรัฐมากกว่ายุโรป โดยระบุว่าแรงส่งด้านกำไรและระดับมูลค่าหุ้นยังดูดีกว่าในยุโรป แม้ความไม่แน่นอนทางการเมืองจะยังมีอยู่บ้าง

ทีม Deutsche Bank ยังกล่าวว่านโยบายการคลังและอัตราดอกเบี้ยก็เอื้อต่อยุโรปมากกว่า และหากมีข้อตกลงหยุดยิงระหว่างยูเครนกับรัสเซีย จะเป็นแรงสนับสนุนเพิ่มเติมให้กับตลาดหุ้นยุโรป

“เมื่อเราได้รับความชัดเจนมากขึ้นในเรื่องภาษีของสหรัฐ กฎหมายงบประมาณของเยอรมนี แพ็กเกจนโยบายการคลัง และการใช้จ่ายด้าน NATO ตลาดก็อาจเริ่มฟื้นตัวขึ้นอีกครั้งในช่วงปลายฤดูร้อน …ในระยะกลาง หุ้นยุโรปอาจกลับมาทำผลงานดีกว่าหุ้นสหรัฐฯ ได้อีกครั้ง” Deutsche Bank ระบุ

อ้างอิง : finance.yahoo.com

อ่านข่าวที่เกี่ยวข้องกับ สถานการณ์หุ้นทั่วโลก ทั้งหมด ได้ที่นี่

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...