โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ไลฟ์สไตล์

เช็กให้ดีก่อนสมัครงาน! 5 สิ่งที่ควรพิจารณา องค์กรไหนเหมาะกับเรา

Mission To The Moon

เผยแพร่ 17 ม.ค. 2566 เวลา 12.00 น.

“อยากทำงานที่เดิมนานๆ ต้องทำอย่างไร?”
.
คำถามที่ไม่ว่าจะเป็นเด็กจบใหม่หรือคนที่เคยมีประสบการณ์มาก่อนต่างก็สงสัยและยังไม่สามารถตอบได้ เพราะการที่เราจะทำงานอยู่ในที่ที่หนึ่งเป็นระยะเวลานานๆ ได้มันเต็มไปด้วยปัจจัยอะไรหลายๆ อย่าง ไม่ว่าจะเป็นเงินเดือน สวัสดิการ เพื่อนร่วมงาน และที่สำคัญที่สุดก็คือ “วัฒนธรรมองค์กร”
.
แล้วถ้าจะเลือกงานทั้งที เราต้องพิจารณาจากอะไรกันแน่?
.
บางคนอาจจะเลือกงานที่ใช่ บางคนอาจจะเลือกเงินเดือนที่พอใจ แต่พอเลือกไปก็ยังรู้สึกว่าไม่มีความสุขกับการทำงาน จนในท้ายที่สุดก็ต้องลาออกอยู่ดี ก็อาจเป็นไปได้ว่านั่นเป็นเพราะปัจจัยที่ใช้ในการพิจารณาเหล่านี้ยังไม่เพียงพอ
.
เพราะฉะนั้น คำตอบในการเลือกงานให้อยู่ได้นานๆ นั้นก็คือ การพิจารณาวัฒนธรรมองค์กรโดยรวมตั้งแต่แรกว่าบริษัทนั้นๆ ตรงกับความต้องการของเราหรือไม่
.
ทีนี้หลายคนก็อาจจะสงสัยเพิ่มขึ้นไปอีกว่า แล้วเราจะรู้ได้อย่างไรว่าอะไรคือปัจจัยที่บ่งบอกได้ว่าองค์กรไหนเหมาะกับเรา?
.
ในบทความนี้จะพาทุกคนไปดูเคล็ดลับในการค้นหาองค์กรที่ใช่ รวมถึงวิธีการหลีกเลี่ยงองค์กรที่มีแนวโน้มและสัญญาณของการเป็นพิษ (Toxic) เพื่อที่จะได้เลือกองค์กรที่ใช่และดีต่อสุขภาพจิตของตัวเราตั้งแต่เนิ่นๆ
.
.
เลือกงานที่ใช่ทั้งที ต้องดูที่วัฒนธรรมองค์กร
.
ถ้าอยากอยู่ในองค์กรที่ใช่ ปัจจัยอย่างหนึ่งที่สำคัญที่สุดที่เราควรให้ความสำคัญก็คือ “วัฒนธรรมองค์กร”
.
จริงๆ แล้วเราควรดูวัฒนธรรมองค์กรของแต่ละบริษัทให้ดีตั้งแต่ก่อนสมัครงาน ระหว่างสมัครงาน ไปจนถึงระหว่างสัมภาษณ์งาน แต่สิ่งที่คนส่วนใหญ่พลาดมากที่สุดคือ การดูวัฒนธรรมองค์กรหลังจากที่รับข้อเสนอและเข้าทำงานไปเรียบร้อยแล้ว
.
เพราะอะไรเราถึงต้องดูวัฒนธรรมองค์กรตั้งแต่เนิ่นๆ? เพราะวัฒนธรรมองค์กรคือ “บุคลิกภาพของแบรนด์” เป็นสิ่งที่สะท้อนให้เห็นถึงสภาพแวดล้อมการทำงาน ค่านิยม พันธกิจ และเป้าหมายของบริษัท ดังนั้นจึงเป็นเรื่องสำคัญมากๆ ที่เราจะต้องคำนึงถึงเรื่องนี้ตั้งแต่ต้น
.
แล้วเราจะหาบริษัทที่มีวัฒนธรรมองค์กรที่เหมาะกับเราได้อย่างไร?
.
ก่อนที่เราจะหาบริษัทที่เหมาะกับเราได้ อย่างแรกที่เราต้องทำคือต้องรู้ก่อนว่าสิ่งที่ต้องการแต่บริษัทเดิมไม่มีให้คืออะไร เช่น บริษัทเดิมอาจไม่ค่อยมีการทำงานข้ามฝ่าย แต่ส่วนตัวแล้วอยากลองทำงานของทีมอื่นๆ ดูด้วย ก็ควรหาบริษัทที่สนับสนุนให้มีการหมุนเวียนงาน หรือบริษัทเดิมอาจมีการแข่งขันมากเกินไป ก็อาจจะลองหาบริษัทที่เน้นให้ทุกคนทำงานร่วมกันเพื่อบรรลุเป้าหมายเดียวกัน
.
แต่ก็อย่าคิดถึงแต่สิ่งที่ขาดหายไป ให้ลองประเมินดูด้วยว่าในที่ทำงานเดิมมีอะไรที่ชื่นชอบและยังต้องการให้มีในบริษัทใหม่ต่อไปบ้าง เพื่อจะได้มองหาบริษัทใหม่ที่ตรงความต้องการแบบรอบด้านจริงๆ
.
นอกจากนี้แล้ว เชื่อว่าหลายคนพอเปิดรายละเอียดงาน (Job description) ที่บริษัทต่างๆ ประกาศรับสมัครไว้ ก็คิดเพียงแค่ว่า “ฉันทำได้” หลังจากนั้นก็ไม่ได้สนใจอะไรเกี่ยวกับรายละเอียดงานอีก
.
แต่ในความเป็นจริงแล้วเราต้องพิจารณาส่วนนี้ให้ดีว่า “สิ่งนี้เหมาะกับเราหรือไม่” และสิ่งที่เราต้องพิจารณาดูให้ดีก่อนสมัครงาน รวมถึงระหว่างสัมภาษณ์งาน ไม่ได้มีแค่รายละเอียดงานเพียงเท่านั้น แต่เรายังต้องพิจารณาสิ่งอื่นๆ ร่วมด้วย
.
.
หลีกเลี่ยงวัฒนธรรมที่เป็นพิษ เพื่อสุขภาพจิตที่ดี
.
เรามาดูกันว่ามีปัจจัยอะไรบ้างที่ควรพิจารณาในการสมัครงาน เพื่อจับสัญญาณการมีวัฒนธรรมองค์กรที่เป็นพิษของแต่ละบริษัทและหลีกเลี่ยงไม่ให้ตัวเองตกไปอยู่ในวงจรร้ายๆ เหล่านั้น
.
1. รายละเอียดงาน (Job description)
.
อย่างที่กล่าวไปว่า บางคนเมื่อเห็นรายละเอียดงานก็จะคิดแค่ว่าตัวเองทำได้หรือทำไม่ได้ แต่จริงๆ แล้วรายละเอียดงานสะท้อนให้เห็นถึงวัฒนธรรมองค์กรนั้นกลายๆ ทีนี้เรามาดูกันต่อดีกว่าว่าอะไรคือสัญญาณอันตรายที่เราควรสังเกตและจับตามองดูผ่านรายละเอียดงานที่บริษัทต่างๆ โพสต์รับสมัครไว้
.
[ ] หน้าที่ความรับผิดชอบมีความคลุมเครือ
.
“งานอื่นๆ ที่ได้รับมอบหมายในแผนก”
“งานอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง”
.
ใครเคยเปิดเว็บไซต์หางานแล้วเจอหน้าที่ความรับผิดชอบแบบนี้บ้าง? เชื่อว่ามีคนจำนวนไม่น้อยที่เคยเจอประกาศรับสมัครงานแบบนี้ ซึ่งก็ปฏิเสธไม่ได้ว่าการเขียนหน้าที่ความรับผิดชอบห้อยท้ายไว้แบบนี้มันค่อนข้างคลุมเครือและไม่อาจรู้ได้ว่างานอื่นๆ ที่ว่าจะเป็นงานในลักษณะใด ทำให้มีความเป็นไปได้ว่าเราอาจต้อง “สวมหมวกหลายใบ” หรือพูดง่ายๆ ก็คือทำงานหลายหน้าที่ในตำแหน่งเดียวนั่นเอง แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ขึ้นอยู่กับแต่ละบริษัทด้วย ไม่ใช่ว่าทุกบริษัทจะเป็นแบบนั้น
.
[ ] ภาษาที่ใช้แสดงให้เห็นถึงความเร่งด่วนและความเครียด
.
“สามารถทำงานภายใต้ความกดดันได้เป็นอย่างดี”
“จัดการกับความเครียดได้ดี”
“สามารถทำงานในสภาพแวดล้อมที่เร่งรีบได้”
.
คำพูดเหล่านี้ก็ถือว่าเป็นสัญญาณอันตรายอย่างหนึ่งได้ เพราะ “ความกดดัน” ในที่นี้อาจหมายถึงความกดดันที่ต้องตื่นมารับโทรศัพท์จากหัวหน้าหรือลูกค้าดึกๆ หรือการที่ต้องทำงานในเวลาจำกัด หากใครไม่ชอบงานที่มีความกดดันก็ควรเลี่ยงการรับสมัครงานในลักษณะนี้
.
[ ] เงินเดือนมีความคลุมเครือหรือกว้างจนเกินไป
.
“เงินเดือนตามตกลง”
“เงินเดือนตามโครงสร้างของบริษัท”
.
หากใครเจอโพสต์รับสมัครงานเช่นนี้ ก็ควรระวังไว้ก่อน เพราะบริษัทไม่ระบุเงินเดือนให้แน่ชัด ทำให้เราไม่สามารถรู้ได้ว่าเราจะได้เงินเดือนเท่าไหร่กันแน่ หากโชคดีบริษัทนั้นอาจจะให้เท่าที่ขอหรือมากกว่านั้น แต่ถ้าโชคร้ายหน่อยก็อาจจะโดนกดเงินเดือนได้ ซึ่งมันก็มีทั้งข้อดีและข้อเสียในตัวเอง
.
และอีกอย่างหนึ่งที่ผู้หางานควรระวังคือการมีช่วงเงินเดือนที่กว้างมาก เช่น ตั้งแต่ 15,000 - 60,000 บาท ซึ่งถือว่าช่วงเรตต่ำสุดและสูงสุดค่อนข้างแตกต่างกันพอสมควร ส่วนเหตุผลที่ควรระวังก็เช่นเดียวกับการไม่ระบุเงินเดือน นั่นก็คือการโพสต์รับสมัครแบบนี้มีทั้งข้อดีและข้อเสีย ทำให้ค่อนข้างมีความสุ่มเสี่ยงว่าอาจจะโดนกดเงินเดือนได้
.
2. ข่าวสารขององค์กร
.
เมื่อเทคโนโลยีพัฒนาขึ้นจนทำให้เราสะดวกในการหาข้อมูลแล้ว เราก็ควรใช้สิ่งนี้ให้เป็นประโยชน์ อยากให้คนที่กำลังหางานอยู่ลองเช็กเว็บไซต์ บล็อก โซเชียลมีเดียของบริษัท รวมถึงเว็บรีวิวบริษัทต่างๆ ไม่ว่าจะเป็น Pantip, Glassdoor และ WorkVenture และดูว่าบริษัทที่เราสนใจมีคนพูดถึงว่าอย่างไรบ้าง เพื่อเปิดรับข้อมูลข่าวสารจากมุมมองภายนอก
.
การทำเช่นนี้จะช่วยให้เราตัดสินใจได้ง่ายขึ้นว่าบริษัทนั้นเป็นอย่างไร และเหมาะกับเราหรือไม่
.
3. ผู้นำและการดำเนินธุรกิจ
.
หากเห็นบริษัทไหนแล้วถูกตาต้องใจเป็นพิเศษ อีกสิ่งหนึ่งที่เราไม่ควรพลาดไปคือการทำความรู้จัก “ผู้นำองค์กร” วิธีการดูว่าใครเป็นผู้นำองค์กรก็ง่ายๆ เพียงแค่คลิกเข้าไปหน้าเว็บไซต์บริษัทแล้วเปิดอ่านที่หน้า “เกี่ยวกับเรา” และประวัติบุคลากรบนเว็บไซต์ของบริษัท
.
หลังจากนั้นให้นำชื่อของผู้นำไปค้นหาข่าวต่างๆ รวมถึงโซเชียลมีเดียของผู้บริหาร ที่สะท้อนให้เห็นวิสัยทัศน์ในการทำงาน ชีวิตการทำงาน และชีวิตส่วนตัวได้มากขึ้น เพื่อนำมาพิจารณาดูว่าสอดคล้องกับสิ่งที่เรายึดถือในการทำงานหรือไม่
.
และสิ่งที่ควรพิจารณานอกเหนือจาก “วิสัยทัศน์ของผู้นำ” แล้ว ก็ควรหาข้อมูลด้วยว่า
.
[ ] บริษัทนั้นมีวิธีการทำเงินอย่างไร
[ ] บริษัทนั้นเป็นบริษัทสตาร์ตอัปหรือเป็นบริษัทใหญ่ที่อยู่มานานแล้ว
[ ] บริษัทนั้นอยู่ในอุตสาหกรรมไหน
.
คำตอบของคำถามเหล่านี้จะช่วยให้เรารู้ได้ว่าบริษัทนั้นๆ มีความมั่นคงหรือไม่ และมีวิธีการทำงานเป็นไปในทิศทางใด เพราะแค่การทำงานในบริษัทสตาร์ตอัปกับบริษัทใหญ่ก็มีความแตกต่างกันแล้ว เช่น บริษัทใหญ่จะมีระบบระเบียบมากกว่า ส่วนบริษัทสตาร์ตอัปจะมีโอกาสได้ทำอะไรใหม่ๆ มากกว่า เป็นต้น
.
4. สไตล์การสื่อสารขององค์กร
.
สิ่งสำคัญที่ขาดไปไม่ได้เมื่อต้องค้นหาองค์กรที่ใช่คือการดูว่า “บริษัทนั้นๆ ปฏิบัติต่อเราด้วยความเคารพหรือไม่”
.
เราควรเริ่มจับสังเกตตั้งแต่ส่งใบสมัครไปเลย เพราะโดยทั่วไปแล้วเราจะได้คุยกับทีม HR ในช่วงนี้ ซึ่งสิ่งที่เราควรพิจารณามีดังนี้
.
[ ] ความตรงต่อเวลา: เมื่อส่งใบสมัครไปแล้ว เราต้องรอการตอบกลับนานแค่ไหน ถ้านานมากเกินไปก็อาจไม่ใช่สัญญาณที่ดี
[ ] ความเป็นมืออาชีพ: เมื่อได้พูดคุยกับทีม HR หรือบุคคลที่เกี่ยวข้องแล้วได้รับการปฏิบัติอย่างมืออาชีพหรือไม่ และรู้สึกโอเคกับวิธีการที่คนเหล่านั้นพูดหรือไม่ ถ้าใช่ก็ถือว่าเป็นสัญญาณที่ดี
.
5. กระบวนการสัมภาษณ์งาน
.
อีกสิ่งหนึ่งที่เราสามารถสังเกตวัฒนธรรมการทำงานขององค์กรได้นั่นก็คือ “กระบวนการสัมภาษณ์งาน” เพราะขั้นตอนนี้เป็นขั้นตอนที่เราใกล้ชิดกับการทำงานของอีกฝ่ายมากที่สุด ซึ่งจะทำให้เรามีโอกาสเห็นถึงสภาพแวดล้อมการทำงานและเพื่อนร่วมงาน (ในอนาคต) ได้
.
สิ่งที่เราควรทำคือการพิจารณาว่าบริษัทมีวิธีการจัดการกับกระบวนการสัมภาษณ์โดยรวมอย่างไรบ้าง เช่น การสังเกตดูว่าผู้สัมภาษณ์ได้ทำการบ้านเกี่ยวกับตัวเรามาดีพอหรือไม่ หรือแค่ถามคำถามไปเรื่อยๆ แบบไม่ได้ให้ความสนใจในตัวเรา
.
นอกจากนี้แล้วเรายังสามารถถามคำถามที่สงสัยเกี่ยวกับองค์กรได้อีกด้วย เพราะฉะนั้นให้เตรียมคำถามไปให้ดี ตัวอย่างคำถามที่ควรถามเช่น
.
[ ] ถ้าลูกน้องในทีมทำงานผิดพลาด ในฐานะที่เป็นหัวหน้าคุณจะจัดการกับปัญหานี้อย่างไร
[ ] คุณชอบอะไรและไม่ชอบอะไรในการทำงานที่นี่
[ ] ที่นี่มีการฟีดแบ็กการทำงานกันอย่างไรบ้าง
[ ] Work-life balance สำหรับคุณคืออะไร
[ ] คุณคิดว่าคนแบบไหนที่เหมาะกับการทำงานที่นี่
.
จะเห็นได้ว่า นอกจากเลือกงานที่ใช่และเงินเดือนที่พอใจแล้ว การพิจารณาถึงวัฒนธรรมองค์กรโดยรวมก็เป็นสิ่งสำคัญไม่แพ้กัน รวมถึงวิธีการในการจับตาดูก็ถือว่าไม่ใช่เรื่องที่ทำได้ยาก ถ้าทำได้แต่ละขั้นตอนจะให้ข้อมูลที่มีค่ากับเรามากๆ ตั้งแต่กระบวนการทำงาน วิสัยทัศน์ของผู้นำ ไปจนถึงวัฒนธรรมองค์กร
.
ถ้าเรารู้สึกว่าช่วงก่อนสมัครงานและระหว่างสัมภาษณ์งานเจอสัญญาณว่าบริษัทนั้นๆ ไม่เหมาะกับเราตั้งแต่ต้น เราก็จะไหวตัวทันและค้นหางานที่ใช่ต่อไปได้
.
.
แปลและเรียบเรียง
- 5 Fast Ways to Figure Out if a Company's Right for You (or if You Should Back Away Slowly) : Melissa Suzuno, The Muse - https://bit.ly/3jkca9d
- The Complete Guide to Researching a Company : Indeed - https://bit.ly/3PVY6zd
- 15 Company Culture Questions To Ask During an Interview : Indeed - https://bit.ly/3Gln5sv
- 3 Overlooked Ways To Find The Right Company For You : Adunola Adeshola, Forbes - https://bit.ly/3I41WnP
.
#worklife
#missiontothemoon
#missiontothemoonpodcast

Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...