โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ความหรูหราแบบ ‘Kawaii’ สินทรัพย์ทางเลือกในยุคแห่งความไม่แน่นอน

THE STANDARD

อัพเดต 18 ก.ค. 2568 เวลา 01.28 น. • เผยแพร่ 19 ก.ค. 2568 เวลา 03.30 น. • thestandard.co
ความหรูหราแบบ ‘Kawaii’ สินทรัพย์ทางเลือกในยุคแห่งความไม่แน่นอน

ปรากฏการณ์ LABUBU เป็นเพียงยอดของภูเขาน้ำแข็งที่แสดงให้เห็นว่า ‘ความน่ารัก’ เป็นเครื่องมือทางการตลาดที่ทรงพลังสำหรับแบรนด์หรูเพื่อสร้างความสัมพันธ์กับผู้บริโภคยุคใหม่ แบรนด์ต่างๆ ไม่ได้เพียงแค่ขายสินค้า แต่กำลังขาย ‘ความรู้สึก’ และ ‘เรื่องราว’ ทั้งหมดคือภาพสะท้อนที่ชัดเจนของการเปลี่ยนแปลงนิยาม ‘ของสะสมที่มีค่า’ และ ‘สินค้าหรูหรา’ ในยุคที่เศรษฐกิจผันผวนและผู้คนโหยหาที่พึ่งทางใจดังที่จะเห็นได้ว่าวัฒนธรรม ‘Kawaii’ ในญี่ปุ่นและ ‘Meng’ ในจีน เติบโตอย่างก้าวกระโดดในช่วงที่เศรษฐกิจซบเซา

แล้วทำไมแบรนด์หรูจึงต้องใช้การตลาดแบบน่ารัก?

ประการแรกเลยก็เพื่อเข้าถึง Gen Z และ Millennial ที่เติบโตมากับวัฒนธรรมป๊อป, การ์ตูน, อนิเมะ, และวิดีโอเกม

‘ความน่ารัก’ คือภาษากลางที่พวกเขาคุ้นเคย การร่วมมือกับตัวละครที่รัก เป็นการสร้างความรู้สึก ‘เข้าถึงง่าย’ และทำให้แบรนด์ดูไม่แก่และน่าเบื่อ รวมทั้งสร้างการเชื่อมโยงทางอารมณ์เพื่อกระตุ้นความทรงจำในวัยเด็ก (Nostalgia) ซึ่งเป็นความรู้สึกเชิงบวก อบอุ่น และปลอดภัย ทำให้รู้สึกผูกพันกับแบรนด์ในระดับที่ลึกซึ้งกว่าแค่ความสวยงาม

อีกข้อสำคัญคือการสร้างกระแสไวรัลบนโซเชียลมีเดีย เพราะสินค้าที่มีตัวละครน่ารัก สีสันสดใส มักจะ ‘ถ่ายรูปขึ้น’ (Instagrammable) และง่ายต่อการถูกแชร์ต่อในแพลตฟอร์มอย่าง TikTok หรือ Instagram กลายเป็นเครื่องมือโปรโมตแบบออร์แกนิกที่มีประสิทธิภาพสูง และยังเพิ่มมูลค่าและสร้างความพิเศษ โดยเฉพาะสินค้าคอลเล็กชันพิเศษที่ผลิตในจำนวนจำกัด (Limited Edition) ทำให้เกิดความรู้สึก ‘ต้องรีบซื้อ’ และผลักดันให้ราคารีเซลในตลาดรองสูงขึ้นไปอีก

ก่อนหน้านี้หลากหลายแบรนด์ใช้กลยุทธ์การตลาดแบบน่ารักในรูปแบบที่แตกต่างกันไปทั้งการร่วมมือกับตัวการ์ตูนและอนิเมะเป็นการดึงเอาฐานแฟนคลับของตัวละครนั้นๆ มาสู่แบรนด์โดยตรง เช่น LOEWE x Studio Ghibli ของแบรนด์เครื่องหนังสุดหรูจากสเปนกับสตูดิโออนิเมะระดับตำนานของญี่ปุ่นในคอลเล็กชันอย่าง My Neighbor Totoro, Spirited Away, และ Howl’s Moving Castle ทำให้กระเป๋าแต่ละใบกลายเป็นงานศิลปะที่สวมใส่ได้และเป็นที่ต้องการของนักสะสมทั่วโลก

GUCCI x Doraemon / Disney ในยุคของ Alessandro Michele ที่นำตัวละครอย่าง Doraemon, Donald Duck, และ Mickey Mouse มาอยู่บนลายโมโนแกรม GG Supreme และ Jimmy Choo x Sailor Moon เจาะตลาดกลุ่ม Millennial ที่เติบโตมากับเซเลอร์มูนเชื่อมโยงความฝันในวัยเด็กเข้ากับพลังของผู้หญิงยุคใหม่ผ่านรองเท้าและเครื่องประดับต่างๆ

ขณะที่บางแบรนด์สร้างมาสคอตของตัวเอง เช่น FENDI Bag Bugs ที่บุกเบิกเทรนด์การห้อย ‘ตุ๊กตา’ บนกระเป๋าหรูมาก่อน LABUBU ด้วยเจ้ามอนสเตอร์ขนเฟอร์หน้าตากวนๆ ในปี 2013 ที่ผู้บริโภคยอมจ่ายเงินหลักหมื่นเพื่อเครื่องประดับน่ารักๆ ให้กับกระเป๋าหลักแสน, Louis Vuitton’s Vivienne Mascot ตุ๊กตาไม้ที่มีหัวเป็นรูปดอกไม้ในโมโนแกรม ในหลากหลายผลิตภัณฑ์ ตั้งแต่เครื่องประดับไปจนถึงของแต่งบ้าน และแบรนด์นี้ยังตีความความน่ารักผ่านมุมมองศิลปินเช่น Louis Vuitton x Takashi Murakami การร่วมมือระดับตำนานในปี 2003 ที่เปลี่ยนโฉมหน้าวงการลักชัวรีไปตลอดกาล ผ่านลาย Monogram Multicolor, ดอกซากุระยิ้ม และตัวละครแพนด้า ซึ่งเป็นการฉีกลุคที่ดูขรึมของ LV ให้ดูสดใสและสนุกสนานอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

ส่วนปรากฏการณ์ LABUBU ก็ทำหน้าที่เดียวกันด้วยการมอบความสุขที่จับต้องได้ ในราคาเริ่มต้นที่ไม่สูงเกินไป (สำหรับกล่องสุ่ม) ท่ามกลางความไม่แน่นอนของชีวิต การได้แกะกล่องสุ่ม, การตามหาตัวซีเคร็ต, หรือการกอดตุ๊กตาขนนุ่ม กลายเป็นการบำบัดความเครียดและความวิตกกังวลที่ทรงพลัง และยังสะท้อนนิยามใหม่ของความหรูหรา ที่ไม่ได้อยู่ที่วัสดุ แต่อยู่ที่ ความขาดแคลน และ ความเกี่ยวข้องทางวัฒนธรรม เป็นวิวัฒนาการขั้นสุดของเทรนด์นี้ที่ของน่ารักๆ ได้กลายเป็น ‘สินค้าหรู’ ไปด้วยตัวของมันเอง โดยไม่ต้องพึ่งพาชื่อของแบรนด์แฟชั่นใดๆ มาการันตีอีกต่อไป โดยการที่กลายเป็นไอเท็มห้อยคู่กับกระเป๋า Birkin แสดงให้เห็นว่าได้ยกระดับตัวเองเป็นสัญลักษณ์แห่งสถานะของคนที่ ‘ตามทันเทรนด์’ และเป็นส่วนหนึ่งของชุมชนระดับโลกไปแล้ว

ความน่ารักกับการลงทุนแบบ Passion Investment

Passion Investment คือการลงทุนในสิ่งที่เรารักและหลงใหล โดยผลตอบแทนทางการเงินถือเป็นโบนัส ซึ่งของหรูหราน่ารักๆ ก็เป็นตัวอย่างที่ชัดเจน เพราะนักสะสมส่วนใหญ่เริ่มต้นจากความรักในดีไซน์ ความน่ารักปนประหลาด และความสนุกในการตามเก็บให้ครบทุกคอลเล็กชัน ความสุขที่ได้ครอบครองและเป็นส่วนหนึ่งของคอมมูนิตี้คือ ผลตอบแทนหลัก

ตุ๊กตา LABUBU วางคู่กระเป๋า Birkin แสดงความหรูหราแนวใหม่แบบ Kawaii

ตามมาด้วยผลตอบแทนทางการเงินคือโบนัส จากความนิยมที่พุ่งสูงของแต่ละคอลเล็กชันทำให้เกิดตลาดซื้อขายต่อที่แข็งแกร่ง และอาจทำให้ราคาพุ่งสูงขึ้นอย่างเช่น LABUBU ตัวหายากราคาขึ้นหลายร้อยเปอร์เซ็นต์ เช่น Macaron Chestnut Cocoa ที่ราคาพุ่ง 741% บน StockX และสถิติการประมูล LABUBU สีเขียวมิ้นต์ในราคา 150,000 ดอลลาร์ หรือราวๆ 5 ล้านบาท แพงกว่ารถหรูบางคันเสียอีก

อย่างไรก็ตาม ของเหล่านี้อาจเป็นเพียงสินทรัพย์ประเภทเก็งกำไรที่ขับเคลื่อนด้วยวัฒนธรรมและความหลงใหล ไม่ใช่สินทรัพย์ปลอดภัยและเหมาะสำหรับนักลงทุนที่ยอมรับความเสี่ยงสูงได้ มีความเข้าใจในวัฒนธรรมป๊อป และต้องการ ‘ความสุข’ จากการลงทุนเป็นอันดับแรก เพียงแต่มีโอกาสทำกำไรสูงในระยะสั้น แต่ก็มีความเสี่ยงสูงหากกระแสหมดไป ความท้าทายคือการบริหารจัดการความนิยมไม่ให้ ‘ล้นตลาด’ ซึ่งก็มีตัวอย่างให้เห็นมาแล้วเช่นตุ๊กตา Blythe และ Beanie Babies ในอดีต

ถึงอย่างนั้น ก็เรียกได้ว่านี่คือปรากฏการณ์ที่น่าทึ่งโดยการเปลี่ยน ‘ความน่ารัก’ ให้กลายเป็น ‘สินทรัพย์’ ที่มีมูลค่าทั้งทางใจและทางการเงิน เป็นบทพิสูจน์ว่าในโลกยุคใหม่ คุณค่าไม่ได้ถูกจำกัดอยู่แค่สิ่งที่จับต้องได้ แต่ถูกสร้างขึ้นโดยชุมชน เรื่องราว และพลังของวัฒนธรรมร่วมสมัย

อ้างอิง:

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...