โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

'เขมรแปรพักตร์' ตีจากจีนแล้วดึงสหรัฐฯ เข้ามาเป็น'มหามิตรใหม่'ช่วยบดขยี้ไทย

The Better

อัพเดต 30 ก.ค. 2568 เวลา 14.23 น. • เผยแพร่ 30 ก.ค. 2568 เวลา 08.31 น. • THE BETTER

ใครที่ไม่ได้ติดตามการเมืองระหว่างประเทศ โปรดทราบไว้ก่อนว่าในระยะหลัง "กัมพูชาสนิทสนมกับจีนอย่างมาก"

เมื่อประมาณสิบปีก่อน ถึงขนาดร่ำลือกันว่าอาเซียนประชุมอะไรจีนก็ต้องรู้ด้วย เพราะมี "รัฐบาลฮุน" คาบข่าวไปบอก

กัมพูชาเข้าข้างจีนกระทั่งทำให้อาเซียนเกือบจะแตกเป็นเสี่ยง เพราะเมื่อราวๆ สิบปีก่อนอาเซียนยังทะเลาะกับจีนเรื่องทะเลจีนใต้ โดยที่สมาชิกอาเซียนบางประเทศอยากให้ประณามจีน แต่กัมพูชาขวางทางไม่ให้โจมตีจีน ทำให้ที่ประชุมมีมติไม่ได้เป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์

กัมพูชายอมสนองจีนถึงปานนั้น เรียกว่า "ยิ่งกว่าพี่น้องร่วมสายเลือด" เสียอีก เพราะในโลกนี้มีไทยประเทศเดียวที่จีนเรียกว่า "จีนไทยใช่อื่นไกลเป็นญาติ (หรือพี่น้อง) กัน"

ทุกวันนี้เรายังจะเห็นได้จากการที่จีนลงทุนโครงการใหญ่ในกัมพูชามากมาย ไปจนถึงช่วยปรับปรุงท่าเรือเรียม (หรือสร้างใหม่) ในจังหวัดพระสีหนุ อันเป็นท่าเรือยุทธศาสตร์สำคัญในอ่าวไทย จนทำให้ชาติตะวันตกกังวลว่า "กัมพูชากลายเป็นรัฐบริวารของจีน" ไปแล้ว

ก่อนหน้านี้ในปี 2010 ฐานทัพเรือเรียมเป็นฐานฝึกทางทหารระหว่างสหรัฐฯ กับกัมพูชา ในยุคที่กัมพูชายังไม่ได้ "เททั้งใจไปให้จีน" แต่แล้วหลังจากปี 2017 กัมพูชาก็หยุดซ้อมรบกับสหรัฐ ในปี 2019 เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ระบุว่าได้เห็นข้อตกลงลับที่จะอนุญาตให้กองทัพเรือกองทัพปลดปล่อยประชาชนของจีนเข้าถึงฐานทัพเรือเรียมประมาณหนึ่งในสามโดยเฉพาะเป็นเวลาสูงสุด 30 ปี

แล้วในปี 2020 กัมพูชาถึงขั้นรื้อทำลายสิ่งปลูกสร้างที่สหรัฐฯ เคยสร้างไว้ให้ที่ท่าเรือเรียม กรณีนี้ทำให้ยิ่งถูก

ดังนั้น อาจกล่าวได้ว่าตั้งแต่ปี 2017 เป็นต้นมา กัมพูชาใกล้ชิดกับจีนเป็นพิเศษในด้านการทหาร

ความใกล้ชิดนี้เป็นเหตุให้คนไทยจำนวนหนึ่งเข้าใจว่า "จีนสนับสนุนกับพูชาอยู่เบื้องหลังในการปะทะกับไทย"

แต่ไทยเองก็สนิทชิดเชื้อกับจีนในระยะหลัง แต่ไทยนั้นยังคบหากับทั้งสองประเทศโดยมีดุลยภาพ โดยที่ไม่ได้ทำ "บ้าบิ่น" แบบกัมพูชา นั่นคือ "เลือกข้าง" อย่างชัดเจนด้วยการเลิกคบสหรัฐฯ แล้วหันมาซบจีน ประกอบกับในเวลาเดียวกันสหรัฐฯ ก็โจมตีกัมพูชาในทางการเมืองอย่างหนัก ด้วยการผ่านกฎหมายเอาผิดนักการเมือง "เครือข่ายตระกูลฮุน" จำนวนหนึ่งที่ละเมิดสิทธิมุนษยชน

กัมพูชาถูกมองว่าใกล้ชิดกับจีนและเป็นปฏิปักษ์กับสหรัฐฯ จนกระทั่งไม่กี่สัปดาห์ที่ผ่านมา ในช่วงที่การเผชิญหน้ากับไทยเริ่มจะร้อนแรงขึ้นทุกที

จู่ๆ กัมพูชาก็ "ประกาศชัยชนะ" หลังจากได้ข้อตกลงเรื่องภาษีกับรัฐบาลทรัมป์ ซึ่งดูๆ ไปแล้วไม่น่าจะเป็นชัยชนะไปได้เพราะภาษีถูกลดลงแค่นิดเดียว แต่ผลกระทบต่อเศรษฐกิจกัมพูชาถึงกับสาหัสมาก เพราะเท่ากับทำลาย "ห่วงโซ่การผลิต" ในประเทศซึ่งวางรากฐานไว้โดยนักลงทุนจีน

ดีลนี้จึงเท่ากับ "ฆ่านักลงทุนจีน" ในกัมพูชา ท่ามกลางเสียงวิจารณ์ในจีนว่า "กัมพูชาแทงข้างหลังจีน" เพราะคงจะไปตกลงกับทรัมป์ในเรื่องที่ทำให้จีนเสียประโยชน์

นับตั้งแต่นั้น คนจีนก็เริ่มมองกัมพูชาไม่เหมือนเดิม โดยกล่าวว่า "ทรยศจีน"

และในวันนั้นผมได้วิเคราะห์ไว้ว่าผู้นำกัมพูชาคงถึงกับ "ขายชาติ" เพื่อให้ได้ดีลนี้มา

แต่ใครจะรู้ว่า "ชัยชนะครั้งใหญ่" ที่กัมพูชาประกาศในวันได้ดีลกับทรัมป์จะไม่ได้หมายถึงชัยชนะต่อจีน หรือ "การปลดแอกจากจีน"

แต่หมายถึงการเข้าไปเป็น "บริวารของสหรัฐฯ ในทางการเมืองระหว่างประเทศ"

และการเป็นบริวารของสหรัฐฯ เท่ากับทำให้กัมพูชามั่นใจที่จะ "รบกับไทย"

ดังนั้น ในอีกไม่นานต่อมาก็เกิดเหตุ "เสียงปืนแตก" ที่ชายแดนไทย-กัมพูชา โดยที่กัมพูชาเป็นฝ่ายลั่นกระสุนก่อน ท่ามกลางความไม่เข้าใจของไทยและจีนว่า "กัมพูชาจะทำแบบนี้ไปทำไม?"

เพราะประเทศก็ยากจน ประชาชนเบาบาง และเป็นรัฐเล็กรัฐน้อยที่ถ้าจะรบกับไทยก็มีแต่ฉิบหายลูกเดียว

แต่กัมพูชาห้าวหาญขนาดยิงเข้ามาในพื้นที่พลเรือน เข่นฆ่าผู้บริสุทธิ์ชาวไทยไปมากมาย แต่ก็ยังหน้าด้านประกาศว่าไทยเป็นฝ่ายฆ่าประชาชนตัวเอง และโกหกแบบรายวันแม้ตัวเองจะกระทำอาชญากรรมสงครามไปแล้ว

อะไรที่ทำให้กัมพูชา "กล้าดี" ขนาดนี้?

ไม่กี่วันก่อนเราเริ่มเอะใจเมื่อจู่ๆ ประธานาธิบดีทรัมป์แห่งสหรัฐฯ และ มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศสหรัฐฯ เข้ามาแทรกแซงโดย "สั่ง" ให้ไทยกับกัมพูชาหยุดยิง หาไม่แล้วจะไม่ยอมเจรจาเรื่องภาษีด้วย

แต่ว่ากัมพูชานั้นได้ดีลไปแล้ว ทำให้การ "สั่ง" ของทรัมป์เล็งเป้ามาที่ไทยประเทศเดียว ส่วนรูบิโอนั้นหนักกว่าเพราะ "ข่มขู่" ให้ไทยเลิกรบกับกัมพูชาเลยทีเดียวโดยใช้ข้อแม้เดียวกัน

ไม่ต้องบอกก็รู้ว่า กัมพูชา "วิงวอน" ให้สหรัฐฯ มากดดันไทย และยิ่งชัดว่าสิ่งที่กัมพูชา "ถวาย" ให้ทรัมป์ในดีลเรื่องภาษีคงจะเป็นสิ่งที่มีค่าอย่างมาก จนกระทั่งทรัมป์เมินเฉยมหามิตรเก่าแก่อย่างไทย แล้วไปช่วยเป็นปากเป็นเสียงให้กัมพูชา

ทั้งๆ ที่กัมพูชากระทำอาชญากรรมสงครามอย่างร้ายแรง แต่สหรัฐฯ กลับไม่สนใจเรื่องนี้ ดีไม่ดีจะงับข่าวปลอมที่กัมพูชาระดมปั้นน้ำเป็นตัวมาใส่ไคล้ไทยด้วยซ้ำ

อะไรที่ทำให้ประเทศที่มักจะอ้าง "การละเมิดสิทธิมนุษยชน" กลายเป็นประเทศที่หูหนวกตาบอดกับการการละเมิดสิทธิมนุษยชนของกัมพูชาไปได้ แล้วดันมาเล่นงานไทยที่พยายามอดกลั้นเพื่อทำตัวเป็น "ผู้ปกป้องสิทธิมนุษยชนในสงคราม"?

ผมคิดแล้วคิดอีก สิ่งที่กัมพูชายกให้ทรัมป์ คงเป็นการยกท่าเรือเรียมให้สหรัฐฯ ใช้แทนจีนกระมัง? หรืออาจบอกกับสหรัฐฯว่า "กัมพูชายอมแปรพักตร์จากจีน แล้วยอมเป็นสมุนของสหรัฐฯ"

นี่เป็นของขวัญที่ล้ำค่าที่สุด ในช่วงเวลาที่สหรัฐฯ สูญเสียยุทธศาสตร์ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ และทำให้แผนล้อมจีนที่เรียกว่า "ยุทธศาสตร์อินโด-แปซิฟิก" ไม่สามารถดำเนินการได้

ก่อนที่กัมพูชาจะแปรพักตร์ ในแผ่นดินใหญ่ของเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ทุกประเทศล้วนแต่เป็น "มิตรที่ดีของจีน" แม้ไทยที่ยังถือเป็นพันธมิตรสำคัญของสหรัฐฯ ในภูมิภาคนี้ ก็หันไปหาจีนมากขึ้นถึงขั้นยอมเชื่อมโยงเส้นทางคมนาคมจากตอนใต้ของจีนลงมายังตอนกลางของไทย (เส้นทางรถไฟความเร็วสูง) และยังจะเอื้อยุทธศาสตร์ของจีนที่ด้วยการสร้างแลนด์บริดจ์เชื่อม "อินโด-แปซิฟิก" ที่ภาคใต้ของไทย อันจะช่วยเป็นเส้นทาง "บายพาส" ให้จีนในกรณีที่สหรัฐฯ ปิดล้อมช่องแคบมะละกา

สหรัฐฯ จึงเพ่งเล็งไทยมานานแล้ว แม้จะไม่ถึงขั้นยัดข้อหา "โปรจีน" ให้ไทย แต่ก็มองไทยเป็นผู้เอื้อประโยชน์ให้กับจีน

ไม่แปลกใจที่ มาร์โก รูบิโอ จะหมายหัวไทยตั้งแต่ก่อนรับตำแหน่งว่าจะกดดันไทยอย่างโน่นอย่างนี้ (เช่นกรณีส่งตัวชาวอุยกูร์)

แต่แล้วไทยก็ส่งอุยกูร์ให้จีน ทำให้รูบิโอหน้าแหก และน่าจะแค้นไทยอย่างยิ่ง

จนกระทั่งโอกาสล้างแค้นมาถึง เมื่อฮุน มาเนต ซึ่งจบการศึกษาจากโรงเรียนนายร้อยเวสต์พอยต์ ใช้เส้นสายของตนในรัฐบาลทรัมป์ทำการ "ยื่นข้อเสนอที่เขาไม่อาจปฏิเสธได้"

ข้อเสนอนั้นเราไม่รู้ว่ามันคืออะไร แต่ผมเชื่อว่ามันคือการ "แปรพักตร์จากการคบจีนมาหนุนสหรัฐฯ"

เขมรแปรพักตร์ครั้งนี้มีผลสะเทือนต่อไทยและจีนอย่างรุนแรง หนึ่ง คือทำให้สหรัฐฯ มีโอกาสเข้ามากดดันไทยทางการเมืองอย่างหนัก และ สอง ทำให้จีนเสียดุลอำนาจในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้

ก่อนเหตุการณ์นี้จีนไม่อาจเข้ามาแทรกแซงการยิงระหว่างไทยกับกับพูชาได้ เพราะทั้งสองประเทศเป็น "มิตรที่ดีของจีน" ดังนั้นจีนได้แต่ออกแถลงการณ์ให้ยับยั้งชั่งใจและเพลาๆ มือกันบ้าง

แม้จีนจะไม่ได้แทรกแซง แต่เพราะ "เคย" ขายอาวุธให้กัมพูชาทำให้คนไทยเข้าใจว่า "จีนเข้าข้างกัมพูชา" แล้วหันไปโจมตีจีน ทั้งๆ ที่ ณ เวลานั้น "มติมหาชน" ในจีนไม่เอากัมพูชาแล้วตั้งแต่กรณีเลี้ยงสแกมเมอร์ไปจนถึงการเปิดเผยคลิปเสียงของฮุน เซน

ถือว่าคนไทยโจมตีเป้าหมายผิดอย่างมหันต์ แม้แต่ในวันที่เอกอัครราชทูตจีนคนใหม่เดินทางมาถึงไทยเพื่อรับตำแหน่ง คนไทยก็ยังไปร้องถามจากจีนว่า "สนับสนุนกัมพูชาทำไม?"

แต่ในรุ่นขึ้น คนไทยก็ตาสว่างขึ้นมาอีกขั้น เมื่อทราบท่าทีของ ฌอน โอ'นีล ผู้ที่ได้รับการเสนอชื่อเป็นเอกอัครราชทูตสหรัฐฯ ประจำประเทศไทย ซึ่งไม่ยังทันรับตำแหน่งก็ขู่ไทยให้เลิกมีเรื่องกับกัมพูชาและสำทับว่า หากไม่ทำตามจะกระทบต่อความเป็นพันธมิตรระหว่างไทยกับสหรัฐฯ

คำขู่นี้เท่ากับเป็นการเปิดหน้าของสหรัฐฯ อย่างเต็มรูปแบบว่า "สนับสนุนอาชญากรกัมพูชา และไม่เห็นคุณค่ามหามิตรไทย"

ยังไม่นับว่าไม่กี่วันก่อนหน้านี้ คณะทหารกัมพูชาไปจับมือร่วมเป็นไมตรีกับกองทัพสหรัฐฯ แล้วที่กองบัญชาการอินโดแปซิฟิกของสหรัฐฯ พร้อมประกาศว่ากจักลับมาซ้อมรบร่วมกันอีกครั้งหลังจากหยุดไปเมื่อปี 2017

นี่เรียกว่าชัดยิ่งกว่าชัด ว่ากัมพูชาหันกลับมาคบสหรัฐฯ อีกในทางการทหาร

ส่วนการทูต กัมพูชาก็สามารถ "ขายวิญญาณ" จนทำให้รัฐบาลทรัมป์ที่ไม่ค่อยยอมใครง่ายๆ ยอมทำลายมิตรเก่าแก่อย่างไทย เพื่อเอากัมพูชามาเป็นมิตรแทน

เรื่องนี้คิดไม่ยาก เพราะไทยนั้นไม่ยอมเข้าข้างจีนและสหรัฐฯ เต็มตัว แต่การที่สหรัฐฯ หนุนหลังกัมพูชาขนาดนี้ ย่อมหมายความว่ากัมพูชา "ขายตัว" ให้สหรัฐฯ เรียบร้อย

และการขายตัวนั้นจะตามมาด้วยการเชิญทหารสหรัฐฯ มาประจำการที่กัมพูชา เพื่อทำการ "เจาะไข่แดง" ยุทธศาสตร์จีนในอาเซียน

ถามว่ากัมพูชาใช้วิธีไหนในการทำให้สหรัฐฯ ยอมเข้าข้างตน?

ผมไม่รู้ แต่รู้อย่างหนึ่งว่าทรัมป์เป็นคนบ้ายอ ต่อให้อาชญากรสงครามยกยอปอปั้นเขาก็ไม่สนว่าใครเป็นใคร ขอให้ได้ยินคำสรรเสริญเป็นพอ

เช่น ไม่กี่วันก่อน จู่ๆ รัฐบาลสหรัฐฯ ก็ถอนชื่อบริษัทที่เป็นพันธมิตรของ มิน อ่อง หล่าย ผู้นำกองทัพเมียนมาออกจากบัญชีคว่ำบาตร ทั้งๆ ที่ทหารเมียนมานั้นละเมิดสิทธิมนุษยชนแถมยังเอียงๆไปทางจีน

ข่าวออกมาว่าเพราะ มิน อ่อง หล่าย เขียนจดหมายไปยกยอปอปั้นทรัมป์เสียใหญ่โต จนในเวลาต่อมาเพื่อนพ้องของเขาจึงหลุดจากบัญชีดำ

ขนาดคนอย่าง มิน อ่อง หล่าย ทำสำเร็จด้วยกระดาษไม่กี่แผ่น การที่คนบ้ายอพรรค์นี้ตกเป็นเหยื่อคนสามานย์แบบตระกูลฮุนได้อย่างง่ายดายจึงไม่ใช่เรื่องแปลก เพราะตระกูลฮุนไมได้ใช้แค่กระดาษเขียนจดหมายสรรเสริญทรัมป์ แต่สองพ่อลูกใช้ "ลิ้นสองแฉก" ยอทรัมป์ทั้งเช้าค่ำอย่างที่เราเห็นๆ กันอยู่

แต่นี่เป็นแต่เป็น "การวิเคราะห์แบบหยอกๆ" ถ้าจะวิเคราะห์จริงๆ จังๆ กว่านั้นก็คือตระกูลฮุนได้พ่วงเอาข้อเสนออันเลอค่ามาให้ทรัมป์ด้วย นั่นคือการยอมเป็น "ยุทธศาสตร์ของสหรัฐฯ" และ "แปรพักตร์ตีจากจีน"

มันเป็น "ออฟเฟอร์" ที่รัฐบาลสหรัฐฯ ชุดไหนๆ ก็ไม่เคยพบพาน เป็นโอกาสทองที่จะเข้ามาสกัดกั้นใจกลางภูมิภาคนี้จากการขยายตัวของจีน

โดยที่ไทยกลายเป็น "แนวรบแรก" ของมหาอำนาจทั้งสองในการช่วงชิงยุทธศาสตร์นี้มา

ทั้งหมดนี้ต้องยก "ความชั่วความชอบ" ให้กับกัมพูชาสถานเดียว

ป.ล.
ผมขอทิ้งท้ายด้วยทัศนะนักวิเคราะห์จีนและรัสเซียเกี่ยวกับการแปรพักตร์ของกัมพูชา ซึ่งสะท้อนสิ่งที่จะเกิดขึ้นและเกิดขึ้นไปแล้วในช่วงไม่กี่เดือนที่ผ่านมา

1. นักวิเคราะห์จีนคนหนึ่งบอกว่า "ปัจจุบัน บางประเทศในสหรัฐอเมริกาและตะวันตกอาจไม่ต้องการเห็นความสัมพันธ์ที่ใกล้ชิดยิ่งขึ้นระหว่างจีนและกัมพูชา และมักใช้วิธีการต่างๆ เช่น การโฆษณาเกินจริงและข่าวลือ เพื่อพยายามทำให้ความสัมพันธ์ระหว่างจีนและกัมพูชาแตกแยก อย่างไรก็ตาม ด้วยความแข็งแกร่งของชาติที่ครอบคลุมของจีน ชื่อเสียง และอิทธิพลของจีนในเวทีระหว่างประเทศ ผมเชื่อว่ากัมพูชาจะไม่เลือกทำสิ่งใดที่บ่อนทำลายความสัมพันธ์จีน-กัมพูชา" - นี่เป็นความเห็นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025

2. นักวิเคราะห์ชาวรัสเซียคนหนึ่งบอกว่า "ความร่วมมือระหว่างจีนและกัมพูชากำลังเติบโตและไม่อาจเปลี่ยนแปลงได้ ดังนั้นสหรัฐอเมริกาและผู้สนับสนุนจึงไม่สามารถบีบให้กัมพูชาหลุดพ้นจากวงโคจรความร่วมมือกับจีนได้ กระแสข่าวลือเกี่ยวกับกัมพูชาเป็นเพียงตัวอย่างหนึ่งของความขัดแย้งทางผลประโยชน์ระดับโลกระหว่างสหรัฐอเมริกาและจีน ความขัดแย้งนี้จะทวีความรุนแรงยิ่งขึ้น สหรัฐอเมริกากำลังสร้างระบบความสัมพันธ์ระดับโลกแบบจักรวรรดินิยมใหม่ โดยมีจุดมุ่งหมายเพื่อจำกัดขีดความสามารถและการส่งออกของจีน" - นี่เป็นความเห็นเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ 2025 เช่นกัน

3. แต่ล่าสุดนักวิเคราะห์จีนอีกรายบอกว่า "บางคนบอกว่าตระกูลฮุนในกัมพูชาจะล่มสลาย คุณคิดมากเกินไปแล้ว กัมพูชาภายใต้การนำของตระกูลฮุนได้หันหลังให้กับจีนอย่างเต็มตัวและประกาศความจงรักภักดีต่อสหรัฐอเมริกา ตราบใดที่รัฐบาลสหรัฐฯ ยังสนับสนุนพวกเขา ตระกูลฮุนก็จะไม่ล่มสลาย" และ "ส่วน "การแสดงความจงรักภักดี" (ของกัมพูชาต่อสหรัฐฯ) ที่ร่ำลือกันนั้น สิ่งที่สหรัฐฯ ต้องการก็เพียงแค่ให้กัมพูชาท้าทายจีนในประเด็นทะเลจีนใต้ หรืออนุญาตให้กองทัพสหรัฐฯ ใช้ท่าเรือแห่งนี้ - ส่วนนี่คือความเห็นเมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2025

บทความทัศนะโดย กรกิจ ดิษฐาน ผู้ช่วยบรรณาธิการบริหาร และบรรณาธิการข่าวต่างประเทศ The Better

Photo - ภาพถ่ายเมื่อวันที่ 17 เมษายน 2568 โดยสำนักข่าว Agence Kampuchea Presse (AKP) แสดงให้เห็นประธานวุฒิสภากัมพูชา ฮุน เซน (ขวา) และประธานาธิบดีจีน สี จิ้นผิง กำลังเดินระหว่างการประชุมที่อาคารสันติภาพในกรุงพนมเปญ (ภาพโดย POOL / AFP)

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...