รายงานเผย 'เรืออวนลากคู่'กระทบทะเล สัตว์น้ำในไทยลดลงมาก
รายงานชิ้นใหม่จากมูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (EJF) เปิดเผยว่า เรืออวนลลากคู่ ที่ลากอวนขนาดใหญ่ไปตามพื้นทะเล สร้างความเสียหาย ทำให้สัตว์น้ำในไทยลดลงอย่างมาก วอนปฏิรูปอย่างเร่งด่วนเพื่ออลดความเสียหายต่อทะเล
มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF) เปิดเผยว่า เรืออวนลากถือว่าเป็นภัยต่อชีวิตความเป็นอยู่ ความมั่งคงทางอาหาร และระบบนิเวศทางทะเลในประเทศไทย ทั้งนี้ เรืออวนลากที่สร้างความเสียหายกับสัตว์น้ำวัยอ่อนจนไม่สามารถเติบโตเป็นสัตว์น้ำที่มีมูลค่าได้ คือ เรืออวนลากคู่ ดังนั้นจึงต้องทำการปฏิรูปโดยด่วนที่สุด
จำนวนประชากรสัตว์น้ำในน่านน้ำไทยลดลงอย่างรวดเร็วและส่งผลกระทบร้ายแรงต่อชาวประมงในประเทศ โดยปริมาณที่จับได้ต่อหน่วยการลงแรงประมง (Catch per unit effort: CPUE) ลดลงเกือบ 85% ในทะเลอันดามัน และลดลงกว่า 93% ในอ่าวไทย สาเหตุใหญ่อย่างนึง เป็นเพราะการลากอวนขนาดใหญ่ไปตามพื้นทะเล ทั้งนี้ ประเทศไทยมีเรือประมงพาณิชย์ทั้งหมด 10,595 ลำ เป็นเรืออวนลากเพียง 1/3 ส่วนจากทั้งหมด แต่เรืออวนลากกลับสามารถจับสัตว์น้ำได้มากกว่า 50% ของปริมาณการจับสัตว์น้ำทั้งหมด ซึ่งเท่ากับ 560,000 ตันในปี พ.ศ.2564
สัตว์น้ำที่จับได้จากเครื่องมืออวนลากเกือบครึ่งถูกจำแนกว่า ‘ปลาเป็ด’ ซึ่งหมายถึงสัตว์น้ำหลากชนิดที่ถูกอัดทับว้ท้ายอวนขณะลากเป็นเวลานาน ทำให้ช้ำและเน่าเสียจนมีมูลค่าต่ำ ไม่สามารถนำมาให้มนุษย์บริโภคได้ ปลาเป็ดที่ขายกันทั่วไปส่วนใหญ่เป็นสัตว์น้ำวัยอ่อนสายพันธุ์ที่สามารถเติบโตไปมีมูลค่าทางเศรษฐกิจได้ จึงกล่าวได้ว่า ปลาเป็ดทั้งหมดที่เรืออวนลากพาณิชย์นำมาขายเพื่อเงินเพียงเล็กน้อยในวันนี้นั้น เป็นเหมือนการขโมยรายได้ของชาวประมงไทยทั้งประเทศในอนาคต อีกทั้งยังทำลายความมั่นคงของระบบนิเวศไปในเวลาเดียวกัน
เครื่องมืออวนลากที่สร้างความเสียหายได้อย่างมหาศาลมากกว่าอวนลากชนิดอื่นนั้นก็คือ ‘อวนลากคู่’ นับตั้งแต่ปี พ.ศ. 2533 จนถึงปัจจุบัน สัตว์น้ำที่เรืออวนลากคู่สามารถจับได้นับเป็นปลาเป็ดไม่น้อยกว่าครึ่งหนึ่ง โดยปลาเป็ดเหล่านี้ มีปริมาณมากกว่าครึ่งของจำนวนปลาเป็ดทั้งหมดที่นำออกจำหน่ายในประเทศไทย ที่หนักหนาไปกว่านั้นคือ ปลาเป็ดที่จับได้จากเรืออวนลากคู่กว่า 80% เป็นลูกสัตว์น้ำเศรษฐกิจอีกด้วย การที่เรืออวนลากคู่จับสัตว์น้ำในลักษณะดังกล่าวนั้น เป็นการผลาญทรัพยากรทางทะเลของไทย เพื่อให้ได้มาซึ่งผลประโยชน์เพียงเล็กน้อยต่อกลุ่มคนจำนวนเล็กน้อยเท่านั้น มูลนิธิ EJF กล่าว
ในบทสรุปการวิเคราะห์ฉบับนี้ มูลนิธิฯ ใคร่ขอให้รัฐบาลไทยเริ่มดำเนินการยกเลิกการลากอวนคู่ เพื่อยุติผลกระทบและความเสียหายรุนแรงที่เกิดจากการจับสัตว์น้ำในลักษณะดังกล่าว มูลนิธิฯใคร่ขอให้รัฐบาลเร่งพิจารณาการนำมาตรการที่มีประสิทธิภาพภายใต้งบประมาณที่จำกัดมาปรับใช้ เพื่อพัฒนาความโปร่งใสในอุตสาหกรรมการประมงไทย มาตรการดังกล่าวจะทำให้สามารถเฝ้าระวังและยุติการทำประมงเกินขนาดและผิดกฎหมายได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น โดยมูลนิธิฯ ยังมีคำแนะนำอื่นๆ อาทิ การยกเลิกการอุดหนุนที่ไม่ก่อให้เกิดการทำประมงที่ยั่งยืน และขยายอาณาเขตการปกป้องระบบนิเวศที่สำคัญจากเรืออวนลากอย่างเขตทะเลชายฝั่งให้มีความใกล้เคียงกับประเทศเพื่อนบ้านในเอเชียอาคเนย์
มูลนิธิฯ มีความคิดเห็นว่า กรมประมงควรพัฒนาการกำกับดูแลเรือประมงและทดลองการดัดแปลงหรือติดตั้งเครื่องมือประมงเพื่อให้ไม่มีการจับสัตว์น้ำอ่อนวัย และดำเนินการปกป้องสัตว์น้ำเศรษฐกิจ อาทิ ปลาหมึกและปลาทูด้วย โดยการดำเนินงานทั้งหมดนี้จะเป็นก้าวสำคัญที่ทำให้ประเทศไทยเข้าสู่การทำประมงแบบยั่งยืนได้
นายสตีฟ เทรนท์ ผู้อำนวยการบริหารและผู้ร่วมก่อตั้งมูลนิธิฯ กล่าวว่า “เรือพาณิชย์ส่วนน้อยที่ไม่ได้รับการจัดการที่เหมาะสมได้สร้างความเสียหายให้กับประชากรสัตว์น้ำของไทยเป็นอย่างมาก ระบบนิเวศทางทะเลที่ยั่งยืนของไทยจะเป็นตัวสร้างรายได้และความมั่นคงทางอาหารให้กับผู้คนทั้งในประเทศและต่างประเทศ กำลังถูกการลากอวนในลักษณะนี้ ถูกแลกไปกับการฉวยโอกาสระยะสั้น ทั้งที่มูลค่ารวมในระยะยาวนั้นมีสูงกว่ามาก”
“การที่เรืออวนลากคู่จับสัตว์น้ำวัยอ่อนเป็นจำนวนมาก เพื่อให้ได้มาซึ่งปลาเป็ดในวันนี้ เป็นการทำลายประชากรสัตว์น้ำที่จะเติบโตเป็นแหล่งอาหารที่อุดมสมบูรณ์ในวันหน้า หากรัฐบาลไทยและกรมประมงมุ่งมั่นที่จะจัดการกับผู้กระทำผิดเหล่านี้ ก็จะสามารถยุติปัญหาดังกล่าวได้ และแหล่งอาหารจะกลับมาอุดมสมบูรณ์อีกในอนาคต ตลอดไปถึงความมั่นคงทางอาหารของประเทศไทย”
มูลนิธิความยุติธรรมเชิงสิ่งแวดล้อม (Environmental Justice Foundation: EJF) เป็นองค์กรไม่แสวงหาผลกำไรระดับสากล ซึ่งดำเนินงานด้านการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสิทธิมนุษยชน โดยนอกจากนี้ มูลนิธิฯ ขอเสนอแนะให้รัฐบาลไทยขยาย Inshore Exclusion Zone (IEZ) จาก 3 ไมล์ทะเล (NM) (5.5 กม.) เป็นอย่างน้อย 5 NM (9.3 กม.) เพื่อเป็นการสร้างพื้นที่คุ้มครองให้สัตว์น้ำที่มีความสำคัญทางเศรษฐกิจสามารถขยายพันธุ์ต่อไปได้ เนื่องจากในปัจจุบัน พื้นที่ IEZ ตามเกาะที่มีความหลากหลายทางชีวภาพ โดยเฉพาะในแถบทะเลอันดามัน ถูกลดขอบเขตลงเหลือเพียง 1.5 NM (3 กม.) เท่านั้น ทั้งนี้ การขยายพื้นที่ดังกล่าวจะช่วยให้ประเทศไทยสามารถรักษาทรัพยากรทางทะเลไว้ได้ แม้ต้องเผชิญกับปัญหาแรงกดดันจากการทำประมงและภัยจากภาวะโลกร้อนในอนาคต
พื้นที่ IEZ ของไทยมีขอบเขตที่เล็กกว่าประเทศอื่นๆ ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศอินโดนีเซียและฟิลิปปินส์กำหนดพื้นที่คุ้มครองในน่านน้ำของตนไว้ถึง 12 และ 8 NM ตามลำดับ ในขณะที่ประเทศมาเลเซียกำหนดพื้นที่ลากอวนไว้ที่ 5 NM///
อ่านรายงานฉบับเต็มได้ที่นี่: https://bit.ly/3HBwjQO