โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

หุ้น การลงทุน

ดัชนี S&P 500 ทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ติดต่อกัน 5 วันรวด

กรุงเทพธุรกิจ

อัพเดต 25 ก.ค. 2568 เวลา 20.22 น. • เผยแพร่ 25 ก.ค. 2568 เวลา 22.49 น.

ซีเอ็นบีซี รายงานว่า ดัชนี S&P 500 ปรับตัวสูงขึ้นในวันศุกร์ (25 ก.ค.) และปิดตลาดสูงขึ้นในรอบสัปดาห์ หลังจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งของบริษัทต่างๆและความคืบหน้าล่าสุดด้านดีลการค้าสหรัฐ

ดัชนีตลาดหุ้นโดยรวมเพิ่มขึ้น 0.40% และปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งที่ 14 ของปี ที่ 6,388.64 จุด ดัชนีแนสแด็ก Nasdaq Composite เพิ่มขึ้น 0.24% ปิดที่ 21,108.32 จุด ซึ่งเป็นการปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ครั้งที่ 15 ในปี 2568 ดัชนีทั้งสองยังทำสถิติสูงสุดใหม่ระหว่างวันในช่วงการซื้อขาย

ดัชนีอุตสาหกรรมดาวโจนส์ Dow Jones Industrial Average เพิ่มขึ้น 208.01 จุด หรือ 0.47% ปิดที่ 44,901.92 จุด ดัชนีหุ้น 30 ตัวปิดตลาด ห่างจากระดับปิดตลาดสูงสุดเมื่อวันที่ 4 ธันวาคม ที่ 45,014.04 จุด อยู่เพียงประมาณ 0.25%

ดัชนีหลักทั้งสามตัวปิดตลาดสัปดาห์ด้วยการเพิ่มขึ้น ดัชนีดาวโจนส์ เพิ่มขึ้นประมาณ 1.3% ในช่วงเวลาดังกล่าว ขณะที่แนสแด็กซึ่งเน้นหุ้นเทคโนโลยีปรับตัวเพิ่มขึ้น 1% และดัชนี S&P 500 โดยรวมปรับตัวเพิ่มขึ้นประมาณ 1.5%

วันศุกร์ที่ผ่านมาดัชนี S&P 500 ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นวันที่ห้าติดต่อกัน โดยดัชนีปิดเหนือ 6,300 จุดเป็นครั้งแรกในวันจันทร์ ขณะเดียวกัน แนสแด็กก็ปิดตลาดทำสถิติสูงสุดเป็นประวัติการณ์ถึงสี่ครั้งในสัปดาห์นี้ โดยทะลุ 21,000 จุดในวันพุธ

เส้นทางสู่จุดสูงสุดตลอดกาลในสัปดาห์ที่ผ่านมาได้รับแรงหนุนจากผลประกอบการที่แข็งแกร่งตลอดฤดูกาลที่ผ่านมา รวมถึงรายงานผลประกอบการของบริษัท Alphabet ที่ดีกว่าที่คาดการณ์ไว้

หุ้น Verizon ก็ปรับตัวสูงขึ้นเช่นกันหลังจากผลประกอบการของบริษัทโทรคมนาคมแห่งนี้สูงกว่าที่คาดการณ์ไว้ ในสัปดาห์นี้ราคาหุ้น Alphabet ปรับตัวเพิ่มขึ้น 4% และ Verizon พุ่งขึ้น 5%

คาดตลาดกระทิงยังวิ่งต่อ

บริษัทกว่า 82% จาก 169 บริษัทในดัชนี S&P 500 ที่รายงานผลประกอบการจนถึงปัจจุบัน สามารถทำผลงานได้ดีกว่าที่วอลล์สตรีทคาดการณ์ไว้ ตามข้อมูลจาก FactSet

ตลาดกระทิงยังคงอยู่ โดยได้รับแรงหนุนหลักจากปัจจัยพื้นฐานที่เอื้ออำนวย” เทอร์รี แซนด์เวน หัวหน้านักกลยุทธ์ด้านหุ้นของ U.S. Bank Wealth Management กล่าวกับซีเอ็นบีซี “อัตราเงินเฟ้อทรงตัว อัตราดอกเบี้ยอยู่ในกรอบจำกัด และกำไรมีแนวโน้มสูงขึ้น ซึ่งเป็นพื้นฐานที่ดีสำหรับหุ้นที่จะมีแนวโน้มสูงขึ้น เรายังคงมองว่า การเปิดรับความเสี่ยงของนักลงทุนจะยังคงอยู่ต่อไปในช่วงฤดูกาลประกาศผลประกอบการนี้”

นอกเหนือจากผลประกอบการแล้ว ข้อตกลงล่าสุดระหว่างสหรัฐฯ และประเทศคู่ค้ายังช่วยผลักดันให้ตลาดปรับตัวสูงขึ้นไปอีก เมื่อต้นสัปดาห์ที่ผ่านมา ประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ได้ประกาศข้อตกลงการค้า “ครั้งใหญ่” กับญี่ปุ่น ซึ่งรวมถึงภาษี “ต่างตอบโต้” 15% ประธานาธิบดียังกล่าวในสัปดาห์นี้ว่า สหรัฐฯ และอินโดนีเซียได้บรรลุข้อตกลงทางการค้าแล้ว

ทรัมป์หารือปธ.อียูวันอาทิตย์

ทรัมป์กล่าวเมื่อวันศุกร์ที่ผ่านมาว่า เขาคาดว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงเพิ่มเติมก่อนถึงเส้นตายภาษีนำเข้าในวันที่ 1 สิงหาคมของสัปดาห์หน้า ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ และสหภาพยุโรปอาจเป็นหนึ่งในข้อตกลงเหล่านั้น ดังที่อัวร์ซูลา ฟอน แดร์ ไลเอิน ประธานคณะกรรมาธิการยุโรป โพสต์บน X ในช่วงปลายวันศุกร์ว่าเธอและทรัมป์ตกลงที่จะพบกันที่สกอตแลนด์ในวันอาทิตย์เพื่อหารือเกี่ยวกับการค้า

ภาษีศุลกากรยังคงเป็นประเด็นที่มีความไม่แน่นอน และความคิดเห็นจากบริษัทต่างๆ ยังคงสะท้อนถึงความไม่แน่นอนอย่างต่อเนื่องในเรื่องนี้” แซนด์เวนกล่าวต่อ “เมื่อคุณพิจารณาความคิดเห็นเกี่ยวกับภาษีศุลกากรที่กำลังดำเนินอยู่ คุณพิจารณาถึงความท้าทายทางภูมิรัฐศาสตร์ ไม่ว่าจะเป็นรัสเซีย-ยูเครน อิสราเอล-อิหร่าน และอื่นๆ ท่ามกลางสถานการณ์ทั้งหมดนี้ ตลาดหุ้นมีแนวโน้มปรับตัวสูงขึ้น ในมุมมองของเรา ปัจจัยพื้นฐานที่แข็งแกร่งกลับคืนมา นั่นคืออัตราเงินเฟ้อดูเหมือนจะอยู่ภายใต้การควบคุม”

นักลงทุนกำลังเตรียมพร้อมสำหรับสัปดาห์ที่คึกคักที่สุดของฤดูกาลประกาศผลประกอบการในสัปดาห์หน้า เนื่องจากบริษัทในดัชนี S&P 500 กว่า 150 แห่งมีกำหนดประกาศผลประกอบการรายไตรมาส ซึ่งรวมถึงบริษัทในกลุ่มเจ็ดนางฟ้า “Magnificent Seven” เช่น Meta Platforms และ Apple

สัปดาห์หน้าเป็นสัปดาห์ที่ธนาคารกลางสหรัฐฯ มีกำหนดการประชุมอีกครั้ง คาดว่าผู้กำหนดนโยบายจะคงอัตราดอกเบี้ยไว้ที่ระดับเป้าหมายปัจจุบันที่ 4.25-4.5%

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...