โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ห้างปิดตัว-โรงงานล้มเกลื่อน-ร้านปล่อยเซ้ง-โครงการบ้านขายไม่ออก เรากำลังเจอกับวิกฤติเศรษฐกิจอะไร?

Thairath Money

อัพเดต 09 ก.ย 2567 เวลา 03.52 น. • เผยแพร่ 09 ก.ย 2567 เวลา 03.47 น.
ภาพไฮไลต์

“ต้มกบ” ที่ไม่ได้หมายถึงเมนูอาหาร แต่คือนิยามใช้เรียกภาวะเศรษฐกิจที่ว่ากันว่า “ประเทศไทย” กำลังเผชิญอยู่ในเวลานี้ (เศรษฐกิจที่ซบเซาอย่างช้า ๆ ค่อยเป็นค่อยไป โดยที่เราต่างไม่รู้เนื้อรู้ตัว คล้ายกบที่ถูกต้มในอุณหภูมิต่ำ ๆ จนถึงจุดเดือด)

นี่คือข่าวดัง ภาพสะท้อนของเศรษฐกิจไทย ภายใต้ GDP ครึ่งปีแรก ปี 2567 ที่ถูกระบุว่า ยังขยายตัวได้ต่อเนื่อง 1.9% อย่างไรก็ดี เริ่มมีการวิพากษ์วิจารณ์จากนักเศรษฐศาสตร์บางส่วนแล้วว่า การที่รัฐบาล ติดตามและเฝ้ามองเฉพาะตัวเลข GDP อาจไม่เพียงพอ

เพราะหากย้อนไป จะพบว่า แม้ในช่วงที่ผ่านมาการเติบโตของ GDP ไทยจะยังคงเป็นบวก นักท่องเที่ยวกลับมาฟื้นตัว ทำให้หลายฝ่ายคาดว่าเศรษฐกิจไทยกำลังฟื้นตัวได้ดีแต่การฟื้นตัวดังกล่าวสะท้อนภาพที่แตกต่างกันอย่างมากในแต่ละภาคส่วน โดยยังมีหลายภาคเศรษฐกิจที่ยังหดตัวหรือเติบโตได้ช้าอย่างมีนัยสำคัญ

ซึ่งการเติบโตที่แตกต่างกันมากในแต่ละภาคเศรษฐกิจ กำลังชี้ให้เห็นว่า GDP ที่พอเติบโตได้ เป็นภาพที่ไม่สมบูรณ์เพราะสถานการณ์เศรษฐกิจในหลายภาคส่วนยังคงอยู่ในทิศทางที่ปรับตัวแย่ลง เช่น ข้อมูลสะท้อนผลกระทบที่รุนแรงขึ้นจากสัญญาณการปิดตัวของโรงงานอุตสาหกรรมที่เร่งตัวขึ้นมาก

จุดเปราะบางเก่าเพิ่งสะท้อนปัญหาออกมา

ขณะเดียวกัน ตั้งแต่การปิดเมืองช่วงการแพร่ระบาดของโควิด-19 ก็ยังส่งผลกระทบต่อรายได้ของครัวเรือนและเงินเฟ้อ ทำให้การบริโภคในประเทศขยายตัวได้ช้าอย่างมาก

“เศรษฐกิจไทยยังคงเติบโตได้ต่ำกว่าระดับก่อนโควิด-19 และฟื้นตัวได้ค่อนข้างช้าเมื่อเทียบกับประเทศเพื่อนบ้าน”

“ไม่เพียงเฉพาะเศรษฐกิจที่โตได้ช้าลง ความจริงแล้วเศรษฐกิจไทยมีจุดเปราะบางที่เพิ่มขึ้น และเศรษฐกิจไทยในหลายภาคส่วนชะลอตัวมาตั้งแต่ก่อนโควิดแต่เพิ่งสะท้อนปัญหาที่ชัดเจนขึ้นในช่วงนี้”

บางส่วนบางตอนของบทวิเคราะห์ KKP Research ซึ่งเศรษฐกิจไทยยังถูกวิเคราะห์ว่า อาจกำลังเข้าสู่วัฏจักรการจ่ายหนี้คืน (Deleveraging Cycle) สะท้อนจากยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ที่หดตัวลงต่อเนื่อง เป็นผลมาจากหนี้ครัวเรือนที่อยู่ในระดับสูงมากในปัจจุบันและรายได้ครัวเรือนที่เติบโตช้า ส่งผลให้ธนาคารพาณิชย์เข้มงวดมากขึ้นในการปล่อยสินเชื่อ

การชะลอตัวส่งผลให้แม้การบริโภคในภาพรวมขยายตัวได้ดีขึ้นจากภาคบริการ แต่การบริโภคสินค้าคงทนโดยเฉพาะการบริโภครถยนต์และบ้านเติบโตติดลบอย่างหนักและยังไม่มีสัญญาณฟื้นตัว

เปรียบเทียบวิกฤติเศรษฐกิจไทย 3 ยุค ในยุค "ต้มกบ"

ทั้งนี้ “บริสุทธิ์ กาสินพิลา” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร โฮมบายเออร์กรุ๊ป นักธุรกิจผู้คว่ำหวอดในวงการอสังหาฯ ไทย ได้ถ่ายทอดประสบการณ์และให้มุมมองชวนคิด ผ่านการซบเซาของตลาดบ้าน เมื่อเทียบกับ 2 วิกฤติ อย่างวิกฤติ “ต้มยำกุ้ง” และวิกฤติ “โควิด-19” อะไรหนักหนา สาหัสกว่ากัน? หากบ้าน ที่เป็นปัจจัย4 ยังสั่นคลอนจากภาวะเศรษฐกิจ

วิกฤติค่าเงินบาทปี 2540

ประเทศไทยเปิดเสรีการเงินในการนำเข้าหรือส่งออกเงินตราต่างประเทศ แต่อัตราแลกเปลี่ยนยังคง Fix ที่เรียกว่าระบบตะกร้า ทำให้มีการกู้เงินต่างประเทศเข้ามาเป็นจำนวนมากเพราะอัตราดอกเบี้ยถูกกว่า

ไทยถูก “เฮดฟันด์” โจมตีค่าเงิน จนสุดท้ายต้องยอมถอยปรับลดอัตราแลกเปลี่ยนจาก 25 บาทต่อดอลลาร์ เป็นประมาณ 50 บาทต่อดอลลาร์

ธุรกิจที่ได้รับความเสียหายก็คือธุรกิจที่กู้เงินต่างประเทศ อันดับแรกเลย สถาบันการเงิน จนต้องปิดสถาบันการเงินระลอกแรก 56 แห่งทันที ถัดมาธุรกิจอสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นธุรกิจใช้เงินทุนสูงต้องกู้ธนาคารมาก

โดยเฉพาะบริษัทอสังหาฯ ที่เตรียมเข้าตลาดหลักทรัพย์ยุคโน้นที่ตลาดฯ มีเงื่อนไขว่า ต้องมีแลนด์แบงก์สำหรับทำโครงการไม่ต่ำกว่า 5 ปี ค่าเงินบาทตก หนี้เพิ่มทันทีเท่าตัว ส่วนบริษัทอสังหาฯ ที่ไม่ได้กู้เงินต่างประเทศ แต่เมื่อสถาบันการเงินทั้งบริษัทเงินทุนหลักทรัพย์และธนาคารถูกปิด ก็ไม่มีเงินทำโครงการต่ออยู่ดี

อย่างไรก็ดี วิกฤติปี 2540 มีธุรกิจที่ได้รับประโยชน์คือธุรกิจส่งออกสินค้า อาทิ สินค้าอาหารทะเล สินค้าเกษตร เฟอร์นิเจอร์ เมื่อค่าเงินบาทต่ำลงสินค้าไทยในตลาดโลกก็มีราคาถูกลง ทำให้ผู้ส่งออกไทยขายได้ราคาสูงขึ้นกว่าเดิม และได้รับการสั่งซื้อมากขึ้น
ในวงการอสังหาฯ จึงเกิดโครงการบ้านราคาแพงระดับ 40 ล้านบาทต่อหลังเป็นครั้งแรกที่ถนนพระราม 2 เป็นย่านแรกรองรับฐานะเจ้าของกิจการส่งออกสินค้าอาหารทะเลมหาชัย

ส่วนประชาชนพนักงานกินเงินเดือนยุค 2540 ก็ขึ้นกับว่าทำงานกับบริษัทกลุ่มธุรกิจใด อย่างไรก็ดี การฟื้นตัวจากวิกฤติ 2540 ถือว่าไม่นานนัก 1-2 ปีเท่านั้น

วิกฤติโควิด-19 ปี 2563-2564

เป็นวิกฤติที่เกิดขึ้นแบบไม่รู้ตัวล่วงหน้า ตอนแรกที่เกิดยังไม่มีวัคซีน ยังไม่รู้ว่าต้องใช้เวลานานเท่าใดจึงจะควบคุมโรคได้ ดังนั้นเมื่อตอนโควิดแพร่ระบาดประชาชนมีความตื่นตระหนก วิตกกังวล ส่วนภาคธุรกิจบ้านคอนโดมีความยากในการจัดทำแคมเปญการตลาด เพราะคนไม่ออกจากบ้าน และบางช่วงก็มีการล็อกดาวน์ห้ามคนออกจากบ้าน

แต่ผ่านไปสัก 6 เดือนก็ปรับตัวกันได้ คนมีที่ต้องการซื้อบ้านก็ไปเยี่ยมชมโครงการ แคมเปญการตลาดบ้านคอนโดก็ได้รับการตอบรับพอสมควร ช่วงโควิด-19 ระบาด 2563-2564 นั้น กำลังซื้อของตลาดยังมี การปฏิเสธปล่อยกู้สินเชื่อรายย่อยเพื่อซื้อบ้านยังไม่สูงมาก อุปสรรคคือความไม่สะดวกในการออกจากบ้านไปเยี่ยมชมโครงการที่สนใจ ซึ่งเห็นได้ชัดจากสถิติการเข้าดูโครงการบ้านคอนโดในเว็บไซต์ที่เป็นมาร์เก็ตเพลสสำคัญ ๆ ของตลาด ไม่เพียงแต่ไม่ลดลง หากยังเพิ่มสูงขึ้นมากกว่าเดิมด้วยซ้ำ

แถมยังมีปรากฏการณ์เกิดกลุ่มกำลังซื้อใหม่ โดยตั้งแต่ประมาณเดือนเมษายน 2563 พบว่ามีการค้นหาบ้านโครงการระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปมากกว่าสถิติปีก่อน ๆ นั้น ถึงประมาณกลางปีเดียวกัน ก็ทราบว่ามีการจองซื้อบ้านระดับราคา 10 ล้านบาทขึ้นไปมากขึ้นทั้งในกรุงเทพฯ และภูมิภาค

และเกิดปรากฏการณ์ที่เรียกได้ว่า “บูม” อย่างไม่เคยปรากฏมาก่อนในตลาดธุรกิจรับสร้างบ้าน โดยมีลูกค้าใช้บริการธุรกิจรับสร้างบ้านระดับราคาสูงมาก ตั้งแต่หลายสิบล้านจนถึง 100 ล้านบาทเป็นจำนวนมาก ทั้งในกรุงเทพฯ ปริมณฑลและต่างจังหวัด

โดยรวมวิกฤติโควิด-19 จึงกระทบอสังหาฯ ไม่มาก ซ้ำยังมีผลทางบวกทำให้ผู้มีฐานะมั่งคั่งมีเงินออมมาก ตัดสินใจควักเงินออมออกมาซื้อบ้านราคาแพงและสร้างบ้านราคาสูงจำนวนมาก ต่อเนื่องมาอีกหลายปี

วิกฤติ “ต้มกบ” นิยามเศรษฐกิจไทยในยามนี้

เป็นวิกฤติที่จู่ ๆ ก็เจอว่ากำลังซื้อสินค้าบริการในตลาดหายวูบไปเฉย ๆ โดยเฉพาะสินค้าราคาสูง บ้านจัดสรร คอนโดมิเนียม พบว่าจำนวนลูกค้าแวะเยี่ยมชมโครงการลดลง จำนวนการจองซื้อลดลงในปี 2567 ตั้งแต่ช่วงต้นปีเป็นต้นมา และชัดเจนยิ่งขึ้นในกลางปี

ขณะเดียวกันสถาบันการเงินก็มีความเข้มงวดการปล่อยสินเชื่อเพื่อซื้อที่อยู่อาศัยบ้านคอนโดมากขึ้น ๆ จนทำให้ที่อยู่อาศัยระดับราคาต่ำกว่า 3 ล้านบาทถูกปฏิเสธปล่อยกู้มากกว่า 50% ถึง 70% แล้วค่อย ๆ ลามขึ้นมาระดับ 5 ล้านบาท, ระดับ 7 ล้านบาท จนกระทั่งระดับ 10 ล้านบาทขึ้นไป ก็เริ่มถูกปฏิเสธปล่อยกู้ประมาณ 10% แล้ว

เกิดอะไรขึ้นกับเศรษฐกิจ กับตลาด ทั้งปีเมื่อปี 2565-2566 ที่เพิ่งผ่านไป เป็นปีที่บริษัทอสังหาฯ ผู้นำตลาดทำลายสถิติยอดขาย ยอดกำไร นิวไฮกันเป็นว่าเล่น

ย้อนกลับไปดูข้อมูลเศรษฐกิจมหภาคจะพบว่า 10 กว่าปีมานี้รายได้ประชาชาติหรือ GDP ไทยต่ำเตี้ยต่อเนื่อง คิดเป็นรายได้ที่แท้จริงแค่ประมาณเกือบ 2% เท่านั้นเอง เนื่องจากเศรษฐกิจไทยไม่มีอะไรใหม่ ไม่มี new S-curve ไม่มีเมกะโปรเจ็กใด ๆ โครงสร้างเศรษฐกิจการผลิต การส่งออกเหมือนเดิม จึงทำให้ทุกวันนี้ มีแต่ข่าวโรงงานอุตสาหกรรมแบบเดิมที่ปรับตัวไม่ทัน

แข่งขันไม่ได้ ทยอยปิดโรงงานและเลิกจ้างอย่างต่อเนื่อง จนธนาคารที่ปล่อยสินเชื่อที่อยู่อาศัยต้องตรวจสอบก่อนว่าผู้ยื่นกู้ทำงานโรงงานประเภทใด บริษัทอะไร หากไม่ใช่ก็ปฏิเสธปล่อยกู้ที่ผ่านมา 2-3 ปีหรือหลายปีก่อนหน้านี้ กำลังซื้อยังมี ไม่มีอาการ “วูบ” เหมือนปีนี้

คำตอบน่าจะประมาณว่า แม้ก่อนนี้รายได้ที่แท้จริงของผู้ซื้อจะไม่เพิ่มขึ้นหรือลดลงแล้ว แต่ก็ยังสามารถกู้จากสถาบันการเงินต่าง ๆ มาซื้อบ้านซื้อรถยนต์ได้กู้มาเรื่อย ๆ จนหนี้ครัวเรือนที่เคยอยู่แถว 50% ของ GDP ขึ้นมาทะลุ 90% จนสถาบันการเงินไม่กล้าปล่อย ก็ซื้อไม่ได้ กำลังซื้อก็เลยวูบหายไปแบบนี้

สรุป เปรียบเทียบ 3 วิกฤติเศรษฐกิจ

วิกฤติค่าเงินบาท 2540 เกิดขึ้นเร็ว มีธุรกิจได้รับความเสียหายจำนวนมาก แต่ก็มีธุรกิจที่ได้รับประโยชน์จำนวนไม่น้อย เนื่องจากเป็นวิกฤติการเงินรัฐนำเอาเงินและเครดิตมาอุ้ม มีมาตรการทางกฎหมายบังคับลูกหนี้เจ้าหนี้ปฏิบัติตาม การเปลี่ยนแปลงแก้ปัญหาจึงทำได้เร็ว และการฟื้นตัวก็เกิดขึ้นได้ไม่นานหลังจากนั้น

วิกฤติโควิด-19 ปี 2563-2564 ซึ่งเป็นโรคระบาดที่เกิดขึ้นทั่วโลก ธุรกิจต่าง ๆ ได้รับผลกระทบถ้วนหน้าจากการ “ล็อกดาวน์” หรือการเดินทางไปไหนมาไหนไม่สะดวก โดยเฉพาะธุรกิจท่องเที่ยว แต่เมื่อสามารถควบคุมการแพร่ระบาดได้ มีวัคซีน ธุรกิจต่าง ๆ ก็กลับสู่สภาพปกติ

วิกฤติกำลังซื้อต่ำปี 2567 เป็นปัญหาสะสมแบบไม่รู้ตัว จึงเรียกว่า “ต้มกบ” เหตุเนื่องจากโครงสร้างการผลิตและการส่งออกของประเทศเก่าล้าหลังไม่ทันกับตลาดโลกที่เปลี่ยนไปมากแล้ว ทำให้ไม่มีความสามารถแข่งขันต้องทยอยปิดกิจการและเลิกจ้างไป ทำให้เงินลงทุนจากต่างประเทศไม่ไหลเข้ามาลงทุนและยังไหลออกอย่างต่อเนื่อง

การแก้ไขต้องเปลี่ยนแปลงโครงสร้างการผลิตและการส่งออกของประเทศ เป็นเรื่องใหญ่ต้องใช้ความเห็นพ้องและเอกภาพอย่างมากในการดำเนินการ ซึ่งเป็นช่วงเวลาเดียวกันกับการเมืองของประเทศซึ่งต้องใช้อำนาจรัฐบาลเพื่อเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเศรษฐกิจ ก็มีปัญหาโครงสร้างทางการเมืองที่ล้าหลังเช่นเดียวกัน

เลยไม่รู้ว่าจะเริ่มจากปัญหาไหนก่อนหลังดี หรือปัญหาทั้งเศรษฐกิจการเมืองจะสะสมหมักหมมที่สุดจนไม่ไหวเกิดระเบิดเปลี่ยนแปลงโครงสร้างเองที่แน่ ๆ ถ้าวัดเฉพาะยอดขายรายได้ของธุรกิจต่าง ๆ เวลานี้แย่กว่าวิกฤติโควิด-19 แล้ว จริงหรือไม่ ?

ที่มา : สภาพัฒน์ ,KKP Research , REIC ,Borisud Kasinpila

ติดตามข้อมูลด้านเศรษฐกิจและนโยบายรัฐบาล กับ ThairathMoney ได้ที่

https://www.thairath.co.th/money/economics/thailand_econ

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...