อ่านอดีต ปัจจุบัน อนาคตของสังคมญี่ปุ่นและไทยผ่าน ‘โดราเอมอน’
โดราเอมอน เป็นการ์ตูนที่เกิดขึ้นปลายทศวรรษ 1960 หลังจากญี่ปุ่นฟื้นตัวจากเถ้าถ่านของสงครามโลกครั้งที่ 2 บนพื้นฐานการสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกาไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองหรือเศรษฐกิจ เกียรติภูมิระดับนานาชาติแรกที่ญี่ปุ่นได้รับก็คือ การเป็นเจ้าภาพจัดกีฬาโอลิมปิกในปี 1964 หอคอยโตเกียว และรถไฟหัวกระสุนชินกันเซนถือเป็นอีกหนึ่งสัญลักษณ์ของยุคใหม่ เช่นเดียวกับสถาปัตยกรรมล้ำสมัยในมหกรรมกีฬาดังกล่าว ไม่นานเมืองโอซาก้าก็ได้เป็นเจ้าภาพงาน World Expo ในปี 1970 อีกด้วย
ญี่ปุ่นกลายเป็นประเทศที่ประสบความสำเร็จทางการพัฒนาเศรษฐกิจจากฐานเดิม ที่มีมาตั้งแต่ช่วงยุคเมจิเมื่อร้อยกว่าปีที่แล้ว ระดับการศึกษาและผู้ประกอบการรายย่อยเป็นส่วนหนึ่งของสังคมร่วมกับวัฒนธรรมการทำงานอย่างหนัก การสนับสนุนจากสหรัฐอเมริกา ทำให้ญี่ปุ่นสร้างมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจขึ้นมาอีกครั้งจนกลายเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่เป็นอันดับสองของโลกรองจากสหรัฐอเมริกาเพียงเท่านั้นในปี 1968 [1]
บทความนี้จะชวนผู้อ่านนั่งไทม์แมชชีนไปดูสังคมญี่ปุ่นและไทยที่โดราเอมอนได้ไปประทับรอยความเปลี่ยนแปลงทิ้งไว้ ว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
สงครามเย็น การเมือง และเทคโนโลยี
ปี 1969 เป็นปีที่มนุษย์สามารถไปถึงดวงจันทร์ได้ การแข่งขันทางอวกาศระหว่างสหรัฐอเมริกาและสหภาพโซเวียตเป็นภาพตัวแทนหนึ่งของสงครามเย็นที่แข่งกันรีดศักยภาพทางเทคโนโลยี ดวงจันทร์ที่เคยลี้ลับและเป็นที่มาของตำนานปรัมปรามากมาย บัดนี้ได้ถูกมนุษย์พิชิตแล้ว อย่างไรก็ตาม หากย้อนไปก่อนหน้านั้น 10 ปีที่แล้ว รองประธานาธิบดีสหรัฐอเมริกาได้ยอมรับว่าพ่ายแพ้ทางอวกาศต่อคู่แข่งด้วยตัวเอง ริชาร์ด นิกสัน เคยกล่าวไว้ในสปีชอันลือลั่นที่รู้จักกันในนาม Kitchen Debate ที่กรุงมอสโกในปี 1959 ว่า “รัฐคนงานคอมมิวนิสต์ของคุณอาจเอาชนะเราเรื่องอวกาศ…แต่ทุนนิยมที่สร้างเทคโนโลยีอย่างเครื่องซักผ้านั่นแหละที่จะช่วยยกระดับคุณภาพชีวิตมวลชนที่ทุกข์ยาก” [2]
เห็นได้ชัดว่า การเหยียบดวงจันทร์ของสหรัฐอเมริกาก็เท่ากับเหยียบหน้าคู่แข่งอย่างสหภาพโซเวียตไปด้วย แม้เทคโนโลยีที่ทันสมัยสุดขีดจะพามนุษย์ไปได้ถึงดาวเดือน แต่มันกลับเป็นเรื่องของการแสดงแสนยานุภาพของประเทศมหาอำนาจมากกว่าที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงต่อชีวิตมนุษย์อย่างการประดิษฐ์โทรทัศน์ หรือสิ่งประดิษฐ์อื่นๆ โดยเฉพาะเครื่องใช้ไฟฟ้า ในฐานะเครื่องมือของปัจเจกในครัวเรือนที่ได้มาจากการซื้อขาย
ขณะที่ความบันเทิงของเด็กญี่ปุ่นอย่างภาพยนตร์โทรทัศน์ไม่ว่าจะเป็นอุลตร้าแมน (1966) ไอ้มดแดง (1971) ขบวนการเซนไต (1975) ฯลฯ ล้วนเป็นการต่อสู้ของเหล่าฮีโร่ที่มาพร้อมกับเทคโนโลยีทำลายล้างอย่างอาวุธที่ทันสมัย หุ่นยนต์ เครื่องจักรกลเพื่อต่อสู้กับสัตว์ประหลาดจากนอกโลก ปิศาจ หรือองค์กรชั่วร้ายที่ต้องการครอบครองโลก เนื้อเรื่องชัดเจนว่าเป็นการแบ่งขาวและดำ ระหว่างความดีและความเลว เช่นเดียวกับโลกขณะนั้นที่มีอยู่สองขั้ว คือ ค่ายเสรีนิยมประชาธิปไตยที่สมาทานอุดมการณ์ทุนนิยม นำโดยสหรัฐอเมริกา และค่ายสังคมนิยมที่สมาทานแนวทางคอมมิวนิสต์ในห้วงสงครามเย็น
โดราเอมอนไม่ได้มีโครงเรื่องเช่นนั้น การต่อสู้มีอยู่เป็นครั้งคราวไม่ใช่เรื่องหลัก ยกเว้นแต่โดราเอมอน เดอะมูฟวี่บางตอนเท่านั้น ถึงที่สุดแล้วโดราเอมอนก็เป็นเรื่องความสัมพันธ์ของเด็กคนหนึ่งภายใต้ครอบครัวเดี่ยวที่เติบโตในโรงเรียนในยุคที่ญี่ปุ่นกำลังก้าวขึ้นเป็นประเทศมหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก ภายใต้ ‘ของวิเศษ’ ที่พอเทียบเคียงได้กับเครื่องใช้ไฟฟ้าสมัยใหม่ที่ส่งผลต่อความเปลี่ยนแปลงในชีวิตของชาวญี่ปุ่นและชาวโลก อย่างไรก็ตาม ผู้เขียนเคยมีผลงานการ์ตูนที่เล่าเรื่องคล้ายกันนี้มาก่อนและเป็นที่รู้จักกันดีก็คือ ‘ผีน้อยคิวทาโร่’ ซึ่งโดราเอมอนก็เทียบได้กับผีที่มาอยู่กับครอบครัวนี้
ที่ญี่ปุ่น โดราเอมอนถูกตีพิมพ์ในนิตยสารการ์ตูนทั้งแบบตอนสั้นๆ เรื่องยาว ภาพยนตร์ที่ฉายเป็นตอนๆ ในโทรทัศน์ รวมไปถึงที่ฉายในโรงภาพยนตร์ สำหรับมังงะ ตอนสั้นตีพิมพ์ถึงปี 1994 ส่วนตอนยาวๆ ตีพิมพ์ถึงปี 1997 ที่ฉายทางโทรทัศน์คือปี 1973, 1979 และ 2005 ส่วนที่ฉายในโรงก็ยังมีอยู่อย่างต่อเนื่อง สำหรับคนที่ยึดกับมังงะว่าเป็นต้นฉบับ เรื่องของโดราเอมอนน่าจะจบลงในปี 1997 ตามเรื่องยาวสุดท้าย ยิ่งเมื่อผู้เขียนอีกคนอย่าง ฮิโระชิ ฟูจิโมะโตะ (Hiroshi Fujimoto) เสียชีวิตไปก่อนตั้งแต่ปี 1996 ช่วงที่มังงะตอนยาวเรื่องสุดท้ายจบลง เศรษฐกิจญี่ปุ่นก็เริ่มเสื่อมมนต์ขลังความมหัศจรรย์ทางเศรษฐกิจแล้ว
**ครอบครัวและเพื่อนพ้องของโนบิตะ:
ภาพสะท้อนของความมหัศจรรย์เศรษฐกิจญี่ปุ่น**
โนบิตะเกิดเมื่อปี 1964 ปีเดียวกับที่โตเกียวจัดโอลิมปิก แต่ในท้องเรื่องจะฟรีซเวลาอยู่ในปี 1974 เวลาที่โนบิตะจะอายุ 10 ปี ไปตลอดกาล ดังนั้นการเล่าเรื่องของผู้เขียนจึงบวกลบอยู่ประมาณนี้ การที่โดราเอมอนถูกเขียนให้ลากยาวไปถึงทศวรรษ 1990 จึงค่อนข้างฝืนกับโลกที่เปลี่ยนอย่างมากแล้ว โดยเศรษฐกิจญี่ปุ่นที่กำลังสู่ช่วงชะลอตัว การ์ตูนแก๊กเด็กห่ามอย่าง เครยอน ชินจัง อาจเป็นตัวแทนแห่งยุคสมัยได้ดีกว่า
เด็กๆ ในเรื่อง คือตัวแทนของเยาวชนในยุคสมัยที่กำลังเปลี่ยนไป ซึ่งเกิดมาจากการสร้างครอบครัวของชาวญี่ปุ่นในช่วงนั้น ราวปี 1969 ประชากรญี่ปุ่นแตะที่ 100 ล้านคน ขณะที่อัตราการเกิดของทารกก็สูงขึ้นหลังสงครามโลกครั้งที่ 2
ครอบครัวโนบิตะเป็นครอบครัวชนชั้นกลางที่ไม่ได้มีรถยนต์ ต่างจากบ้านลูกเศรษฐีอย่างซูเนโอะที่มีต้นตระกูลเป็นซามูไร ขณะที่ตระกูลโนบินั้นเป็นเพียงชาวนาจนๆ แต่แรกนั้น ซูเนโอะถูกวางเป็นตัวละครที่เป็นคู่ตรงข้าม คือเป็นลูกเศรษฐีตระกูลโฮเนะคะวะ ตัวร้ายที่ชอบรังแกโนบิตะ (ก่อนที่ไจแอนท์จะทวีบทบาทมากขึ้นเรื่อยๆ) แต่ในอีกด้าน ความมั่งคั่งร่ำรวยของซูเนโอะก็ถือว่าเป็นอุดมคติของชนชั้นกลางญี่ปุ่นที่มีสิ่งของหรูหราฟุ่มเฟือยทันสมัย ตั้งแต่รถยนต์ที่โอ่อ่า บ้านที่ใหญ่โต เครื่องใช้ไม้สอยอันทันสมัย และมีโอกาสไปเที่ยวต่างประเทศบ่อยๆ ไม่เพียงเท่านั้น ยังมีปัญญาสั่งสมของโบราณเพื่อแสดงถึงรสนิยมและเกียรติยศของเจ้าบ้าน แล้วซูเนโอะยังมีน้องชายที่อยู่กับลุงที่นิวยอร์ค สหรัฐอเมริกาอีก
แม้ครอบครัวของโนบิตะจะเป็นครอบครัวเดี่ยว แต่ก็มีหลายตอนที่พยายามเล่าย้อนไปถึงอดีตของครอบครัวโนบิสึเกะ พ่อของโนบิตะ เล่าถึงปู่จอมโหดคู่กับย่าแสนใจดี ที่ทำคนอ่านน้ำตาซึมได้เสมอเพราะเนื้อเรื่องแสดงให้เห็นถึงความโอบอ้อมอารีของย่า นี่แสดงให้เห็นถึงการโหยหาครอบครัวขยายที่เคยอบอุ่นในยุคก่อนที่ไม่อาจหวนคืนมาได้อีกแล้วของผู้แต่ง เช่นเดียวกับเรื่องของพ่อโนบิตะก็มีลักษณะทับซ้อนกับชีวิตของผู้เขียน มีตอนที่เล่าถึงสงครามโลกครั้งที่ 2 ว่าพวกเขามีชีวิตอย่างยากลำบากเพียงใด พื้นเพครอบครัวเช่นนี้จึงอาจไม่แปลกที่โนบิตะจะเป็นลูกคนเดียว
ทามาโกะ แม่ของโนบิตะก็เป็นแม่บ้านตามขนบญี่ปุ่นยุคดังกล่าว คือรับผิดชอบดูแลกิจการในบ้าน อาหารการกิน การทำความสะอาด และสั่งสอนลูก แม่เช่นนี้จึงเป็นผู้อยู่เบื้องหลังความสำเร็จของครอบครัว เธอมีโอกาสไปนอกบ้านเพื่อจับจ่ายซื้อของเข้าบ้านมากกว่าจะเดินทางออกไปทำงานหาเงินและมีโลกอีกใบในที่ทำงานกับเพื่อนฝูง ยิ่งในครอบครัวเดี่ยวเช่นนี้
บ้านโนบิตะไม่ค่อยมีโอกาสไปเที่ยวไหนด้วยกัน อาจเพราะพ่อเองไม่มีเงิน หรือเหนื่อยเกินไปที่จะเดินทาง ทุกวันพ่อจะเดินกลับจากสถานีรถไฟใต้ดินในเขตเมือง หลายครั้งก็เมากลับมาจากการสังสรรค์ตามวัฒนธรรมการทำงานของชาวญี่ปุ่น มีอยู่ครั้งหนึ่งทั้งครอบครัวได้เดินทางเข้าเมืองโดยใช้รถไฟใต้ดิน ทำให้คนในบ้านรู้ว่าพ่อลำบากแค่ไหนในการใช้ชีวิตเดินทางในแต่ละวัน จนโนบิตะและโดราเอมอนต้องขุดใต้ดินสร้างรถไฟใต้ดินส่วนตัวเพื่อความสะดวกไม่ต้องไปเบียดกับใคร
โนบิตะน่าจะเป็นตัวแทนของเด็กญี่ปุ่นที่บ้านยังไม่ได้ร่ำรวยมั่งคั่งขนาดซูเนโอะ การมีโดราเอมอนมา ก็เหมือนมาเติมเต็มอุดมคติที่เป็นไปไม่ได้อย่างการท่องโลกกว้างด้วยของวิเศษอย่างคอปเตอร์ไม้ไผ่ ประตูไปไหนก็ได้ ยังไม่นับไทม์แมชชีน สิ่งเหล่านี้ช่วยให้ชีวิตของโนบิตะพอจะ ‘เท่าเทียม’ กับชีวิตแบบซูเนโอะได้บ้าง
ขณะที่มินะโมะโตะ ชิซูกะก็เป็นภาพตัวแทนของเด็กหญิงชนชั้นกลางที่ได้รับการศึกษาเป็นอย่างดี มีโอกาสเรียนบัลเล่ต์ เรียนเปียโน ได้รับการประคบประหงมอย่างเดียวจากครอบครัว และยังเป็นที่รักของเพื่อนๆ ที่น่าแปลกใจก็คือ มักเป็น ‘sex object’ ของผู้เขียนเสมอในฉากอาบน้ำ หรือที่ต้องมีเซอร์วิสผู้อ่านด้วยฉากวับๆ แวมๆ
ต่างจากโกดะ ทะเคะชิ หรือไจแอนท์ ที่บ้านเป็นร้านขายของ ไจแอนท์น่าจะเป็นภาพตัวแทนของชนชั้นกลางล่าง เขาต้องทำงานช่วยพ่อแม่ระหว่างเรียน มีชีวิตที่ยากลำบากกว่าเพื่อนคนอื่น จึงทำให้นอกจากเป็นคนไม่ยอมคนแล้ว จึงไม่แปลกที่เขาจะคิดว่าผู้เข้มแข็งกว่าคือผู้ชนะ ไจแอนท์จึงมีโอกาสเอาเปรียบคนที่อ่อนแอกว่า จนไจแอนท์กลายเป็นอันธพาลในสายตาเด็กๆ รุ่นเดียวกัน ยิ่งการเข้าคู่กับซูเนโอะผู้บ้านรวย หลายครั้งเขาก็ถูกซูเนโอะปั่นหัว และหลายครั้งเช่นกันก็หาประโยชน์จากซูเนโอะ แต่ในบางเวลา ไจแอนท์คือคนที่พึ่งพาได้ โดยเฉพาะในตอนพิเศษทั้งหลาย
ส่วนโดราเอมอน คือ หุ่นยนต์ตกรุ่นที่ถูกหนูแทะหู จนวงจรเสียหาย แล้วกลายจากหุ่นยนต์แมวสีเหลืองเป็นสีฟ้าที่ไร้หู ของวิเศษที่โดราเอมอนมีหลายครั้งก็เป็นของเก่าตกรุ่น บางครั้งก็เป็นสินค้าที่ชำรุด ไม่ต่างอะไรกับเครื่องใช้ในบ้านโนบิตะ เพราะโดราเอมอนถูกส่งมาจากครอบครัวในอนาคตของโนบิตะที่ไม่ได้มีอนาคตอะไรนัก
ดังที่เซวะชิและโดราเอมอนเล่าให้โนบิตะฟังตั้งแต่ในช่วงตอนเปิดเรื่อง ชีวิตโนบิตะนั้นแสนจะหดหู่ เขาสอบเข้ามหาวิทยาลัยไม่ได้ หางานทำในบริษัทเอกชนอันเป็นแนวทางสามัญของคนญี่ปุ่นไม่ได้ จนพ่อต้องเปิดบริษัทให้ ต่อมาแทนที่จะได้แต่งงานกับชิซูกะ ก็ไปได้กับไจโกะ น้องไจแอนท์ที่ครอบครัวไม่ได้ร่ำรวยอะไรอีก บริษัทที่เปิดต่อมาก็เจ๊ง ครอบครัวก็ลำบาก ต้องถูกตามทวงหนี้อยู่เสมอ อย่างไรก็ตาม เซวาชิ ทายาทของเขาที่มาจากศตวรรษที่ 22 บอกว่าอนาคตสามารถเปลี่ยนแปลงได้เหมือนกับการเดินทางไปจุดหมาย ขอให้เป็นจุดหมายเดียวกันแต่เราสามารถเลือกพาหนะในการเดินทางได้หลายแบบ ไม่ว่าจะเป็นเครื่องบิน เรือ หรือรถไฟชินกันเซน
แล้วอนาคตของโนบิตะก็เปลี่ยนไปจริงๆ เพราะในตอนหลังๆ โนบิตะได้แต่งงานกับชิซูกะ และมีลูกคือ โนบิสึเกะ ชื่อเดียวกันกับพ่อของเขา
ละแวกบ้านและพื้นที่สำคัญ
โรงเรียนที่เป็นบ้านหลังที่สอง เป็นสถานที่กล่อมเกลาและให้ความรู้ รัฐหวังจะให้เป็นแหล่งสร้างพลเมืองเพื่อไปตอบโจทย์การพัฒนาทางเศรษฐกิจ ความคาดหวังจึงตกมาที่เด็กๆ เหล่านี้ กระนั้นตัวเอกอย่างโนบิตะก็แทบจะไม่ได้ความรู้อะไร การบ้านก็ไม่อยากทำ แต่ละวิชาก็ได้คะแนนศูนย์ ความสามารถด้านกีฬาของเขาก็ย่ำแย่ แถมยังมีครูประจำชั้นผู้ไม่ปรานีปราศรัยกับเด็กสมัยนั้น เห็นหน้าเป็นดุเป็นด่า ในสายตาของโนบิตะ โรงเรียนจึงมิใช่สถานที่ที่เขาชมชอบนัก ยกเว้นแต่ว่าจะได้เป็นที่พบปะเพื่อนและเล่นสนุก โรงเรียนจึงเป็นจุดกำเนิดสายสัมพันธ์ของโนบิตะ ชิซูกะ ซูเนโอะ ไจแอนท์ ที่ไม่ได้เป็นเพื่อนบ้านกัน
ลานโล่งที่มีท่อสามแถวเรียงกัน เป็นพื้นที่ว่างในแถบนั้นที่พวกเขามักจะมาพบปะและมีกิจกรรมต่างๆ ด้วยกัน ตั้งแต่การเล่นเบสบอล เตะฟุตบอล นั่งเล่นคั่นเวลา กระทั่งเวทีคอนเสิร์ตของไจแอนท์ น่าจะเป็นพื้นที่เอกชน เราไม่ค่อยพบสนามเด็กเล่น อย่างน้อยก็ในละแวกบ้านของโนบิตะ ถ้าใครที่เคยไปเที่ยวญี่ปุ่นก็จะรู้ดีว่าสนามเด็กเล่นในละแวกบ้านนั้นกระจายตัวไปทั่ว ซึ่งอาจเป็นไปได้ว่า แนวคิดการสร้างสนามเด็กเล่นอาจจะแพร่หลายในยุคหลังจากนั้น
นอกจากนั้น ฉากภูเขาหลังโรงเรียนได้สะท้อนให้เห็นภาพธรรมชาติใกล้ตัวของคนญี่ปุ่น ที่ยังอยู่ร่วมกับผู้คน แม้จะอยู่ในโลกที่เปลี่ยนแปลงแล้ว และบางครั้งก็เป็นพื้นที่หลบภัยของเด็กๆ ในเรื่อง บางตอนยังชี้ให้เห็นภัยคุกคามจากผู้ใหญ่และนายทุนที่จะเข้ามาจัดการควบคุมเปลี่ยนแปลงพื้นที่เหล่านี้ ซึ่งนอกจากจะเป็นการรุกล้ำธรรมชาติแล้ว ยังถือว่าเป็นการแผ่อำนาจเข้ามาในที่ที่เป็นเสมือนฐานลับในบางคราของพวกเด็กๆ อีกด้วย
มีตอนหนึ่งที่กล่าวว่า เมืองและย่านของเด็กๆ แถบนี้ไม่มีที่ว่างให้พวกเขาเลย ไปไหนก็ต้องระวังรถยนต์ จึงมีการสร้างเมืองจำลองไว้ในสวนเล็กของๆ โนบิตะ โดยทำโมเดลจำลองที่มีถนนที่สามารถนอนแผ่กลางถนนได้ มีร้านหนังสือการ์ตูนที่อ่านเท่าไหร่ก็ได้ไม่ต้องเสียเงิน มีร้านขนมที่กินได้ไม่อั้น ตอนนี้ยิ่งสะท้อนให้เห็นปัญหาทางสังคม ว่าจำนวนประชากรที่ขยายตัวมาพร้อมกับพื้นที่เมืองที่หนาแน่นขึ้น ซึ่งไม่สามารถรองรับกิจกรรมและชีวิตใหม่ๆ ได้ด้วย
ในความเป็นจริง ยุคที่ถนนเป็นใหญ่ รถยนต์และรถบรรทุกก็ปรากฏในฉากอยู่เป็นครั้งคราว โดยเฉพาะในฉากอย่างอุบัติเหตุ หรือมีสถานการณ์ที่น่าตื่นเต้น เช่นการพบปะกับโจร ผู้ร้าย สุนัขดุ สุนัขบ้า ฯลฯ ถนนจึงไม่ใช่พื้นที่น่าพึงปรารถนามากนัก
‘ของวิเศษ’ เครื่องอำนวยความสะดวกของปัจเจกในฝัน
ของวิเศษของโดราเอมอน ให้ความสำคัญกับการเปลี่ยนแปลงเรื่อง time/space และการสร้างโอกาสให้กับชีวิต ไทม์แมชชีนที่ทำให้ท่องเวลาได้เป็นจักรกลสำคัญที่สุดที่เชื่อมโลกของโนบิตะกับจักรวาลอันกว้างใหญ่ไพศาล ในขนาดเล็กมาหน่อย ผ้าคลุมกาลเวลาก็ช่วยเปลี่ยนแปลง ‘เวลา’ ของสิ่งของที่ไม่จำเป็นต้องใช้เครื่องมือใหญ่โต ส่วนการเดินทาง คอปเตอร์ไม้ไผ่ คือ อากาศยานส่วนตัวในโลกที่คนยังไม่รู้จักโดรน สามารถใช้เดินทางและปฏิบัติการจากที่สูงในระยะหวังผลได้ ส่วนประตูไปไหนก็ได้ สามารถพาผู้คนเดินทางได้อย่างเป็นหมู่คณะและขนสิ่งของต่างๆ ได้อย่างสะดวก ก่อนที่ประตูวิเศษจะถูกนำมาใช้ โดราเอมอนยังมีเครื่องมืออื่นๆ อีก เช่น ปืนใหญ่ที่ยิ่งผู้คนไปสู่จุดหมายต่างๆ ในยุคที่ญี่ปุ่นเติบโต ผู้คนหนาแน่น และการเดินทางอันแสนอึดอัด เครื่องมือเพื่อการเดินทางดูจะเป็นจุดเด่นมาก
อีกกลุ่มหนึ่งก็คือ เครื่องมืออำนวยความสะดวกต่างๆ และแก้ไขปัญหาชีวิต ซึ่งเป็นเครื่องมือส่วนใหญ่ที่พบจากปัญหาในชีวิตประจำวัน เช่น ขนมปังช่วยจำ, ไฟฉายย่อส่วน, วุ้นแปลภาษา, ผ้าคลุมล่องหน, สีแรงโน้มถ่วง กระทั่งหุ่นยนต์ที่จะมาเป็นเพื่อนอย่างโรโบโกะ
อีกจำนวนหนึ่งคือ อาวุธและเครื่องป้องกันที่มีอานุภาพทำลายล้าง เช่น ปืนใหญ่อัดอากาศ, กองทหารคุ้มครอง ฯลฯ ซึ่งจะไปปรากฏเป็นอาวุธในตอนพิเศษอยู่บ่อยครั้ง
นอกจากนั้น ของวิเศษบางอย่างก็เป็น ‘ยา’ สะท้อนให้เห็นถึงพัฒนาการทางวิทยาศาสตร์ด้านเวชกรรมที่ขยายตัวขึ้นหลังสงครามโลกเช่นกัน ยาบางตัวมีฤทธิ์กดประสาท-กระตุ้นประสาท-หลอนประสาท แต่ยังไม่ถึงกับเป็นยาเสพติด บางตอนยาวิเศษดูราวกับว่าเป็น ‘ยาม้า’ หรือบางตอนมียาที่รักษาได้ทุกโรค ใช้รักษาสุนัขแสนรักของชิซูกะ
ความไม่จริงจังของการ์ตูนทำให้ของวิเศษเหล่านี้ กลายเป็นเครื่องมือสารพัดที่ช่วยให้บรรลุเป้าหมาย แต่ในอีกด้านหนึ่งมันก็สะท้อนโลกอันสดใสของเทคโนโลยีและสิ่งประดิษฐ์ของมนุษยชาติ ซึ่งในความเป็นจริง การเข้าถึงเทคโนโลยีดังกล่าวก็ต้องมีเงินมากพอที่จะครอบครอง
โดราเอมอนในสังคมไทย: จากไร้ลิขสิทธิ์ สู่ จักรวาลในไทย และการถูกกำกับด้วยกฎหมายอันเข้มข้น
โดราเอมอนเริ่มเข้ามาสู่ไทยเมื่อปี 1978 ในรูปแบบการ์ตูนเป็นตอนๆ แต่กว่าจะดังก็ในรูปเล่มชื่อว่า โดราเอมอน แมวจอมยุ่ง จัดพิมพ์โดยสำนักพิมพ์มิตรไมตรี 1981[3] เรียกได้ว่า หากนับจากการตีพิมพ์ต้นฉบับ เด็กไทยได้ดูช้ากว่าคนญี่ปุ่นไปนับ 10 ปี ไม่ทันได้รู้สึกร่วมกันกับเด็กญี่ปุ่น เหมือนกับมังงะที่แปลสัปดาห์ชนสัปดาห์อย่างดราก้อนบอล และการ์ตูนลิขสิทธิ์อีกจำนวนมาก ขณะที่ทุกวันนี้คนอ่านแทบจะตามทันมังงะหรืออนิเมะต่างๆ แบบ realtime
กว่าโดราเอมอนจะกลายเป็นการ์ตูนที่นิยมในวงกว้างจริงๆ ก็ต้องรอให้ฉายในโทรทัศน์เสียก่อน นั่นคือ การฉายในช่อง 9 เมื่อปี 1982[4] ว่ากันว่าก่อนหน้านั้นก็เคยนำมาฉายแต่ไม่ได้รับความนิยมเท่า ท่ามกลางกระแสละครจีนกำลังภายใน โดราเอมอน กลายเป็นหนึ่งในรายการขวัญใจของเด็กๆ ไปพร้อมๆ กับการเติบโตของกระแสสินค้า เครื่องใช้ไฟฟ้าจากญี่ปุ่นที่เป็นที่นิยม ดังเพลงราชาเงินผ่อน ของคาราบาว กล่าวถึงทีวี ตู้เย็น วิดีโอ ที่ผู้คนจำนวนไม่น้อยใฝ่ฝันกระทั่งการซื้อหาด้วยเงินผ่อน ในอัลบั้มเมดอินไทยแลนด์ ปี 1984
อาจเรียกได้ว่า โดราเอมอน ทำให้ช่อง 9 การ์ตูน กลายเป็นช่องที่โด่งดังขึ้นมาในหมู่เด็กๆ การ์ตูนเช้าวันเสาร์อาทิตย์กลายเป็นช่องที่พลาดไม่ได้ของเด็กในช่วงทศวรรษ 1980 เป็นต้นมา โดยเฉพาะกับเด็กๆ ที่ไม่เงินซื้อหรือเช่าหนังสือการ์ตูนมาอ่านที่บ้าน ใช่แล้ว เป็นยุคที่ผู้ปกครองจำนวนมากเป็นห่วงว่า รายการทีวีเหล่านี้จะมอมเมาลูกหลานและเยาวชน แต่อย่างไรก็ตาม ยุคแรกๆ ฉากที่ควรถูกเซ็นเซอร์ยังไม่มี และยังไม่เป็นประเด็น
ในยุคที่ลิขสิทธิ์การ์ตูนยังไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตาย การพิมพ์โดราเอมอนขายจึงปรากฏขึ้นตามสำนักพิมพ์ต่างๆ เป็นเรื่องปกติ โดยมักตีพิมพ์โดยมิได้เรียงลำดับตามเล่มจากญี่ปุ่นมากเท่าใด ด้วยเป็นการ์ตูนจบในตอน การตัดทอน เพิ่มเติมจึงทำได้อย่างอิสระ เช่นเดียวกับชื่อที่มีทั้งโดเรมอน และโดราเอมอน แต่ที่ถือว่าฮือฮาที่สุดแม้จะอยู่ในวงแคบๆ ก็คือ การตัดแปะการ์ตูน 2 เรื่องเข้าด้วยกันนั่นคือ โดราเอมอน กับ ดราก้อนบอล เล่มนั้นมีชื่อบนหน้าปกว่า โดเรมอน พบ DRAGONBALL Z แกนของเรื่องเป็นการต่อสู้ของเหล่านักรบที่นำโดยหงอคง โกคู หรือโงกุนก็แล้วแต่จะเรียก โดยมีตัวละครโดราเอมอนช่วยเหลือ ขณะนั้นเข้าใจว่าเป็นช่วงทศวรรษ 1990 แล้ว
หากการเซ็นเซอร์หัวนมโกฮังในดรากอนบอลนับเป็นเรื่องที่ตลกร้ายแล้ว การเซ็นเซอร์ก้นซูเนโอะก็คงเป็นเรื่องไร้สาระในระนาบเดียวกัน ในทศวรรษ 2010 เราอาจลืมไปแล้วว่า หลังรัฐประหารปี 2006 นักการเมืองในคราบทหารขิงแก่ทั้งหลาย ชูธงศีลธรรมนำประชาธิปไตย รายการฟรีทีวีทั้งหลายจะมีการระบุคำเตือนก่อนฉายว่ารายการนี้ รายการนั้นเหมาะสมกับคนดูช่วงอายุเท่าไหร่ อย่างไรก็ดี กับกรณีชิซูกะนั้นอาจจะต่างไป เพราะเป็นเรือนร่างของผู้หญิงที่มีความละเอียดอ่อนมากกว่า ดังที่กล่าวไปแล้วว่าชิซูกะถูกวางไว้ในฐานะ sex object บางประการ ฉากอาบน้ำเป็นตัวบ่งชี้ได้ดีที่สุด
โดราเอมอนไม่ได้ปรากฏอยู่เฉพาะในที่ทางแบบหนังสือการ์ตูน หรือสื่อทีวีเท่านั้น เรายังพบโดราเอมอนแทรกอยู่ในจักรวาลวิทยาแบบจารีตของไทยด้วย พบภาพโดราเอมอนตกนรกอยู่ในกระทองแดง, โดราเอมอนเฝ้าพระพุทธเจ้า หรือโดราเอมอนเล่นน้ำที่วัดสำปะซิว สุพรรณบุรี[5] หรือกรณีที่ตุ๊กตาโดราเอมอนที่อยุธยากลายเป็นลูกของมนุษย์ ตุ๊กตาดังกล่าว ได้รับมาจากพระเมื่อปี 2006 พอมาอยู่ด้วยก็มีการเลี้ยงดูแลอย่างดี เจ้าของก็รู้สึกว่า ตุ๊กตามีชีวิตจริงๆ ถึงกับส่งไปเรียนในชั้นเรียนด้วย จนมีวันหนึ่งมาเข้าฝันว่าเสียชีวิตแล้วจึงได้จัดงานศพให้เมื่อปี 2010[6]
เมื่อระบอบลิขสิทธิ์ถูกสถาปนาขึ้นในไทย ปลายทศวรรษ 1990 โดราเอมอนก็กลายเป็นการ์ตูนลิขสิทธิ์ (copyright) โดยบริษัทเนชั่นเอดูเทนเมนท์ได้รับสิทธิ์นั้นไป จึงเป็นรายเดียวที่สามารถพิมพ์มังงะโดราเอมอนจำหน่ายได้ กระนั้นสิทธิ์ในคาแรกเตอร์ ตัวการ์ตูนต่างๆ ก็เป็นเป็นอีกเรื่องหนึ่งเพราะถือเป็น ‘เครื่องหมายการค้า’ (trademark) ความต่างก็คือ ตามกฎหมายลิขสิทธิ์แล้ว จะคุ้มครองโดยอัตโนมัติโดยไม่ต้องจดทะเบียนเป็นเวลา 50 ปี หลังงานนั้นเผยแพร่ได้หากเป็นนิติบุคคล แต่หากเป็นบุคคลทั่วไปจะนับหลังจากเสียชีวิต 50 ปี กรณีเครื่องหมายการค้าจะต้องไปจดทะเบียน และจะไม่มีวันหมดอายุหากมีการต่ออายุอยู่เสมอ กลายเป็นว่า ‘เวลา’ ได้กลายมาเป็นเงื่อนไขสำคัญ และกลายเป็น ‘อำนาจ’ ของโดราเอมอนอีกครั้ง นอกจากไทม์แมชชีนและเครื่องมืออื่นๆ
การเผยแพร่โดราเอมอนครั้งแรกเมื่อวันที่ 1 ธันวาคม 1969 เป็นหมุดหมายสำคัญที่ถูกอ้างถึงเมื่อคราวที่มีการพิจารณาในประเด็นลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า มันได้กลายเป็นเรื่องขึ้นมา ช่วงปี 2019 ครบรอบ 50 ปีของการเผยแพร่โดราเอมอน มีการล่อซื้อสินค้าที่ทำจากโดราเอมอนอย่างน้อย 2 กรณี กรณีแรกเดือนเมษายน ร้านวุ้นที่เชียงใหม่ได้รับออเดอร์ให้ทำเค้กลายโดราเอมอน แต่ในความเป็นจริงเป็นการล่อซื้อจนถูกจับกุมและปรับเงินหลายหมื่นบาท[7] ในเดือนพฤศจิกายนก็เช่นกัน มีผู้ออเดอร์ให้เด็กหญิงวัย 15 ปีที่นครราชสีมา ทำกระทงรูปโดราเอมอน ตามข่าวได้ระบุว่า ถูกตัวแทนลิขสิทธิ์ล่อซื้อเรียกเงิน 5 หมื่นบาท แต่เจรจาให้จ่ายที่เงิน 5 พันบาท[8]
จากกรณีนี้จึงได้มีข้อถกเถียงกันในโซเชียลมีเดียว่า ตามกฎหมายลิขสิทธิ์ ปี 2019 โดราเอมอนน่าจะหมดลิขสิทธิ์แล้วหรือไม่ ได้มีนักกฎหมายตีความว่า กรณีดังกล่าวถือว่าละเมิด ‘เครื่องหมายการค้า’ (ไม่ใช่ละเมิดลิขสิทธิ์) ที่บริษัทแม่ในญี่ปุ่น อย่างฟูจิโกะ-เอฟ-ฟูจิโอะ โปร จำกัด (ประเทศญี่ปุ่น) อ้างว่าได้จดทะเบียนไว้ และให้บริษัทแอนิเมชั่น อินเตอร์เนชั่นแนล หรือเอไอ ไทยแลนด์ เป็นผู้รับผิดชอบในการดูแลผลประโยชน์ในไทย[9] ที่ออกจะตลกร้ายหน่อยก็คือในปีต่อมามีแคมเปญชื่อว่า DORAEMON 50th Anniversary 50 Years of Smile
โดราเอมอน จึงมิได้เป็นเพียงแค่ความบันเทิง แต่เป็นสินค้าในตลาดทุนนิยมที่ตัวมันเองก็เข้าใกล้กับสิ่งที่เรียกว่า ไร้วันหมดอายุในด้านสิทธิ์การหากำไรจากสิ่งนี้ ทำให้โดราเอมอนและผองเพื่อนอาจไม่ได้ตกเป็นสมบัติของมนุษยชาติง่ายๆ ได้แต่หวังว่าในโลกอนาคต ระบอบลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้าจะมีความเปลี่ยนแปลงไปในทางดีขึ้น
จะเป็นไปได้ไหม โดราเอม่อนนนนนนนนนนนน
[1] Simon Bytheway. “The Japanese Economy Since World War II”. Oxford Research Encyclopedias. Retrieved 1 August 2024 from https://shorturl.at/QV3FH (31 January 2023)
[2] เดวิด เกรเบอร์, แหกกดปลดแอก, นรินทร์ องค์อินทรี, แปล (กรุงเทพฯ : แสงดาว, 2567), หน้า 192 ซึ่งแปลมาจาก The Utopia of Rules: On Technology, Stupidity, and the Secret Joys of Bureaucracy อย่างไรก็ตามเมื่อไปเช็คใน The Kitchen Debate – transcript ฉบับของ CIA กลับไม่พบ พบแต่ “There are some instances where you
may be ahead of us–for example in the development of the thrust of your rockets for the investigation of outer space. There may be some instances, for example, color television, where we’re ahead of you. But in order for both of us benefit…” ดูใน https://www.cia.gov/readingroom/docs/1959-07-24.pdf
[3] Doraemon Thailand Fanpage. “โดราเอมอน แมวจอมยุ่ง ของมิตรไมตรีปกนี้.. ว่ากันว่าเป็นฉบับแรกที่วางขายในไทย”. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2567 จาก https://www.facebook.com/story.php?story_fbid=3027691177519441&id=1530460390575868 (16 สิงหาคม 2564)
[4] ยอดมนุษย์..คนธรรมดา. “เสียงพากย์ในตำนาน นิรันดร์ บุณยรัตพันธุ์ เด็กชายที่เคยฝันว่าโตขึ้นอยากเป็นนักพากย์หน้ากากเสือ กับปัจจุบันในฐานะนักพากย์ผู้พากย์หนัง การ์ตูน รวมกว่า 10,000 เรื่อง”. The Cloud. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2567 จาก https://readthecloud.co/natoi-sembe/ (14 มีนาคม 2562)
[5] ผู้จัดการออนไลน์. “สุดแปลก “โดเรมอนตกกระทะทองแดง” !!! จิตรกรรมฝาผนังฉีกแนว “วัดสำปะซิว” สุพรรณบุรี”. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2567 จาก https://mgronline.com/travel/detail/9560000011785 (29 มกราคม 2556)
[6] โพสต์ทูเดย์ออนไลน์. “แห่เผาศพตุ๊กตาโดเรมอน”. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2567 จาก https://www.posttoday.com/politics/7919 (20 กุมภาพันธ์ 2553)
[7] ผู้จัดการออนไลน์. “อุทาหรณ์! ร้านวุ้นเชียงใหม่ โดนฟ้องละเมิดลิขสิทธิ์ “โดเรม่อน” ยอมรับผิดถือเป็นบทเรียน”. สืบค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2567 จาก https://mgronline.com/onlinesection/detail/9620000038577 (21 เมษายน 2562)
[8] PPTV. “เปิดใจเด็กวัย 15 ปี รับออเดอร์กระทงรูปการ์ตูนดังถูกจับปรับ 5 หมื่น”. สืบค้นเมื่อ 3 สิงหาคม 2567 จาก https://www.pptvhd36.com/news/ประเด็นร้อน/113392 (4 พฤศจิกายน 2562)
[9] Workpoint Today. “โดราเอมอน ยังมีลิขสิทธิ์คุ้มครอง นำไปใช้อาจผิดฐานละเมิดลิขสิทธิ์และเครื่องหมายการค้า”. สืบค้นเมื่อ 2 สิงหาคม 2567 จาก https://workpointtoday.com/doraemon/ (8 พฤศจิกายน 2562)