โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ต่างประเทศ

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ “เมืองโบราณ” ของอาณาจักรมายา-ซ่อนตัวในป่าทึบเม็กซิโก

Khaosod

อัพเดต 30 ต.ค. 2567 เวลา 03.41 น. • เผยแพร่ 29 ต.ค. 2567 เวลา 15.35 น.

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ - บีบีซี รายงานการค้นพบเมืองโบราณขนาดใหญ่ใน “อาณาจักรมายา” อีกแห่งที่ซ่อนตัวในป่าทึบของ ประเทศเม็กซิโก การค้นพบครั้งล่าสุดนี้ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารวิชาการอินทิควิตีเผยแพร่ข้อมูลน่าสนใจว่าเมืองโบราณที่เพิ่งค้นพบในรัฐกัมเปเช ทางตะวันออกเฉียงใต้ ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้างมากมาย สะท้อนให้เห็นถึงความศิวิไลซ์ของชาวมายา

นักวิทยาศาสตร์พบเมืองแห่งนี้จากการใช้ “เทคโนโลยีไลดาร์” หรือการตรวจจับแสงและการวัดระยะ โดยใช้เครื่องบินยิงแสงเลเซอร์หลายพันพัลส์เพื่อทำแผนที่สามมิติทำให้พบเมืองที่น่าจะมีประชากรเคยอาศัยอยู่หนาแน่นรองจากเมืองกาลักมุ ในรัฐกัมเปเช ห่างออกไปประมาณ 100 กิโลเมตรซึ่งเชื่อว่าเป็นเมืองที่ชาวมายาอาศัยอยู่มากที่สุดในละตินอเมริกาสมัยโบราณ

The ruins were found in eastern Mexico, in Campeche. A huge Maya city has been discovered centuries after it disappeared under jungle canopy in Mexico. Archaeologists found pyramids, sports fields, causeways connecting districts and amphitheatres in the southeastern state of Campeche. /BBC/

นายลุค ออลด์-โธมัส นักศึกษาปริญญาเอกสาขาโบราณคดี มหาวิทยาลัยทูเลน สหรัฐอเมริกา ค้นพบเมืองนี้โดยบังเอิญขณะใช้กูเกิลค้นหาข้อมูลและเห็นภาพสำรวจโดยใช้ไลดาร์ซึ่งจัดทำโดยองค์กรตรวจสอบสิ่งแวดล้อมของเม็กซิโก

เมื่อประมวลผลข้อมูลด้วยวิธีการที่นักโบราณคดีใช้ทำให้เห็นสิ่งที่คนอื่นไม่เห็น นั่นก็คือเมืองโบราณขนาดใหญ่ที่อาจเคยเป็นที่อยู่อาศัยของประชาชน 30,000-50,000 คนในช่วงที่มีประชากรหนาแน่นที่สุด ระหว่างปีคริสตศักราช 750-850 มากกว่าจำนวนประชากรที่อาศัยในภูมิภาคนี้ในปัจจุบันเสียอีกและเรียกเมืองนี้ว่า “วาเลริอานา” ตามชื่อทะเลสาบในบริเวณใกล้เคียง

นายมาร์เชลโล คานูโต ผู้ร่วมเขียนงานวิจัย กล่าวว่าการค้นพบเมืองโบราณแห่งนี้เปลี่ยนทัศนคติของชาวตะวันตกที่มองอารยธรรมของคนในเขตร้อนว่าต้องดับสูญ แต่อารยธรรมมายาแสดงให้เห็นว่ามีความศิวิไลซ์และวัฒนธรรมอันซับซ้อน แม้นักโบราณคดีไม่ทราบแน่ชัดว่าอะไรเป็นต้นเหตุที่ทำให้ชาวมายาละทิ้งบ้านเมือง แต่คาดว่าการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศอาจเป็นปัจจัยหลัก

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ “เมืองโบราณ” ของอาณาจักรมายา-ซ่อนตัวในป่าทึบเม็กซิโก

The ruins were found in eastern Mexico, in Campeche. They uncovered the hidden complex - which they have called Valeriana - using Lidar, a type of laser survey that maps structures buried under vegetation. They believe it is second in density only to Calakmul, thought to be the largest Maya site in ancient Latin America /BBC/

นักวิจัยกล่าวด้วยว่าเมืองวาเลริอานาซ่อนตัวในป่าทึบและใช้เวลาเดินเขาเพียง 15 นาทีจากถนนหลักในเมืองซปูจิลซึ่งมีชาวมายาอาศัยอยู่อย่างมากมายในปัจจุบัน แต่ยังไม่มีภาพถ่ายใดๆ ของเมืองที่สาบสูญเพราะยังไม่มีใครเคยไปมาก่อน แม้ว่าชาวพื้นเมืองคาดว่าอาจมีซากปรักหักพังใต้เนินดินก็ตาม

จากการสำรวจแผนที่ทำให้พบแหล่งโบราณคดี 3 แห่งซ่อนตัวในป่าทึบ ประกอบด้วยสิ่งปลูกสร้าง 6,764 หลัง มีขนาดแตกต่างกันตั้งอยู่ในพื้นที่ประมาณ 16.6 ตารางกิโลเมตรหรือมีขนาดเท่าๆ กับเมืองเอดินบะระของสกอตแลนด์ รวมทั้งสิ่งปลูกสร้างขนาดใหญ่ตั้งอยู่ห่างกันประมาณ 2 กิโลเมตรซึ่งมีเส้นทางเชื่อมกันและมีการสร้างบ้านเรือนอยู่หนาแน่น

อีกทั้งมีลานกว้าง 2 แห่งซึ่งเป็นที่ตั้งพิรามิด สถานที่ศักดิ์สิทธิ์ซึ่งชาวมายามาสักการะ รวมทั้งฝังศพพร้อมกับสมบัติล้ำค่า เช่น หน้ากากหยกไว้ที่นั่น นอกจากนี้ยังมีสนามสำหรับให้เล่นบอลแบบโบราณและยังมีหลักฐานว่ามีอ่างเก็บน้ำ 1 แห่ง

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ “เมืองโบราณ” ของอาณาจักรมายา-ซ่อนตัวในป่าทึบเม็กซิโก

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ - ภาพประกอบ - A four-story tower at Palenque is thought to have been used for defensive and ritual purposes. It was a Lidar survey, a remote sensing technique which fires thousands of laser pulses from a plane and maps objects below using the time the signal takes to return. Photograph by Macduff Everton, Nat Geo Image Collection

ขณะที่ นางเอลิซาเบธ เกรแฮม จากมหาวิทยาลัยคอลเลจลอนดอนของอังกฤษ ซึ่งไม่ได้ร่วมเขียนงานวิจัยชิ้นนี้ กล่าวว่าการค้นพบล่าสุดนี้ตอกย้ำให้เห็นว่าชาวมายาอาศัยในเมืองที่มีความซับซ้อน ไม่ได้อยู่ในหมู่บ้านที่ตั้งอยู่อย่างโดดเดี่ยวและไม่ได้อยู่ในป่า

งานวิจัยชิ้นนี้ยังชี้ให้เห็นว่าสาเหตุหนึ่งที่ทำให้อารยธรรมมายาล่มสลายตั้งแต่คริสตศักราช 800 ก็คือ การมีประชากรหนาแน่นเกินไปและต้องเผชิญกับปัญหาจากสภาพอากาศ นายลุคอธิบายว่าจากการศึกษาภูมิประเทศทำให้เห็นว่าแม้แต่ในช่วงหน้าแล้งก็ยังมีคนอยู่หนาแน่น ไม่มีที่อื่นรองรับการขยายตัวของเมือง ดังนั้นปัญหาทั้งหมดอาจคลี่คลายเมื่อผู้คนเดินทางออกจากเมือง นอกจากนี้สงครามและการที่ถูกชาวสเปนบุกเมื่อศตวรรษที่ 16 ยังมีส่วนทำให้เมืองของชาวมายาล่มสลาย

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ “เมืองโบราณ” ของอาณาจักรมายา-ซ่อนตัวในป่าทึบเม็กซิโก

ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ - ภาพประกอบ - The city, which was about 16.6 sq km, had two major centres with large buildings around 2km apart, linked by dense houses and causeways. Photograph by Macduff Everton, Nat Geo Image Collection

นายมาร์เชลโลกล่าวว่าเทคโนโลยีไลดาร์ช่วยให้นักโบราณคดีสำรวจพื้นที่รกชัฏในเขตร้อนและพบโลกแห่งอารยธรรมที่สาบสูญ เมื่อเริ่มชีวิตการทำงานตนสำรวจพื้นที่ด้วยการเดินและใช้เครื่องมือง่ายๆ สำรวจไปทีละนิ้ว แต่เมื่อมีการนำไลดาร์มาใช้ในภูมิภาคมีโซอเมริกาทำให้ย่นย่อเวลาในการสร้างแผนได้ถึง 10 เท่า จากเดิมนักโบราณคดีรุ่นก่อนๆ ต้องใช้เวลาทำแผนที่นานนับศตวรรษ

แต่ข้อเสียจากการค้นพบเมืองมายาโบราณด้วยการใช้ไลดาร์คือ ยังมีเมืองสาบสูญมากมายรอให้ค้นพบและไม่คิดว่าจะขุดค้นได้ทุกแห่ง แต่ตนจะต้องไปที่เมืองวเลริอานาเพราะอยู่ใกล้ถนนและจะทำโครงการสำรวจอย่างแน่นอน

ข่าวที่เกี่ยวข้อง:

อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : ใช้เทคโนโลยีไลดาร์พบ “เมืองโบราณ” ของอาณาจักรมายา-ซ่อนตัวในป่าทึบเม็กซิโก

ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
- Website : https://www.khaosod.co.th

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...