วิชาผู้นำ ธรรมะและคน 3 ประเภทที่เราต้องเจอ : ศุภจี ดุสิตธานี
สัมภาษณ์พิเศษ โดย : วรรณโชค ไชยสะอาด
ศุภจี สุธรรมพันธุ์ ยังกระตือรือร้นและหลงใหลในการนำองค์กรขนาดใหญ่และเต็มไปด้วยประวัติศาสตร์อย่าง “ดุสิตธานี” เธอเพิ่งนำเรือธงระดับตำนานกลับมาเปิดให้บริการอีกครั้ง หลังจากปิดปรับปรุงและก่อร่างสร้างใหม่ในระยะเวลารวมกว่า 5 ปี ภายใต้แนวคิด An Icon Reimagined
ตลอดชีวิตการทำงานของ “ศุภจี” มีประสบการณ์ การตัดสินใจ และคุณลักษณะผู้นำมากมายให้ได้เรียนรู้
ต่อไปนี้คือบางเรื่องที่เธอเล่าผ่าน “ประชาชาติธุรกิจ”
จุดร่วมคือคน จุดนำคือธง
อดีตเด็กสังคมวิทยาและมานุษยวิทยาบัณฑิต มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ บอกว่าสิ่งสำคัญในการเปลี่ยนแปลงคือ เข้าใจ เคารพ และเปลี่ยนแปลง โดยจุดร่วมสำคัญในการบริหารของแต่ละองค์กรคือ “คน” ไม่ว่าเล็กหรือใหญ่ สุดท้ายเดินด้วยคน
ผู้นำต้องสร้างธงให้ทีมงานเห็นว่า เราตั้งใจเพื่อให้ได้สิ่งใดและสิ่งนั้นจะเกิดประโยชน์กับเขาอย่างไร
“ต้องตั้งธงนั้นให้ชัดเจน มี Process กระบวนการทำงานและการวัดผลที่เกิดการรับรู้ เช่น คนทำดี เราต้องยกเขาขึ้นเป็นแชมเปี้ยนให้ทุกคนเห็น
“ระบบ KOL ใครทำดี ชูเขาขึ้นมา ใครไม่ดีต้องจัดการ ไม่อย่างนั้น คนจะคิดว่าฉันไม่จำเป็นต้องทำอะไรดีมากก็ได้นี่หว่า เพราะคนทำไม่ดีไม่เห็นเป็นอะไรเลย”
มอบหมายหน้าที่ ตั้งมาตรฐาน มีเป้าหมายชัดเจน ให้อำนาจตัดสินใจภายใต้ความยืดหยุ่นและคล่องตัว ทั้งหมดนี้ทำให้ทีมเดินหน้าร่วมกันได้อย่างมีความหมาย มีคุณค่าและมีประสิทธิภาพ
เธอบอกว่า หลักการใหญ่ทุกคนต้องเริ่มจากเข้าใจก่อนว่า “เราทำหน้าที่อะไรในบริษัทแห่งนี้” ตัวอย่างเช่น ในฐานะซีอีโอดุสิตธานี ต้องการนำพาความเป็นไทยออกไปให้ทั่วโลกชื่นชม วัตถุประสงค์คือเรื่องนี้ พนักงานของเราทุกคนรับรู้และมีวิชั่นเดียวกัน
พวกเขาต้องทำหน้าที่ให้ดีที่สุดในบทบาทของเขา เช่น พนักงานเปิดประตูต้องเปิดให้ดีที่สุด พนักงานปูเตียงต้องเนี้ยบที่สุด พนักงานที่ Front ต้องต้อนรับแขกได้ยอดเยี่ยมที่สุด
ธรรมชาติของคน 3 ประเภท
ศุภจีเป็นคนแสดงออกอย่างใจเย็นและโฟกัสกับโจทย์ตรงหน้า เมื่อต้องพัฒนา เธอบอกว่าทุก ๆ องค์กรหรือแม้กระทั่งในชีวิตส่วนตัว มักจะมีคนอยู่ 3 กลุ่ม
- มองตาแล้วรู้ใจ อาจมีไม่มากในแต่ละองค์กร 10-20 เปอร์เซ็นต์
- ไม่แน่ใจกับเป้าหมายและสิ่งที่ผู้นำคนใหม่แสดงเจตนารมณ์ 70-80 เปอร์เซ็นต์
“เอาไงดีนะ ไม่แน่ใจ ฉันควรหรือไม่ควร”
- ฉันไม่เอาด้วย 10-20 เปอร์เซ็นต์
“ไม่ชอบเธอ จะเสียบด้วย ไม่อยากเปลี่ยน ทำไมต้องมาทำให้ชีวิตฉันวุ่นวาย”
“หน้าที่เราคือสลายคนกลุ่มนี้ไปให้เร็วที่สุด ถ้าเป็น Toxic มาก ๆ ก็ต้องจัดการ ไม่อย่างนั้นสิ่งอื่น ๆ ทั้งหลายมันเดินต่อไปไม่ได้”
CEO หญิงบอกว่าการสื่อสารกับ “คู่ขัดแย้งโดยตรง” นั้นทำได้ยาก “ยังไงเขาก็ไม่ฟัง” จำเป็นต้องหาคนที่เขาเชื่อและเปิดรับไปพูดแทน
“เรามีกลุ่มมองตารู้ใจแล้วไปด้วยกัน กลุ่มนี้เราต้องหาให้ดีเลยว่าคือใคร แล้วใช้คนกลุ่มนี้เป็นแชมเปี้ยน เป็น Catalyst (ตัวเร่งตัวกระตุ้น) ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลง” เธอย้ำ
“การเปลี่ยนแปลงไม่ได้ทำโดยเรา แต่เป็นกลุ่มนี้ที่เราต้องหาให้เจอ”
การเปลี่ยนแปลงคนกลุ่มก้อนขนาดใหญ่ยังต้องทำ Baby Steps ซอยเป้าหมายใหญ่เป็นเป้าหมายเล็ก ๆ เพื่อให้คนเริ่มเห็นผลลัพธ์และเดินตาม
“ประกาศแผนระยะยาว 9 ปี ทุกคนรอไม่ไหวหรอก เป้ามันใหญ่มาก เราต้องซอย แล้วทุกสเต็ปที่เราทำ มีการโปรโมตให้คนเหล่านี้เห็น มันจะค่อย ๆ ไปทีละนิดทีละหน่อย ทำให้เริ่มเข้าใจและคิดว่า อ๋อ…มันเป็นอย่างนี้นี่หน่า ดีจังเลย ที่คุณบอกว่าจะเริ่มปรับมันเป็นอย่างนี้”
สิ่งที่เธอทำกับดุสิตธานีคือ
- Balanceการจัดการพอร์ตขององค์กรให้สมดุลมากขึ้น ไม่พึ่งพาธุรกิจใดธุรกิจหนึ่งมากเกินไป
- Diversify กระจายความเสี่ยง ให้บริการที่หลากหลาย
- Expand ขยายขีดความสามารถตามสิ่งที่เชี่ยวชาญและเห็นว่าเป็นโอกาส
“ถ้าเรามีเก้าอี้แค่ 2 ขา มันไม่Balanceหน้าที่เราคือเสริมขาให้เก้าอี้ ทำให้แข็งแรงมากขึ้น เป็นการบริหารความเสี่ยง”
รักษาแรงจูงใจ-ธรรมะแบบศุภจี
การรักษาความกระหาย แรงจูงใจในชีวิตและทำงานสำหรับหลายคนไม่ใช่เรื่องง่าย
ศุภจีแนะนำให้เริ่มจากคำถามเบสิกกับตัวเองว่า “เราทำไปเพื่ออะไร”
“คนทุกคนที่ทำงานหรือไม่ทำงานก็ตาม คุณต้องถามตัวเองว่ามีชีวิตอยู่เพื่ออะไร ถ้าไม่มีเป้าเลย ทำไปวัน ๆ แค่ให้จบ 24 ชั่วโมงไป วันหนึ่งคุณก็จะท้อว่า โห…วันนี้มันยากจังเนอะ ไม่อยากตื่นแล้วแหละ มันยากจริง ๆ แต่ถ้าคุณรู้ว่าทำเพื่อใคร ไม่ต้องยิ่งใหญ่มาก เช่น ทำเพื่อลูก เพื่อพ่อแม่ เพื่อครอบครัว เพื่อพนักงาน
“พวกนี้มันคือแรงผลักดันให้เราเดินสู่เป้าหมาย เออนี่ไงเรากลับบ้านก็สุขใจทุกวัน เพราะเราได้เห็นว่าเราได้ทำประโยชน์ให้คน ไม่ว่าจะในบทบาทใดที่เรามีอยู่ เป็นการสร้างแรงกระตุ้นให้ตัวเราทุก ๆ วัน
ช่วงหลัง ‘ศุภจี’ ตกผลึกกับการทำงานมากยิ่งขึ้นโดยเฉพาะการยึดโยงชีวิตกับ ‘ธรรมะ’
“ไม่ได้เข้าวัดเลย แต่ใช้การศึกษาเอา โหมันดีจังเลย บริหารโดยอิงแก่นกับหลักธรรมคำสอน”
เธอยกตัวอย่างเรื่อง พรหมวิหาร 4 ที่บอกว่าเป็นพื้นฐานชั้นดีให้มนุษย์ตระหนักกับสิ่งตรงหน้า
- เมตตา – ให้โอกาสกับคน
- กรุณา – ช่วยเหลือคน
- มุทิตา – ชื่นชมกับคนเก่ง
- อุเบกขา – วางเฉยกับสิ่งที่ว่าจะทุกข์หรือสุข ไม่มีอะไรแน่นอน
อีกเรื่องคือ อิทธิบาท 4
- ฉันทะ – “ต้องรู้ก่อนว่าเราทำเพื่ออะไร มันคือฉันทะนั่นแหละ การที่เรามีความมุ่งมั่นตั้งใจ แต่อย่าไปยึดติดกับผลลัพธ์นะ ทำเต็มที่ให้ดีที่สุด เราจะทำอะไรสร้างอิมแพ็กต์ยังไง”
- วิริยะ – ลงมือทำในบทบาทที่เรามี ที่เราเป็น
- จิตตะ – โฟกัสว่าควรทำอะไร เมื่อไหร่ ทุกคนมีสิ่งรอบข้างเป็นร้อย แต่ต้องมีจิตตะหรือจดจ่อกับสิ่งที่เราต้องการจะทำให้ดีที่สุด
- วิมังสา – ตรวจเช็กตัวเองอยู่เสมอ สิ่งที่เราทำไปดีหรือเปล่า จะปรับปรุงเปลี่ยนแปลงให้ดีขึ้นได้ยังไง ไม่อย่างนั้นจะหลงทิศClip แนวคิด "ผู้นำและผู้ตาม" เพื่อการเปลี่ยนแปลง | ศุภจี สุธรรมพันธุ์ แห่งดุสิตธานี MVP ep.1
https://www.youtube.com/watch?v=P9TSDQe53qM
อ่านข่าวต้นฉบับได้ที่ : วิชาผู้นำ ธรรมะและคน 3 ประเภทที่เราต้องเจอ : ศุภจี ดุสิตธานี
ติดตามข่าวล่าสุดได้ทุกวัน ที่นี่
– Website : https://www.prachachat.net