เผยทริคออมเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน จัดสรรอย่างไร..ให้มีเงินใช้ในยามฉุกเฉิน
เป็นเรื่องยุ่งยากลำบากใจสำหรับผู้ที่ทำงานประจำและได้รับค่าตอบแทนเป็นรายเดือน หรือที่เรามักเรียกกันว่า “มนุษย์เงินเดือน” อยู่ไม่น้อย สำหรับปัญหาการเก็บออมเงิน ที่ไม่ว่าจะพยายามยังไงก็ดูเหมือนจะไม่ได้ผล เพราะมักจะเผลอหยิบยืมเงินของตัวเองที่เก็บออมเอาไว้อยู่เสมอ หรือในบางรายอาจถึงขั้นยังไม่ทันได้เก็บออมก็เผลอใช้ไปหมดเสียก่อน
โดยปัญหาหลัก ๆ ของกลุ่มนี้คือการได้รับเงินเป็นก้อนใหญ่ในครั้งเดียว ทำให้ยากต่อการแบ่งสรรปันส่วน เพราะเมื่อหากจะลองแบ่งไปออมบางส่วน ก็จะรู้สึกว่ามากไป จนอาจเกิดความรู้สึกเสียดาย เพราะยังมีภาระค่าใช้จ่ายอื่น ๆ รออยู่ และด้วยปัญหานี้ ทำให้ Wealthy Thai ได้ทำการสำรวจวิธีการเก็บออมเงินฉบับมนุษย์เงินเดือน 2 รูปแบบมาฝากกัน เพื่อเป็นตัวช่วยในการเก็บออมให้กลายเป็นเรื่องง่ายยิ่งขึ้น
รูปแบบที่ 1 เป็น 3 วิธีการเก็บออมจาก SET Investnow โดยมีรายละเอียด ดังนี้
1.วางแผนการใช้จ่าย
การวางแผนการใช้จ่าย ถือเป็นสิ่งที่ต้องทำอันดับแรก เริ่มด้วยการทำบัญชีรายรับรายจ่ายของแต่ละวัน เพื่อให้เห็นถึงพฤติกรรมการใช้เงินของเราว่าเป็นอย่างไร และเงินรั่วไหลตรงไหน และเมื่อรู้ถึงปัญหา ก็จะทำให้สามารถวางแผนปิดรูรั่วนั้นได้ ทำให้มีเงินเหลือออมมากยิ่งขึ้น
2.ออมก่อนใช้
อีกวิธีหนึ่งที่จะช่วยให้สามารถออมเงินได้ทันที คือ เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชี ให้หักเงินบางส่วนไว้เป็นเงินออม ซึ่งการทำแบบนี้จะช่วยให้มีเงินออมอย่างสม่ำเสมอ แถมยังช่วยสร้างวินัยการออมเงินให้ดีขึ้นด้วย โดยจำนวนเงินที่ต้องการออมขึ้นอยู่กับความสามารถของแต่ละบุคคล โดยอาจเริ่มต้นการออมด้วยสัดส่วน 10% ของเงินเดือนก่อน เช่น เงินเดือน 15,000 บาท หักเป็นเงินออม 1,500 บาท โดยใช้วิธีฝากเข้าบัญชีออมทรัพย์ไว้ยามฉุกเฉิน หรือจะหักเป็นเงินลงทุนในกองทุนรวมก็ได้เช่นกัน และเมื่อมีรายได้เพิ่มมากขึ้น ก็เพิ่มสัดส่วนขึ้นตาม ก็จะส่งผลให้มีการออมเงินได้มากขึ้นตามไปด้วย
3.สำรวจสวัสดิการ สร้างโอกาสออมเงินเพิ่ม
โดยเมื่อเราเริ่มต้นทำงานโดยเฉพาะมนุษย์เงินเดือน มักจะมีสวัสดิการที่เป็นตัวช่วยในการออมเงินอยู่ โดยเฉพาะกองทุนสำรองเลี้ยงชีพที่จะเป็นตัวช่วยหนึ่งในการออมเงิน แถมยังได้รับเงินสมทบจากนายจ้างอีกด้วย ซึ่งนับเป็นอีกหนึ่งตัวช่วยที่จะสร้างเงินออมระยะยาวให้เพิ่มขึ้นได้อีกหนึ่งทาง
ทั้งนี้ หากวิธี 1 ยังไม่ดึงดูดใจ Wealthy Thai ก็ยังมีอีกรูปแบบมาฝาก จากธนาคารไทยพาณิชย์ ด้วยสูตรบริหารเงินแบบ 50-30-20
โดยสูตร 50 - 30 - 20 คือการแบ่งสัดส่วนรายได้ตามหมวดหมู่ที่วางแผนเอาไว้เพื่อให้เกิดความชัดเจนต่อการใช้จ่ายในแต่ละเดือน คือ เมื่อเงินเดือนเข้าบัญชีก็จัดการแบ่งออกเป็น 3 ก้อน ยกตัวอย่าง เช่น เงินเดือน 20,000 บาท ให้แบ่งเป็น 10,000 บาท : 6,000 บาท : 4,000 บาท
อย่างไรก็ดี เงินเดือนที่นำมาคิดคำนวณในสูตรนี้ควรเป็นเงินหลังหักภาษี เงินที่สมทบเข้าในกองทุนสำรองเลี้ยงชีพ (ถ้าเป็นข้าราชการก็เป็นเงินที่หลังหักเข้าสู่ กบข.) และหลังหักเข้ากองทุนประกันสังคม แล้วค่อยนำมาแบ่งเป็นเงิน 3 ก้อน
สำหรับการรายละเอียดการใช้สูตร 50-30-20 บนสมมติฐานเงินเดือน 20,000 บาท ได้แก่
ก้อนแรก 50% คือ 10,000 บาท
ส่วนนี้เป็นเงินสำหรับใช้จ่ายประจำในแต่ละเดือน เช่น กินอยู่ ค่ากิน ค่าผ่อนรถ ผ่อนคอนโดมิเนียม จ่ายหนี้บัตรเครดิต รวมถึงให้พ่อแม่ โดยเงินก้อนนี้จะใช้จ่ายเพื่อความจำเป็น (Needs) ต่อการดำรงชีวิต ไม่ใช่เพื่อความต้องการ (Wants) ดังนั้น ก่อนตัดสินใจต้องแน่ใจว่าใช้จ่ายเพื่อความจำเป็นจริง ๆ เท่านั้น
ก้อนถัดมา 30% คือ 6,000 บาท
เป็นเงินสำหรับใช้เพื่อสร้างความสุข เช่น ทานอาหารนอกบ้าน ช้อปปิ้ง ท่องเที่ยว รวมถึงค่าใช้จ่ายเล็ก ๆ น้อย ๆ เช่น ค่าน้ำ ค่าไฟ ค่ามือถือ เป็นต้น อย่างไรก็ตาม ถึงแม้จะเป็นเงินจ่ายเพื่อให้รางวัลกับตัวเอง แต่ควรคิดให้รอบคอบว่าเพื่อความจำเป็นจริงๆ เช่น เมื่อเดือนที่แล้วซื้อรองเท้า 1 คู่ ดังนั้น อีก 5 เดือนนับจากนี้ก็ควรงดซื้อ หรือตั้งเป้าหมายว่าจะทานอาหารนอกบ้านไม่เกินเดือนละ 2 ครั้ง เป็นต้น หากเป็นเช่นนี้จะทำให้การใช้จ่ายเงินอยู่ในงบประมาณที่วางเอาไว้
ก้อนสุดท้าย 20% คือ 4,000 บาท
เป็นเงินเก็บออม วิธีการ คือ แบ่งเงินออกเป็นก้อน ๆ ตามเป้าหมายที่วางเอาไว้ เช่น 1,000 บาท เก็บเพื่อเอาไว้ใช้ยามฉุกเฉิน, 1,000 บาท, เพื่อเตรียมซื้อบ้าน อีก 2,000 บาท และเพื่อเตรียมไว้ใช้หลังเกษียณ เป็นต้น
ทั้งนี้ การแบ่งเงินในแต่ละส่วนให้ชัดเจนจะช่วยให้วางแผนการเงินและควบคุมค่าใช้จ่ายได้ดีขึ้น แต่ก็ควรมีความยืดหยุ่นสามารถปรับเปลี่ยนสูตรได้ตามความเหมาะสมของอายุ รายได้ ค่าใช้จ่าย ภาระหนี้สิน รวมถึงเป้าหมายทางการเงิน เช่น ช่วงอายุน้อย ๆ ใช้สูตร 60 : 25 : 15, เมื่อหน้าที่การงานมั่นคง เงินเดือนสูงขึ้นก็ปรับสูตรเป็น 50 : 30 : 20 และเมื่ออายุ 50 ปี ปรับเป็นสูตร 45 : 25 : 30 เป็นต้น