โปรดอัพเดตเบราว์เซอร์

เบราว์เซอร์ที่คุณใช้เป็นเวอร์ชันเก่าซึ่งไม่สามารถใช้บริการของเราได้ เราขอแนะนำให้อัพเดตเบราว์เซอร์เพื่อการใช้งานที่ดีที่สุด

ธุรกิจ-เศรษฐกิจ

ช่วงเงินบาทแข็งค่า เลือกกองทุนอย่างไรให้ผลตอบแทนดีที่สุด

Thairath Money

อัพเดต 10 ส.ค. 2567 เวลา 09.48 น. • เผยแพร่ 11 ส.ค. 2567 เวลา 02.00 น.
ภาพไฮไลต์

ผู้ลงทุนไทยที่ไปลงทุนในสินทรัพย์ใดๆ ในต่างประเทศ ส่วนใหญ่หลีกเลี่ยงไม่ได้ที่จะต้องคิดคำนวณผลตอบแทนกลับมาเป็นเงินบาท และสำหรับผู้ลงทุนกองทุนรวมที่ซื้อกองทุนที่ไปลงทุนต่อในต่างประเทศ ซึ่งราคา NAV/หน่วย นั้น จะสะท้อนผลตอบแทนที่คำนวณอัตราแลกเปลี่ยนกลับมาด้วยแล้ว แน่นอนว่าอัตราแลกเปลี่ยนค่าเงินนั้น ส่งผลทั้งในทางบวกหรือลบต่อผลตอบแทนได้ (เป็นได้ทั้งตัวช่วยหรือตัวฉุด) ซึ่งเป็นสิ่งที่เรียกว่า ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk) นั่นเอง

บาทแข็ง บาทอ่อน ส่งผลต่อผลตอบแทนกองทุนอย่างไร

ราคาของหน่วยลงทุน (NAV/หน่วย) จะเป็นมูลค่าทรัพย์สินสุทธิของกองทุน ฉะนั้นเมื่อกองทุนนั้นไปลงทุนในต่างประเทศ จะลงในสินทรัพย์โดยตรง เป็น Feeder Fund หรือ Fund of Funds ทรัพย์สินนั้นจะคิดมูลค่าตามค่าเงินในต่างประเทศ แต่เมื่อต้องคำนวณกลับมาเป็น NAV/หน่วย ในค่าเงินบาท ตรงนี้แหละที่อัตราแลกเปลี่ยนจะเข้ามามีผลมาก ถ้าบาทอ่อน ก็เป็นตัวช่วยให้ NAV/หน่วย สูงขึ้นกว่าผลการดำเนินงานจริง แต่ในทางกลับกัน ถ้าบาทแข็งแบบช่วงนี้ ก็เป็นตัวฉุดให้ NAV/หน่วย ลดลงกว่าผลการดำเนินงานจริง

ลงทุนในกองทุนรวม จะบริหารจัดการหรือลดความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยนได้หรือไม่

เครื่องมือที่เข้ามาช่วยนักลงทุนบริหารความเสี่ยงนี้คือ การเลือกปิด (Hedged) ความเสี่ยงจากอัตราแลกเปลี่ยน การปิดอัตราแลกเปลี่ยนคือ การใช้เครื่องมือทางการเงิน เช่น สัญญาซื้อขายล่วงหน้าเพื่อรักษากรอบของอัตราแลกเปลี่ยน ไม่ให้เป็นไปตามกลไกตลาด 100% เพื่อลดความเสี่ยงจากการขาดทุนจากอัตราแลกเปลี่ยน ส่วนการไม่ปิดความเสี่ยง (Unhedged) คือการเปิดโอกาสให้ ผลตอบแทนเคลื่อนไหวตามการเปลี่ยนแปลงของอัตราแลกเปลี่ยนที่แท้จริง

ซึ่งกองทุนบางกอง อาจจะมีนโยบายระบุไว้ว่า จะมีการ Hedged บางส่วน โดยอาจจะขึ้นกับดุลยพินิจ ของผู้จัดการกองทุน ซึ่งผู้ลงทุนต้องไปอ่าน หนังสือชี้ชวนให้เข้าใจชัดเจน ว่ากองที่เราถืออยู่หรือสนใจจะซื้อ มีนโยบายอย่างไร

ในขณะที่บาง บลจ.บางกองทุน อาจมีทางเลือกให้นักลงทุน สามารถเลือก Hedged หรือไม่ Hedged ได้ด้วยตนเองตั้งแต่การเลือกซื้อเลย เพราะจะแยกประเภทไว้ ตัวอย่างเช่น KKP GNP กับ KKP GNP-H, SCBGOLD กับ SCBGOLDH หรือ ES-GoldBullion-UH กับ ES-GoldBullion-H เป็นต้น ซึ่งผู้ลงทุนสามารถเลือกได้เอง ให้เหมาะกับสถานการณ์ค่าเงินบาทในขณะนั้น คือ ถ้าเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า เช่น ช่วงตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. 67 จนถึงช่วงที่เขียนบทความนี้ (ต้นเดือน ส.ค. 67) ที่เงินบาทเคลื่อนไหวจากประมาณ 37 THB/USD มาสู่ประมาณ 35 THB/USD การเลือกกองทุนแบบปิดความเสี่ยง (Hedged) จะได้เปรียบกว่า แต่ถ้าเป็นช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า เช่น ย้อนกลับไปช่วงประมาณเดือน ก.พ. 66 ถึงต้นเดือน พ.ค. 67) การเลือกกองทุนที่เปิดความเสี่ยง (Unhedged) ก็จะได้เปรียบกว่า

Hedged/Unhedged มีผลแค่ไหนกับผลตอบแทน

การจะส่งผลมากหรือน้อย ขึ้นอยู่กับการเปลี่ยนแปลงของอัตราค่าเงินในขณะนั้น (เพราะเป็นการปิดความเสี่ยงของค่าเงิน) ยกตัวอย่างเปรียบเทียบผลตอบแทนในกองทุนรวมที่ลงทุนในทองคำ 2 กองทุน ที่ บลน.เทรเชอริสต์แนะนำ โดยหากเริ่มเข้าซื้อกองทุนตั้งแต่วันที่ 1 ก.พ. 66 ซึ่งช่วงนั้นเงินบาทอยู่แนวโน้มอ่อนค่า (จาก 32.70 THB/USD ในวันที่ 1 ก.พ. 66 ไปสู่ 37.14 THB/USD ในวันที่ 30 เม.ษ. 67 หรืออ่อนค่าลง 11.95%) แต่หลังจากนั้นทิศทางค่าเงินบาทเริ่มเปลี่ยนเป็นแข็งค่า ตั้งแต่ต้นเดือน พ.ค. 67 จนถึงวันที่ 2 ส.ค. 67 (จาก 37.14 THB/USD ในวันที่ 1 พ.ค. 67 ไปสู่ 35.16 THB/USD ในวันที่ 2 ส.ค. 67 หรือแข็งค่าขึ้น 5.63%)

รูปที่ 1 : อัตราแลกเปลี่ยนเงินบาท ต่อ 1 ดอลลาร์สหรัฐ ระหว่างวันที่ 1 ก.พ. 66 ถึง 2 ส.ค. 67 (ภาพจาก Tradingview.com)

โดยจะเปรียบเทียบ 2 กรณี คือ กรณีแรก เริ่มเข้าซื้อในกองทุนแบบ Unhedged คือ ES-GoldBullion-UH หรือ SCBGOLD ในวันที่ 1 ก.พ. 66 ในช่วงที่เงินบาทอ่อนค่า (กองทุนแบบ Unhedged ได้เปรียบ) แล้วถือมาจนถึงวันที่ 2 ส.ค. 67 โดยไม่ได้เปลี่ยนเป็นกองทุนแบบ Hedged ในช่วงที่เงินบาทแข็งค่าเลย กับกรณีที่สอง คือ มีการเปลี่ยนมาเป็นกอง Hedged (ES-GoldBullion-H หรือ SCBGOLD) ตั้งแต่ 1 พ.ค. 67 ตามทิศทางเงินบาทที่แข็งค่า จะได้ผลตอบแทนต่างกันดังนี้

รูปที่ 2 : เปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุน ในการสลับ/ไม่สลับกองทุนแบบ Hedged/Unhedged ตามทิศทางค่าเงิน

(ข้อมูลจาก บลน.เทรเชอริสต์ www.treasurist.com)

อีกตัวอย่างที่จะช่วยให้เห็นประโยชน์ของการเลือกปิดหรือไม่ปิดความเสี่ยงได้ชัดขึ้น คือ ถ้ากลับไปขยายดูในช่วงต้นเดือน ต.ค. 66 ถึง ปลายเดือน ธ.ค. 66 เป็นช่วงที่ค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเยอะ จาก 37 THB/USD เป็นประมาณ 34 THB/USD (หรือแข็งค่าขึ้นประมาณ 8%) ผลตอบแทนของคู่กองทุนระหว่างการ UH และ H เป็นดังนี้

รูปที่ 3 : เปรียบเทียบผลตอบแทนการลงทุน ระหว่างกองทุนแบบ Hedged/Unhedged ในช่วงเงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่า

(ข้อมูลจาก บลน.เทรเชอริสต์ www.treasurist.com)

ซึ่งจะเห็นว่า แค่เรื่องของค่าเงินนั้นส่งผลต่อ ผลตอบแทนกองทุนรวมได้มากทีเดียว ทั้งที่เป็นกองคู่แฝดที่มีนโยบายลงทุนเดียวกัน แต่ต่างกันแค่ปิดหรือไม่ปิดความเสี่ยง ดังนั้นในช่วงเวลาที่เงินบาทมีแนวโน้มแข็งค่าเช่นนี้ การเลือกกองทุนต่างประเทศแบบ ปิด รับความเสี่ยง จะได้เปรียบกว่า

การลงทุนในกองทุนรวม ถึงแม้จะมีผู้จัดการกองทุนช่วยบริหารให้ แต่หลายอย่างก็มีนโยบายที่กำหนดไว้แต่แรก (เช่น Hedged/Unhedged) ที่ผู้จัดการกองทุนไม่สามารถเปลี่ยนได้เอง ถ้าหากผู้ลงทุนเข้าใจเครื่องมือ และทางเลือกที่มี ก็จะสร้างความได้เปรียบในการลงทุนได้ด้วยตนเอง หรือพิจารณาเลือกลงทุนกับแพลตฟอร์มที่คอยให้คำแนะนำอย่างใกล้ชิด ก็จะช่วยให้นักลงทุนได้รับข้อมูลและช่วยจัดการตัวแปรที่ควบคุมได้ เพื่อให้ได้รับผลตอบแทนสูงสุดในทุกช่วงเวลา

ตามข่าวก่อนใครได้ที่
- Website : Thairath Money
- LINE Official : Thairath

ดูข่าวต้นฉบับ
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...
Loading...