โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ทัวร์อวกาศไม่ไกลเกินเอื้อม ชี้เป้า 8 สถานที่น่าเที่ยว บนดาวอังคาร

The Momentum

อัพเดต 25 ม.ค. 2566 เวลา 04.59 น. • เผยแพร่ 24 ม.ค. 2566 เวลา 11.24 น. • THE MOMENTUM TEAM

เดือนกุมภาพันธ์ปี 2022 ที่ผ่านมา องค์การบริหารการบินและอวกาศแห่งชาติ (NASA) ประกาศว่ายานสำรวจดาวอังคาร เพอร์ซิเวียเรนซ์ (Perseverance) ได้ลงจอดบนดาวเคราะห์แดงสำเร็จ ซึ่งเป็นการลงจอดแบบผู้ควบคุมอยู่บนดาวเคราะห์ดวงอื่น และวิธีลงจอดดังกล่าวสามารถใช้กับเฮลิคอปเตอร์และเครื่องบินอื่นๆ ที่คล้ายกันได้ จึงมีความเป็นไปได้ว่า ในอนาคตอีกไม่ไกล เทคโนโลยีอาจเดินหน้าจนถึงขั้นที่การท่องเที่ยวในอวกาศไม่ใช่เรื่องเพ้อฝันอีกต่อไป

ในเดือนกรกฏาคมปีเดียวกัน ริชาร์ด แบรนสัน (Richard Branson) มหาเศรษฐีชาวอังกฤษ ผู้ก่อตั้งบริษัท เวอร์จิ้น กาแลกติก (Virgin Galactic) บริษัทท่องเที่ยวทางอวกาศได้จัดทัวร์ขึ้นสู่อวกาศเป็นครั้งแรก โดยผู้โดยสารคือตัวเขา สองนักบิน และผู้เชี่ยวชาญด้านภารกิจอวกาศอีกสามคน เพื่อสัมผัสกับสภาพไร้น้ำหนักเพียงไม่กี่นาที ก่อนกลับลงมาบนโลก ซึ่งการบินดังกล่าวเป็นไปด้วยดี

หลังจากนั้น การแข่งขันด้านการท่องเที่ยวในอวกาศเริ่มสูงมากขึ้น มีหลายบริษัทได้ทดลองและเปิดตัวมากมาย อาทิ เวอร์จิ้น กาแลกติก, บลู ออริจิน (Blue Origin) และ SpaceX ของเจ้าพ่อทวิตเตอร์อย่าง อีลอน มัสก์ (Elon Musk)

ปลายปีที่ผ่านมา SpaceX ได้เปิดเที่ยวบินสุดพิเศษ พาพลเรือนขึ้นไปสถานีอวกาศนานาชาติ ผ่านการบริการเที่ยวบินเช่าเหมาลำส่วนตัว โดยเที่ยวบินดังกล่าวดำเนินการโดยบริษัท Axiom Space ผู้พัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านอวกาศ ซึ่งวางแผนจะให้บริการภารกิจในเชิงพาณิชย์ และมีเป้าหมายจะเป็นเจ้าของและดำเนินการสถานีอวกาศเชิงพาณิชย์แห่งแรกของโลกในปี 2027 แน่นอนว่า ดาวอังคารคืออีกหนึ่งเป้าหมายที่หลายบริษัทนำเที่ยวอวกาศได้หมายตาในการพานักท่องเที่ยวไปเยี่ยมชม

Olympus Mons หรือ ภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล

Olympus Mons เป็นภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะจักรวาล ภูเขาลูกนี้ตั้งอยู่บนดาวอังคาร ในเขตภูเขาไฟธาร์ซิส (Tharsis) ปากปล่องภูเขาไฟมีความกว้างกว่า 60 กิโลเมตร สูงกว่า 25 กิโลเมตร เกือบ 3 เท่าของยอดเขาเอเวอเรสต์บนโลก และตัวภูเขาไฟมีขนาดพอๆ กับรัฐแอริโซนา

ภูเขาไฟ Olympus Mons มีลักษณะเป็นรูปโล่ขนาดใหญ่ ก่อตัวขึ้นจากลาวาที่ไหลลงมาตามทางและเย็นตัวลง ทำให้เกิดทางเดินเขาซึ่งมีความชันเฉลี่ยอยู่ที่ 5 เปอร์เซ็นต์เท่านั้น จึงมีความเป็นไปได้ที่หากสามารถลงจอดในบริเวณใกล้เคียง จะสามารถพานักท่องเที่ยวปีนขึ้นไปเยี่ยมชมบริเวณยอดเขาได้

อีกทั้งบนยอดเขามีลักษณะคล้ายแอ่งน้ำที่งดงาม กว้างประมาณ 85 กิโลเมตร ก่อตัวขึ้นจากหินหนืดที่เย็นตัวลงและพุพังลงจนกลายเป็นแอ่งลึกลงไป

เขตภูเขาไฟธาร์ซีส(Tharsis volcanoes)

เมื่อปีนข้ามเขา Olympus Mons มาไม่ไกล จะมีภูเขาไฟขนาดมหึมากว่า 12 ลูก กินพื้นที่กว้างประมาณ 2,500 ไมล์ (4,000 กม.) ภูเขาไฟเหล่านี้มีแนวโน้มที่จะใหญ่กว่าภูเขาไฟบนโลก เพราะดาวอังคารมีแรงดึงดูดต่ำกว่า ทำให้ภูเขาไฟสูงขึ้น โดยภูเขาไฟเหล่านี้อาจปะทุมานานถึงสองพันล้านปี หรือครึ่งหนึ่งของประวัติศาสตร์ดาวอังคาร

ทั้งนี้ ภาพที่แสดงภูเขาไฟนี้ คือเขตธาร์ซีส ทางตะวันออก ถ่ายโดยยานอวกาศ Viking 1 ในปี 1980 บริเวณขอบด้านซ้ายของภาพจะเห็นภูเขาไฟรูปโล่สามลูกความสูงประมาณ 16 ไมล์ (25 กม.) ได้แก่ Ascraeus Mons, Pavonis Mons และ ArsiaMoon

หุบผา Valles Marineris

ดาวอังคารไม่เพียงเป็นที่ตั้งของภูเขาไฟที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะเท่านั้น แต่ยังเป็นหุบเขาลึกที่ใหญ่ที่สุดในระบบสุริยะอีกด้วย

จากข้อมูลของ NASA เผยว่า หุบผา Valles Marineris ตั้งอยู่บริเวณเส้นศูนย์สูตรของดาวอังคาร มีความยาวกว่า 1 ใน 4 ของเส้นรอบวงของดาว และมีความยาวกว่า 4,000 กิโลเมตร ยาวกว่าแกรนด์แคนยอน (Grand Canyon) เกือบ 10 เท่า ทั้งยังมีความลึกมากกว่าหลายเท่าตัว

นอกจากนี้ ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าหุบผาแห่งนี้เกิดขึ้นได้อย่างไร แต่มีหลายทฤษฎีเกี่ยวกับการก่อตัว โดยหนึ่งในนั้นคือ หุบผาเกิดจากการกัดเซาะของธารน้ำที่ไหลเมื่อหลายร้อยล้านปีก่อน จนทำให้เกิดร่องรอยความสวยงามของหุบผาแห่งนี้

ขั้วเหนือ-ใต้ ของดาวอังคาร (The North and South Poles)

ดาวอังคารเองก็มีบริเวณขั้วโลกเหนือ-ใต้ เช่นเดียวกับโลก เป็นบริเวณที่มีน้ำแข็งปกคลุม ซึ่งมีการสำรวจโดยยานฟีนิกซ์ในปี 2551

อุณหภูมิบริเวณขั้วโลกเหนือและขั้วโลกใต้นั้นเย็นจัดจนก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ควบแน่นจากชั้นบรรยากาศกลายเป็นธารน้ำแข็ง โดยการเคลื่อนที่ของน้ำแข็งในบริเวณขั้วโลกนี้จะส่งผลกระทบอย่างมากต่อสภาพอากาศบนดาวอังคารที่ทำให้ลมและพายุเกิดขึ้น

อย่างไรก็ดี บริเวณนี้เป็นอีกสถานที่หนึ่งที่นักท่องเที่ยวทัวร์ชมดาวอังคารไม่ควรพลาด

Gale Crater and Mount Sharp (Aeolis Mons) หรือสถานที่ค้นพบหินดอกไม้

Gale Crater มีชื่อเสียงจากการลงจอดของยานสำรวจ Curiosity ในปี 2012 และมีการค้นพบหลักฐานทางธรณีวิทยามากมายเกี่ยวกับทฤษฎีที่ว่า ในอดีตดาวอังคารเคยมีน้ำ

หนึ่งในการค้นพบที่น่าตื่นเต้นที่สุด คือการค้นพบวัตถุโมเลกุลอินทรีย์ที่ซับซ้อนในภูมิภาคนี้ โดยเป็นหินที่มีรูปร่างลักษณะคล้ายดอกไม้ ที่ถูกค้นพบภายในหินอายุ 3.5 พันล้านปี

นอกจากนี้ นักวิจัยยังค้นพบความเข้มข้นของมีเทนในชั้นบรรยากาศที่เปลี่ยนแปลงตามฤดูกาล โดยแก๊สมีเทนคือองค์ประกอบที่จุลินทรีย์สามารถผลิตขึ้นได้ และอาจเป็นตัวบ่งชี้ว่ามีสิ่งมีชีวิตบนดาวอังคาร

หุบเขาเมดูเซ ฟอสเซ (Medusae Fossae)

หุบเขา Medusae Fossae เป็นหนึ่งในสถานที่แปลกประหลาดที่สุดบนดาวอังคาร โดยหลายคนคาดเดาว่าคือที่เก็บหลักฐานของ UFO

จากข้อมูลของนาซาอธิบายว่า โพรง Medusae Fossae เป็นภูเขาไฟขนาดใหญ่ มีขนาดประมาณ 1 ใน 5 ของประเทศสหรัฐอเมริกา แต่เมื่อเวลาผ่านไป หุบเขาดังกล่าวถูกกระแสลมกัดเซาะจนทำให้กลายเป็นรูปทรงที่สวยงาม แต่นักวิทยาศาสตร์ยังจำเป็นต้องศึกษาเพิ่มเติมเพื่อเรียนรู้ว่าภูเขาไฟเหล่านี้ก่อตัวได้อย่างไร

หนึ่งในข้อสันนิษฐานคือ โพรงเกิดจากการปะทุของภูเขาไฟครั้งใหญ่หลายร้อยครั้งในช่วง 500 ล้านปีของดาวอังคาร การปะทุเหล่านี้ทำให้สภาพอากาศของดาวเคราะห์แดงอุ่นขึ้นเนื่องจากก๊าซเรือนกระจกจากภูเขาไฟลอยขึ้นสู่ชั้นบรรยากาศ และกลายสภาพเป็นหุบเขา Medusae Fossae ในที่สุด

หุบเขาสไลด์ลึกเฮเล (Recurring Slope Lineae in Hale Crater : RSL)

ลักษณะพื้นผิวของดาวอังคารที่เป็นหลุมบ่อลึกจนถึงภูเขาสูง ส่วนหนึ่งมักจะเกิดจากร่องรอยการชนอุกกาบาตที่ตกใส่พื้นผิวของดาวอังคาร ทำให้สภาพพื้นผิวส่วนใหญ่เป็นเส้นลาดเอียง ไม่มีความสม่ำเสมอ และหุบเขาสไลด์ลึกเฮเลคือหนึ่งในสถานที่เหล่านั้น

Ghost Dunes in Noctis Labyrinthus and Hellas basin หรือที่หลายคนรู้จักในชื่อ เนินทรายผี

มีหลักฐานมากมายในอดีตที่บ่งบอกว่าสถานที่แห่งนี้เต็มไปด้วยน้ำ โดยเฉพาะในบริเวณเนินทรายผี นักวิจัยกล่าวว่า พื้นที่เหล่านี้เคยมีเนินทรายสูงหลายสิบเมตร ต่อมา เนินทรายถูกน้ำท่วมโดยลาวาหรือน้ำ ซึ่งรักษาฐานเอาไว้ในขณะที่ยอดถูกกัดเซาะออกไปจากกระแสลม

เนินทรายเก่าแก่นี้แสดงให้เห็นว่า กระแสลมเคยพัดผ่านบนดาวอังคารในยุคโบราณอย่างไร ซึ่งจะช่วยให้นักภูมิอากาศวิทยาทราบข้อมูลบางอย่างเกี่ยวกับสภาพแวดล้อมในยุคโบราณของดาวเคราะห์สีแดงดวงนี้ รวมถึงข้อมูลที่น่าตื่นเต้น เช่น อาจเคยมีจุลินทรีย์ซ่อนอยู่ในบริเวณกำบังของเนินทรายเหล่านี้ ซึ่งเป็นจุดที่ปลอดภัยจากรังสีและลมที่อาจจะพัดพาพวกมันออกไป

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...