โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

รายงานเผย 'เรืออวนลากคู่'กระทบทะเล สัตว์น้ำในไทยลดลงมาก

Environman

เผยแพร่ 09 ก.พ. 2566 เวลา 01.00 น.

รายงานชิ้นใหม่จากมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เปิดเผยว่า เรืออวนลลากคู่ ที่ลากอวนขนาดใหญ่ไปตามพื้นทะเล สร้างความเสียหาย ทำให้สัตว์น้ำในไทยลดลงอย่างมาก วอนปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่ออลดความเสียหายต่อทะเล

มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF) เปิดเผยว่า เรืออวนลากถือว่าเป็นภัยต่อชีวิตความเป็นอยู่ ความมั่งคงทางอาหาร และระบบนิเวศทางทะเลในประเทศไทย ทั้งนี้ เรืออวนลากที่สร้างความเสียหายกับสัตว์น้ำวัยอ่อนจนไม่สามารถเติบโตเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าได้ คือ เรืออวนลากคู่ ดังนั้นจึงต้องทำการปฏิรูปโดยด่วนที่สุด

จำนวนประชากรสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยลดลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชาวประมงในประเทศ โดยปริมาณที่จับได้ต่อหน่วยการลงแรงประมง (Catch per unit effort: CPUE) ลดลงเกือบ 85% ในทะเลอันดามัน และลดลงกว่า 93% ในอ่าวไทย สาเหตุใหญ่อย่างนึง เป็นเพราะการลากอวนขนาดใหญ่ไปตามพื้นทะเล ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเรือประมงพาณิชย์ทั้งหมด 10,595 ลำ เป็นเรืออวนลากเพียง 1/3 ส่วนจากทั้งหมด แต่เรืออวนลากกลับสามารถจับสัตว์น้ำได้มากกว่า 50% ของปริมาณการจับสัตว์น้ำทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ 560,000 ตันในปี พ.ศ.2564

สัตว์น้ำที่จับได้จากเครื่องมืออวนลากเกือบครึ่งถูกจำแนกว่า ‘ปลาเป็ด’ ซึ่งหมายถึงสัตว์น้ำหลากชนิดที่ถูกอัดทับว้ท้ายอวนขณะลากเป็นเวลานาน ทำให้ช้ำและเน่าเสียจนมีมูลค่าต่ำ ไม่สามารถนำมาให้มนุษย์บริโภคได้ ปลาเป็ดที่ขายกันทั่วไปส่วนใหญ่เป็นสัตว์น้ำวัยอ่อนสายพันธุ์ที่สามารถเติบโตไปมีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จึงกล่าวได้ว่า ปลาเป็ดทั้งหมดที่เรืออวนลากพาณิชย์นำมาขายเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยในวันนี้นั้น เป็นเหมือนการขโมยรายได้ของชาวประมงไทยทั้งประเทศในอนาคต อีกทั้งยังทำลายความมั่นคงของระบบนิเวศไปในเวลาเดียวกัน

เครื่องมืออวนลากที่สร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาลมากกว่าอวนลากชนิดอื่นนั้นก็คือ ‘อวนลากคู่’ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน สัตว์น้ำที่เรืออวนลากคู่สามารถจับได้นับเป็นปลาเป็ดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง โดยปลาเป็ดเหล่านี้ มีปริมาณมากกว่าครึ่งของจำนวนปลาเป็ดทั้งหมดที่นำออกจำหน่ายในประเทศไทย ที่หนักหนาไปกว่านั้นคือ ปลาเป็ดที่จับได้จากเรืออวนลากคู่กว่า 80% เป็นลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกด้วย การที่เรืออวนลากคู่จับสัตว์น้ำในลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการผลาญทรัพยากรทางทะเลของไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยต่อกลุ่มคนจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น มูลนิธิ EJF กล่าว

ในบทสรุปการวิเคราะห์ฉบับนี้ มูลนิธิฯ ใคร่ขอให้รัฐบาลไทยเริ่มดำเนินการยกเลิกการลากอวนคู่ เพื่อยุติผลกระทบและความเสียหายรุนแรงที่เกิดจากการจับสัตว์น้ำในลักษณะดังกล่าว มูลนิธิฯใคร่ขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการนำมาตรการที่มีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่จำกัดมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาความโปร่งใสในอุตสาหกรรมการประมงไทย มาตรการดังกล่าวจะทำให้สามารถเฝ้าระวังและยุติการทำประมงเกินขนาดและผิดกฎหมายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมูลนิธิฯ ยังมีคำแนะนำอื่นๆ อาทิ การยกเลิกการอุดหนุนที่ไม่ก่อให้เกิดการทำประมงที่ยั่งยืน และขยายอาณาเขตการปกป้องระบบนิเวศที่สำคัญจากเรืออวนลากอย่างเขตทะเลชายฝั่งให้มีความใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์

มูลนิธิฯ มีความคิดเห็นว่า กรมประมงควรพัฒนาการกำกับดูแลเรือประมงและทดลองการดัดแปลงหรือติดตั้งเครื่องมือประมงเพื่อให้ไม่มีการจับสัตว์น้ำอ่อนวัย และดำเนินการปกป้องสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาหมึกและปลาทูด้วย โดยการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การทำประมงแบบยั่งยืนได้

นายสตีฟ เทรนท์ ผู้อำนวยการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิฯ กล่าวว่า “เรือพาณิชย์ส่วนน้อยที่ไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสมได้สร้างความเสียหายให้กับประชากรสัตว์น้ำของไทยเป็นอย่างมาก ระบบนิเวศทางทะเลที่ยั่งยืนของไทยจะเป็นตัวสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ กำลังถูกการลากอวนในลักษณะนี้ ถูกแลกไปกับการฉวยโอกาสระยะสั้น ทั้งที่มูลค่ารวมในระยะยาวนั้นมีสูงกว่ามาก”

“การที่เรืออวนลากคู่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งปลาเป็ดในวันนี้ เป็นการทำลายประชากรสัตว์น้ำที่จะเติบโตเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ในวันหน้า หากรัฐบาลไทยและกรมประมงมุ่งมั่นที่จะจัดการกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ ก็จะสามารถยุติปัญหาดังกล่าวได้ และแหล่งอาหารจะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกในอนาคต ตลอดไปถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย”

มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับสากล ซึ่งดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยนอกจากนี้ มูลนิธิฯ ขอเสนอแนะให้รัฐบาลไทยขยาย Inshore Exclusion Zone (IEZ) จาก 3 ไมล์ทะเล (NM) (5.5 กม.) เป็นอย่างน้อย 5 NM (9.3 กม.) เพื่อเป็นการสร้างพื้นที่คุ้มครองให้สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่ IEZ ตามเกาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในแถบทะเลอันดามัน ถูกลดขอบเขตลงเหลือเพียง 1.5 NM (3 กม.) เท่านั้น ทั้งนี้ การขยายพื้นที่ดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ได้ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาแรงกดดันจากการทำประมงและภัยจากภาวะโลกร้อนในอนาคต

พื้นที่ IEZ ของไทยมีขอบเขตที่เล็กกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์กำหนดพื้นที่คุ้มครองในน่านน้ำของตนไว้ถึง 12 และ 8 NM ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศมาเลเซียกำหนดพื้นที่ลากอวนไว้ที่ 5 NM///

อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่: https://bit.ly/3HBwjQO

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...