เรือพม่าเกยตื้น ปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ธรณ์ ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร
เรือพม่าเกยตื้นเกาะสุรินทร์ ทำปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร
อุทยานฯ หมู่เกาะสุรินทร์ ประชุมทุกหน่วยที่เกี่ยวข้อง เร่งจัดทำแผนกู้เรือขนส่งเมียนมาเกยตื้นแนวปะการัง เตรียมพร้อมป้องกันน้ำมันรั่ว
จากเหตุการณ์เรือ MV.AYAR LINN สัญชาติเมียนมา เกยตื้นที่อ่าวจาก หมู่เกาะสุรินทร์ จังหวัดพังงา เมื่อ 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา ซึ่งในเรือยังคงมีน้ำมันดีเซลอยู่อีกจำนวนประมาณ 7,700 ลิตร อีกทั้งพื้นที่ดังกล่าวสมบูรณ์ไปด้วยปะการังนานาชนิด โดยเฉพาะปะการังสีน้ำเงินที่หายากที่สุดในโลก ที่ IUCN
เมื่อวันที่ 4 มิถุนายน นายเกรียงไกร เพาะเจริญ หัวหน้าอุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ รายงานสถานการณ์ล่าสุดเหตุเรือขนส่งสินค้าสัญชาติเมียนมา “MV.AYAR LINN” เกยตื้นบนแนวปะการังในอ่าวจาก เมื่อวันที่ 1 มิถุนายน 2568 ที่ผ่านมา
จากการสำรวจเบื้องต้นพบแนวปะการังได้รับความเสียหายตั้งแต่จุดที่เรือชนจนถึงจุดเกยตื้นรวม 75 เมตร โดยพื้นที่เสียหายหนักสุดอยู่ในช่วง 45-75 เมตร ซึ่งเป็นจุดที่เรือติดค้างอยู่ ปะการังใต้ท้องเรือแตกหักและถูกทับเกือบทั้งหมด นอกจากความเสียหายต่อแนวปะการังแล้ว ยังมีความกังวลเรื่องการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิงจากเรือลงสู่ทะเล ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมทางทะเลในวงกว้าง
การปฏิบัติภารกิจกู้ซากเรือยังไม่สามารถดำเนินการได้ทันที เนื่องจากเป็นช่วงฤดูมรสุม มีกระแสคลื่นและลมแรง ทำให้เสี่ยงต่อการออกปฏิบัติงาน อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ จึงจัดประชุมหน่วยงานที่เกี่ยวข้องร่วมหารือแนวทางการจัดการกรณีดังกล่าว ประกอบด้วย ศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 2 จังหวัดภูเก็ต, ผศ.ดร.ทนงศักดิ์ จันทร์เมธากุล อาจารย์ประจำคณะวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี สาขาวิชาชีววิทยา มหาวิทยาลัยราชภัฏภูเก็ต, เจ้าหน้าที่ตำรวจสถานีตำรวจภูธรคุระบุรี, เจ้าหน้าที่ตำรวจน้ำ กองกำกับการ 8 กองบังคับการตำรวจรน้ำ, เจ้าหน้าที่สำนักงานเจ้าท่า สาขาพังงา จากการร่วมหารือในประเด็นต่างๆ ได้ข้อสรุปแนวทางการแผนการจัดการ 5 มาตรการเร่งด่วน ดังนี้
1.การป้องกันการรั่วไหลของน้ำมัน : เจ้าหน้าที่ชุดปฏิบัติการดำน้ำ อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ดำเนินการสำรวจสภาพเรือทั้งภายนอกและภายในตัวเรืออย่างละเอียด พร้อมทั้งสำรวจตำแหน่งถังน้ำมันเชื้อเพลิงของเรือ เพื่อปิดวาล์วท่อรับและท่อส่งน้ำมันภายในตัวเรือ ป้องกันการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิง
2.เตรียมความพร้อมควบคุมน้ำมันรั่ว : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ประสานขอสนับสนุนทุ่นกักน้ำมัน (Oil Boom) เพื่อควบคุมปริมาณน้ำมันที่ลอยอยู่บนผิวน้ำไม่ให้แยกออกจากกัน และไม่ไหลไปตามกระแสน้ำ หากเกิดการรั่วไหลของน้ำมันเชื้อเพลิง โดยขอรับการสนับสนุนจากสำนักงานเจ้าท่า จังหวัดภูเก็ต, ศรชล.ภาค 3, ภาคีเครือข่ายภาคเอกชน
3.เตรียมทีมฉุกเฉิน : ประสานขอสนับสนุน “เรือหลวงปันหยี” เจ้าหน้าที่ พร้อมเครื่องมืออุปกรณ์จากฐานทัพเรือพังงา ผ่านศูนย์อำนวยการรักษาผลประโยชน์ของชาติทางทะเล ภาค 3 (ศรชล.ภาค 3) สำหรับกรณีเกิดการรั่วไหลในปริมาณมาก
4.ดำเนินคดีตามกฎหมาย : ตำรวจสถานีตำรวจภูธรคุระบุรี ดำเนินการสืบสวนสอบสวนผู้ต้องหาอย่างเข้มข้น ฐานความผิดตามที่อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ร้องทุกข์กล่าวโทษ เพื่อหาพยานหลักฐานอื่นที่เกี่ยวข้อง พร้อมทั้งตรวจสอบเอกสารเรือและการเข้าออกประเทศ ในส่วนของประประเมินมูลค่าความเสียหายต่อทรัพยากร อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ร่วมมือกับกรมทรัพยากรชายฝั่ง และศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเลที่ 2 จังหวัดภูเก็ต ทำการเก็บข้อมูลความเสียหายประกอบการร้องทุกข์กล่าวโทษแก่เจ้าของเรือลำดังกล่าว
5.แนวทางฟื้นฟูทรัพยากรใต้น้ำ : อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ ร่วมกับศูนย์ปฏิบัติการอุทยานแห่งชาติทางทะเล ที่ 2 จังหวัดภูเก็ต นักวิชาการทางทะเล และกลุ่มภาคีเครือข่ายนักดำน้ำ ร่วมกันสำรวจสภาพความเสียหายของทรัพยากรใต้น้ำอย่างละเอียด พร้อมเก็บขยะที่ปลิวจากเรือ (กระดาษลัง เศษผ้า ยางรถบรรทุก สายยาง) และดำเนินการประกาศปิดพื้นที่บริเวณดังกล่าว เพื่อให้ทรัพยากรธรรมชาติได้ฟื้นฟู
อุทยานแห่งชาติหมู่เกาะสุรินทร์ขอความร่วมมือจากประชาชนและนักท่องเที่ยวทุกท่าน โปรดหลีกเลี่ยงการเข้าใกล้บริเวณที่เกิดเหตุโดยเด็ดขาด เพื่อความปลอดภัยของทุกท่าน และเพื่อให้เจ้าหน้าที่สามารถปฏิบัติภารกิจกอบกู้วิกฤตครั้งนี้ได้อย่างเต็มที่
ทางด้าน ผศ.ดร.ธรณ์ ธำรงนาวาสวัสดิ์ รองคณบดีคณะประมง มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ กล่าวว่า ปะการังสีน้ำเงิน (Heliopora coerulea) ด้านนอกดูเหมือนปะการังปกติ แต่โครงสร้างหินปูนข้างในเป็นสีฟ้า/น้ำเงิน ปะการังชนิดนี้ไม่ใช่ปะการังปกติ เพราะเป็นญาติกับปะการังอ่อนและกัลปังหา (octocaral) มากกว่าปะการัง (hexacoral) จะเรียกว่าเป็นปะการังอ่อนกลุ่มเดียวที่สร้างโครงสร่างแข็งเป็นหินปูนก็ว่าได้
ปะการังสีน้ำเงินเป็นสัตว์ดึกดำบรรพ์ที่ยังคงมีชีวิต ลักษณะคล้ายเดิมตั้งแต่ยุคไดโนเสาร์ (70-60 ล้านปีก่อน) แทบไม่เปลี่ยนไปเลย ปะการังชนิดนี้พบเฉพาะเขตอินโดแปซิฟิก และพบบางที่เท่านั้น ในเมืองไทยที่พอมีเป็นดงคือเกาะสิมิลัน เกาะตาชัย และเกาะสุรินทร์ แถมยังไม่ได้มีเยอะทุกอ่าว ที่เกาะสุรินทร์เจอกันจริงจังคืออ่าวจากและเกาะสต็อร์ค
ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า หากจะบอกว่าในทะเลไทยยุคนี้ มีดงปะการังสีน้ำเงิน เหลืออยู่ไม่เกิน 10 แห่ง พูดได้เต็มปากเลย แม้ในระดับโลก ปะการังสีน้ำเงินก็หายาก ถึงขั้นที่องค์กรสิ่งแวดล้อมแห่งสหประชาชาติ (IUCN) ตั้งสถานภาพให้ว่าถูกคุกคาม ซึ่งปะการังทั่วไปไม่มีสถานภาพนี้เลยยังอยู่ใน CITES Appendix
สำหรับเมืองไทย เหตุการณ์ที่ปะการังสีน้ำเงินเสียหายรุนแรงคือกรณีการท่องเที่ยวเกาะตาชัย เป็นหนึ่งในสาเหตุที่กรรมการที่ปรึกษาอุทยานตัดสินใจเสนอปิดเกาะเมื่อ 9 ปีก่อน
ผศ.ดร.ธรณ์กล่าวว่า สำหรับกรณีเกาะสุรินทร์ กรมอุทยานประเมินขั้นต้นว่าพื้นที่เสียหาย 150 ตร.ม. ปะการังสีน้ำเงินเสียหายมากสุดถึง 80% โดยเมื่อประมาณ 10 กว่าปีก่อน กรมทรัพยากรทางทะเลและชายฝั่ง (ทช.) เคยประเมินตัวเลขความเสียหายของปะการังทั่วไปตารางเมตรละ 4 หมื่นบาท แต่นั่นเป็นปะการังทั่วไป ไม่ใช่ปะการังสีน้ำเงินที่หายากที่สุด ทั้งนี้เราไม่เคยปลูกหรือฟื้นฟูปะการังชนิดนี้ ด้วยเหตุผลว่ามันยากมากๆ และโตช้ามากๆ ขนาดปะการังปกติที่โตช้าแล้ว ปะการังสีน้ำเงินโตช้ายิ่งกว่า กรณีศึกษาใกล้เคียงสุดคงเป็นเกาะตาชัย 9 ปีผ่านไป เห็นความเปลี่ยนแปลงหน่อยเดียวเท่านั้น
“ยังนึกไม่ออกเลยว่า เราจะฟื้นฟูมันอย่างไรดี ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะทำอย่างไร บอกตรงๆ ว่าได้แต่นั่งมองเงินเศร้าๆ แต่เราไม่สามารถเอาทรัพยากรชนิดนี้ที่หายากที่สุดในโลกกลับคืนมาได้อีกแล้ว” ผศ.ดร.ธรณ์กล่าว
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เรือพม่าเกยตื้น ปะการังสีน้ำเงินหายากที่สุดในโลกยับเยิน อ.ธรณ์ ชี้ ต่อให้มีเงินก็ไม่รู้จะฟื้นฟูอย่างไร
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.matichon.co.th