โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

เศรษฐกิจโลกเริ่มไม่สดใส เศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาษี ลงทุนอย่างไร

Thairath Money

อัพเดต 19 ก.ค. 2568 เวลา 03.18 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

หลังจากผ่านช่วงสงครามการค้าที่ตึงเครียด สถานการณ์การค้าโลกเริ่มชัดเจนขึ้น โดยมีข้อตกลงการค้าสหรัฐฯ-จีนที่ลดภาษีอย่างมีนัยสำคัญ และการชะลอมาตรการภาษีของสหรัฐฯ สู่วันที่ 1 สิงหาคม ส่งผลให้การส่งออกไทยเดือนพฤษภาคม 2568 เร่งตัวขึ้นถึง 18.4% โดยได้รับแรงหนุนจากการเร่งสั่งซื้อสินค้าอิเล็กทรอนิกส์และเครื่องจักรกลก่อนมาตรการภาษีใหม่

อย่างไรก็ตาม เศรษฐกิจโลกในขณะนี้เผชิญกับความซับซ้อนที่เพิ่มขึ้น เศรษฐกิจจีนยังคงเติบโตได้ต่อเนื่องในไตรมาส 2 ที่ 5.2% จากมาตรการกระตุ้นของรัฐบาลและการเน้นการส่งออก แต่ในประเทศเริ่มชะลอลงอย่างเห็นได้ชัด โดยเฉพาะยอดค้าปลีกที่เติบโตเพียง 4.8% ต่ำกว่าคาดการณ์ และการลงทุนสินทรัพย์ถาวรโต 2.8% โดยเฉพาะด้านอสังหาริมทรัพย์ที่ยังคงวิกฤติต่อเนื่อง สะท้อนความเสี่ยงในระยะยาวที่จีนต้องพึ่งพามาตรการกระตุ้นทางการคลังอย่างต่อเนื่อง

ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐเริ่มชะลอลง ทั้งยอดค้าปลีกและการจ้างงานที่อ่อนแอลง และที่น่าเป็นห่วงคือเงินเฟ้อเดือนมิถุนายนเพิ่มขึ้นเป็น 2.7% จาก 2.4% ในเดือนก่อน ขณะที่เงินเฟ้อพื้นฐานอยู่ที่ 2.9% โดยราคาสินค้าที่ได้รับผลกระทบจากภาษี เช่น เฟอร์นิเจอร์ ของเล่น และเสื้อผ้า เพิ่มขึ้น บ่งชี้ว่าภาษีศุลกากรเริ่มส่งผลต่อราคาสินค้าอุปโภคบริโภค สร้างสถานการณ์ Mild Stagflation ที่ทำให้การลดดอกเบี้ยนโยบายของเฟดมีความยากลำบากมากขึ้น

ความไม่แน่นอนยังคงมีอยู่สูง เมื่อสหรัฐฯ ประกาศคงอัตราภาษีตอบโต้ (Reciprocal tariff) สินค้าจากไทยไว้ที่ระดับ 36% ในจดหมายลงวันที่ 7 กรกฎาคม ในขณะที่ประเทศคู่แข่งสำคัญอย่างอินโดนีเซียได้รับอัตราภาษีเพียง 19% หลังจากการเจรจาล่าสุด ซึ่งอาจทำให้ไทยสูญเสียความสามารถในการแข่งขันได้

จากรูปแบบการเจรจาของอินโดนีเซียและเวียดนาม พบว่าทั้งสองประเทศต่างยอมตกลงลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เป็นศูนย์เปอร์เซ็นต์เกือบทุกสินค้า และเพิ่มการสั่งซื้อสินค้าจากสหรัฐฯ อย่างมีนัยสำคัญ

โดยอินโดนีเซียยอมซื้อพลังงาน 15,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ สินค้าเกษตร 4,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐฯ และเครื่องบินโบอิ้ง 50 ลำ ขณะที่เวียดนามก็มีข้อตกลงในลักษณะเดียวกัน

หากไทยไม่สามารถใช้เงื่อนไขเดียวกันได้ โอกาสที่จะโดนภาษีในระดับสูงมีแนวโน้มเพิ่มขึ้น ทำให้รัฐบาลไทยอาจต้องพิจารณาลดภาษีนำเข้าจากสหรัฐฯ เหลือศูนย์ในแทบทุกสินค้า รวมถึงเพิ่มการนำเข้าจากสหรัฐฯ ให้มากขึ้นในหมวดสินค้าหลัก เช่น เครื่องมือเครื่องจักร เครื่องจักรกลการเกษตร และสินค้าทุนต่างๆ รวมถึงเครื่องบิน ซึ่งจะส่งผลกระทบต่อโครงสร้างการค้าและอุตสาหกรรมไทยอย่างมีนัยสำคัญ

จากการวิเคราะห์ผลของสงครามการค้าต่อเศรษฐกิจไทย หากภาษีนำเข้าอยู่ในระดับ 21-36% เศรษฐกิจไทยอาจขยายตัวชะลอลง หรือแม้แต่อาจหดตัวได้ ซึ่งหมายความว่า เรามีโอกาสค่อนข้างสูงที่จะเข้าสู่ภาวะถดถอยทางเทคนิค

อุตสาหกรรมที่จะได้รับผลกระทบหนักที่สุดคือกลุ่มอาหารแปรรูป (จ้างงาน 2.7 แสนคน) เครื่องหนัง สิ่งทอ และชิ้นส่วนยานยนต์ (จ้างงาน 4 แสนคน) ซึ่งล้วนเป็นอุตสาหกรรมที่มีการจ้างงานจำนวนมาก การปิดกิจการจะส่งผลให้เกิดการตกงานในวงกว้าง และกระทบต่อกำลังซื้อในประเทศ

นอกจากนั้น ยังอาจได้รับผลกระทบจากกลุ่ม import flooding หรือที่โดนทุ่มตลาดจากจีน เช่น เครื่องนุ่งห่ม เฟอร์นิเจอร์ และเครื่องใช้ไฟฟ้า ซึ่งตามข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ภาคเหล่านี้จ้างงานรวมกว่า 7.4 แสนคน

ด้านการท่องเที่ยว ในครึ่งแรกของปี นักท่องเที่ยวจีนลดลงถึง 1/3 ทำให้นักท่องเที่ยวโดยรวมหดตัวกว่า 4.2% ผลจากปัญหาแก๊งคอลเซ็นเตอร์ในเมียนมาที่ทำให้นักท่องเที่ยวจีนหวาดกลัว แม้ว่านักท่องเที่ยวจากตะวันตกจะฟื้นตัวได้ดี แต่การกระจายตัวของรายได้ท่องเที่ยวลดลง

การเบิกจ่ายงบประมาณในส่วนของงบลงทุนปีงบประมาณ 2568 ปัจจุบันอยู่ที่ 35.1% ต่ำกว่าค่าเฉลี่ยในอดีตที่ 41.7% หากรัฐบาลมีความเสี่ยงจากวิกฤติการเมืองที่กำลังทวีความรุนแรงขึ้น ก็จะยิ่งทำให้สามารถเร่งการเบิกจ่ายและโครงการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานต่างๆ ล่าช้าได้

สัญญาณที่น่าเป็นห่วงคือการเข้าสู่ภาวะเงินฝืด เงินเฟ้อล่าสุดติดลบ -0.25% เป็นเดือนที่สาม ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทยคาดการณ์เงินเฟ้อปี 2568-2569 อยู่ที่ 0.5%-0.8% ต่ำกว่ากรอบเป้าหมาย 1-3% อย่างชัดเจน

สัญญาณจากพันธบัตร 3 เดือน-15 ปีที่ต่ำกว่าดอกเบี้ยนโยบายและเกิด Inverted Yield Curve บ่งชี้ว่าตลาดมองนโยบายการเงินตึงเกินไป ธนาคารแห่งประเทศไทยจึงน่าจะลดดอกเบี้ยอย่างรวดเร็ว รุนแรง และเร่งด่วนเพื่อป้องกันเศรษฐกิจเข้าสู่ภาวะถดถอย

ท่ามกลางความท้าทายที่หนักหน่วง SET ที่บริเวณต่ำกว่า 1100 จุด คิดเป็น PER ปี 2568 ต่ำกว่า 12 เท่า ยังเป็นจุดที่เหมาะสมสำหรับนักลงทุนระยะกลาง-ยาว โดยประเมิน downside ของ SET มีโอกาสลงไปทดสอบบริเวณ 1080/1056 จุด แต่ในระดับดังกล่าวถือเป็นโซนที่เหมาะสำหรับการสะสมหุ้น

กลยุทธ์ลงทุนที่แนะนำคือ "Selective Buy" โดยมุ่งเน้นหุ้นที่มีปัจจัยบวกเฉพาะตัวและสามารถต้านทานความผันผวนได้ ซึ่งแบ่งออกเป็น 3 ธีมหลักและ 3 ธีมเทรดดิ้ง

สำหรับธีมหลัก เริ่มจากหุ้น Earning Play ที่โมเมนตัมกำไรยังเติบโตแข็งแกร่ง โดยไตรมาส 2 ปี 2568 คาดกำไรปกติจะเติบโตได้ทั้ง YoY และ QoQ ขณะที่ไตรมาส 3 ปี 2568 คาดกำไรยังเติบโต YoY ได้ ทำให้หุ้นกลุ่มนี้น่าสนใจ เช่น ADVANC BCH CBG CPALL SCCC ที่มีแนวโน้มผลการดำเนินงานที่ดีต่อเนื่อง

ธีมที่สองคือหุ้น Defensive ที่ผันผวนต่ำและผลการดำเนินงานต้านทานความเสี่ยงภายนอกได้ดี มีผลกระทบจำกัดจากปัจจัยภายในและภายนอก อีกทั้งยังมีศักยภาพจ่ายปันผลสม่ำเสมอ หุ้นที่น่าสนใจ ได้แก่ ADVANC BCH DIF ซึ่งเป็นหุ้นที่มีความมั่นคงในการดำเนินธุรกิจ

ธีมที่สามคือหุ้นปันผลคุณภาพดี โดยเฉพาะ SET50 ที่มี SETESG Rating A ขึ้นไป เพื่อสร้างกระแสเงินสดให้แก่พอร์ตลงทุนในระยะสั้น โดยคาดจ่ายเงินปันผลระหว่างกาลจากกำไรครึ่งปีแรก 2568 และให้ Dividend Yield เกิน 2% เช่น ADVANC BBL PTT

ส่วนธีมเทรดดิ้งสำหรับนักลงทุนที่รับความเสี่ยงได้สูงและต้องการเก็งกำไร ธีมแรกคือหุ้น Undervalue ที่มี PER และ PBV ต่ำกว่า -1 Standard Deviation และคาดให้ Dividend Yield ไม่ต่ำกว่าปีละ 3% เช่น BBL BCPG BDMS CPALL DIF PTT SIRI TIDLOR ซึ่งเป็นหุ้นที่ถูกประเมินค่าต่ำกว่าศักยภาพ

ธีมที่สองคือหุ้นท่องเที่ยวที่มีโอกาสได้ประโยชน์จากมาตรการกระตุ้นท่องเที่ยวไทย โดยเฉพาะการยกเลิกค่าเหยียบแผ่นดินชั่วคราวและมาตรการอื่นๆ ที่อาจตามมา เช่น ERW CENTEL AAV ที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการฟื้นตัวของภาคท่องเที่ยว

ธีมสุดท้ายคือหุ้นที่คาดฟื้นตัวเร็ว หากเชื่อว่าการเจรจาจะทำให้สหรัฐฯ พิจารณาปรับลดภาษีไทยลงมาอยู่ที่ระดับ 20% หรือต่ำกว่า ซึ่งจะเป็นประโยชน์กับหุ้นที่เกี่ยวข้องกับการส่งออกและการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ เช่น AMATA GPSC WHA ที่เป็นหุ้นนิคมอุตสาหกรรมและสาธารณูปโภค

สถานการณ์การเมืองที่ไม่แน่นอนและคดีความของนายกรัฐมนตรีทำให้เสถียรภาพการเมืองมีความไม่แน่นอนเพิ่มขึ้น ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุนและการดำเนินนโยบายเศรษฐกิจที่สำคัญ โดยเฉพาะการผ่านงบประมาณ 2569 ที่หากล่าช้าอาจทำให้ GDP โต 0.5% น้อยลงจากแผน

ในระยะสั้น ตลาดหุ้นไทยอาจมีความผันผวนจากปัจจัยการเมือง สำหรับนักลงทุน ควรติดตามพัฒนาการทางการเมืองใกล้ชิด รวมถึงความคืบหน้าของการเจรจากับสหรัฐฯ และการผ่านงบประมาณ 2569 ที่จะเป็นปัจจัยสำคัญต่อทิศทางเศรษฐกิจไทยในช่วงที่เหลือของปี

ขอให้นักลงทุนโชคดี

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : เศรษฐกิจโลกเริ่มไม่สดใส เศรษฐกิจไทยเสี่ยงภาษี ลงทุนอย่างไร

ข่าวอื่นที่เกี่ยวข้อง

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : www.thairath.co.th
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...