โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

สหรัฐฯ เก็บภาษีสินค้าส่งออกไทย 19% ไทยยังแข่งขันได้ในตลาดโลก

TNN ช่อง16

เผยแพร่ 03 ส.ค. 2568 เวลา 11.32 น.
นักวิชาการหอการค้าไทยประเมิน ภาษี 19% จากสหรัฐฯ ไม่กระทบส่งออกไทยมาก พร้อมเสนอเร่งเจรจา FTA-ดึงเทคโนโลยีแทนแรงงานกัมพูชาที่หายไปเพราะพิพาทชายแดน

ไทยยังแข่งขันได้ แม้เจอภาษีสหรัฐฯ 19% – นักวิชาการแนะเร่งเจรจา FTA เสริมศักยภาพส่งออก

นายอนุสรณ์ ธรรมใจ คณบดีคณะเศรษฐศาสตร์ และผู้อำนวยการศูนย์วิจัยเศรษฐกิจดิจิทัล การลงทุนและการค้าระหว่างประเทศ (DEIIT) มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า การที่สหรัฐฯ เรียกเก็บภาษีนำเข้าสินค้าจากไทยในอัตรา 19% ไม่ได้ส่งผลกระทบมากนักต่อความสามารถในการแข่งขันของสินค้าส่งออกจากไทย เนื่องจากอัตรานี้ยังใกล้เคียงกับประเทศคู่แข่งในอาเซียน

อย่างไรก็ตาม ไทยควรใช้โอกาสนี้เร่งเจาะตลาดสหรัฐฯ เพื่อเข้าไปแทนที่สินค้าจากลาว เมียนมา และอินเดีย ที่ถูกเก็บภาษีสูงกว่ามาก โดยประเมินว่าตัวเลขส่งออกจากไทยในช่วงครึ่งปีหลังอาจชะลอตัวลงจากการเร่งส่งออกในช่วงต้นปี แต่ทั้งปีน่าจะยังขยายตัวไม่ต่ำกว่า 5%

ในระยะยาว ประเทศไทยควรเร่งทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) กับประเทศที่เป็น “ประตูการค้า” ของแต่ละภูมิภาค เช่น ใช้ FTA กับเปรูในการเข้าสู่ตลาดละตินอเมริกา ขยายตลาดตะวันออกกลางผ่านข้อตกลงกับบาห์เรน รวมถึงเร่งรัดเจรจากับอียูและแคนาดา โดยควรเพิ่มขอบเขตของ FTA เหล่านี้ให้ครอบคลุมถึงภาคบริการและการลงทุนด้วย เพื่อเป็นส่วนหนึ่งของยุทธศาสตร์เศรษฐกิจระหว่างประเทศระยะยาว

ภาษี Transshipment ฉุดจีน – ไทยได้ผลกระทบจำกัด

ในส่วนของภาษี “สวมสิทธิ” หรือภาษีสำหรับสินค้าประเภท Transshipment ที่สหรัฐฯ เก็บในอัตราสูงถึง 40% จะส่งผลกระทบต่อสินค้าจีนเป็นหลัก โดยไทยได้รับผลกระทบค่อนข้างจำกัด เนื่องจากสินค้าเหล่านี้มูลค่าเพิ่มไม่สูงนัก

อย่างไรก็ตาม ไทยอาจเผชิญการไหลทะลักของสินค้าราคาถูกจากจีนเข้าสู่ตลาดภายในประเทศและตลาดภูมิภาคเพิ่มขึ้น จึงจำเป็นต้องเตรียมรับมือ และเสริมความสามารถในการแข่งขันของผู้ผลิตภายในประเทศ

ในขณะเดียวกัน การที่ไทยเปิดตลาดให้นำเข้าสินค้าจากสหรัฐฯ โดยไม่เก็บภาษีถึงหมื่นรายการ ก็กระทบไม่มาก เพราะส่วนหนึ่งเป็นสินค้าที่ไทยไม่ผลิตหรือผลิตไม่เพียงพอ ส่วนที่จะได้รับผลกระทบคือสินค้าที่ไทยผลิตแต่แข่งขันไม่ได้ ซึ่งควรมีมาตรการช่วยเหลือและพัฒนาเพื่อลดต้นทุนและยกระดับศักยภาพของผู้ผลิตในประเทศ

พิพาทไทย–กัมพูชากระทบตลาดแรงงานไทย–แรงงานกลับกว่าแสนคนใน 5 วัน

ศูนย์ DEIIT ยังได้ประเมินผลกระทบจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย–กัมพูชา โดยเฉพาะต่อแรงงานข้ามชาติชาวกัมพูชาในประเทศไทย ซึ่งมีจำนวนกว่า 1-1.2 ล้านคน โดยมีสถิติแรงงานที่เข้าเมืองอย่างถูกกฎหมายอยู่ที่ประมาณ 500,000 คน และที่เหลือคือแรงงานที่ลักลอบเข้าเมือง

แรงงานกัมพูชากลุ่มนี้มีบทบาทสำคัญในภาคเกษตร ก่อสร้าง แปรรูปอาหาร และบริการในไทย และยังเป็นแหล่งรายได้สำคัญของกัมพูชา ผ่านการส่งเงินกลับประเทศที่คิดเป็นกว่า 6.5% ของ GDP กัมพูชา หรือราว 40,000–65,000 ล้านบาทต่อปี

ในช่วง 5 วันของเหตุการณ์ความไม่สงบช่วงปลายเดือนกรกฎาคมที่ผ่านมา มีแรงงานชาวกัมพูชาจำนวนมากอพยพกลับประเทศ โดยในวันแรกมีจำนวนสูงถึง 150,000 คน จากแรงงานที่อยู่ในไทยราว 400,000 คนในขณะนั้น ส่วนหนึ่งเป็นผลจากข่าวลือเรื่องความไม่ปลอดภัยและแรงกดดันทางสังคม

ไทยเจอแรงงานขาดแคลนฉับพลัน – เสนอเร่งใช้แรงงานลาว-เมียนมาและพัฒนาเทคโนโลยี

ผลจากการอพยพจำนวนมากทำให้ไทยเผชิญภาวะขาดแคลนแรงงานเฉียบพลันในหลายจังหวัด โดยเฉพาะในภาคตะวันออกและจังหวัดชายแดนอย่างจันทบุรี ตราด และสุรินทร์ ที่แรงงานกัมพูชาคิดเป็น 70–80% ของแรงงานทั้งหมด ส่งผลให้โรงงานและกิจการหลายแห่งต้องชะลอการผลิต

ในกรณีที่สถานการณ์ยืดเยื้อ รัฐบาลควรพิจารณานำเข้าแรงงานจากลาวและเมียนมาเพิ่มขึ้นเพื่อชดเชย อย่างไรก็ตาม กำลังแรงงานจากสองประเทศนี้ยังมีข้อจำกัด โดยแรงงานลาวเน้นงานภาคบริการและมีจำนวนจำกัด ส่วนแรงงานเมียนมาเน้นอยู่ทางฝั่งตะวันตกและภาคเหนือ

การทดแทนแรงงานกัมพูชาซึ่งมีบทบาทในภาคเกษตรและแปรรูปอาหาร อาจทำได้ยากโดยเฉพาะในฤดูเก็บเกี่ยว ทั้งยังมีปัญหาเรื่องโควตาแรงงาน ค่าใช้จ่ายด้านตรวจคนเข้าเมือง และกฎหมายที่ซับซ้อน

ดังนั้นในระยะยาว ไทยควรวางยุทธศาสตร์การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ ลดการพึ่งพาแรงงานต่างชาติ โดยใช้เทคโนโลยีและระบบอัตโนมัติเข้ามาทดแทน เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขันอย่างยั่งยืน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...